
เอ็นวิเดีย (Nvidia) กลายเป็นสัญลักษณ์ของยุคปัญญาประดิษฐ์ (AI) จากการครองตลาดชิปประมวลผลที่บริษัทเทคโนโลยีทั่วโลกต้องใช้ในการพัฒนาโมเดลปัญญาประดิษฐ์ จนมูลค่าบริษัทพุ่งทะยานขึ้นอย่างรวดเร็ว จนครองตำแหน่งเป็นบริษัทที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลก
แต่ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา มีอีกบริษัทที่เคยใหญ่กว่ามาก่อนกำลังไล่ตามมาอย่างรวดเร็ว นั่นคือ อัลฟาเบต (Alphabet) บริษัทแม่ของกูเกิล (Google) ที่ตอนนี้ตลาดกำลังจับตามอง หลังหุ้น Alphabet พุ่งขึ้นอย่างร้อนแรง จนทำให้ช่องว่างระหว่างมูลค่าตามราคาตลาด (market cap) ของ Alphabet กับ Nvidia แคบลงอย่างรวดเร็ว
จากที่เคยถูกมองว่าเป็นผู้ตามหลังในสนาม AI อยู่ช่วงหนึ่ง ตอนนี้ Alphabet กลับกลายเป็นบริษัทที่นักวิเคราะห์จำนวนมากเริ่มเชื่อว่า อาจแซง Nvidia ขึ้นเป็นบริษัทที่ใหญ่ที่สุดของโลก และมีโอกาสเป็นผู้ชนะตัวจริงในระยะยาวมากกว่า Nvidia
หุ้นของ Alphabet ปิดการซื้อขายวันศุกร์ที่ 8 พฤษภาคม ด้วยมูลค่าตลาด 4.8 ล้านล้านดอลลาร์ ขณะที่ Nvidia เคยต่ำกว่าระดับนั้นในวันอังคารที่ 5 พฤษภาคม ก่อนจะปรับตัวขึ้นติดต่อกันสามวันในวันพุธ-ศุกร์ ทำให้มูลค่าของ Nvidia กลับขึ้นไปอยู่ที่ 5.2 ล้านล้านดอลลาร์
ช่องว่างระหว่างสองบริษัทแคบลงอย่างมากในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา เนื่องจากหุ้น Alphabet พุ่งขึ้นอย่างร้อนแรง รวมถึงการพุ่งขึ้น 34% ในเดือนเมษายน ซึ่งเป็นผลงานรายเดือนที่ดีที่สุดนับตั้งแต่ปี 2004
และหากย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2025 Nvidia เคยมีมูลค่าตลาด 4.9 ล้านล้านดอลลาร์ ขณะที่ Alphabet ยังมีมูลค่าไม่ถึง 3.4 ล้านล้านดอลลาร์ด้วยซ้ำ แต่นับจากนั้น หุ้น Alphabet กลับพุ่งขึ้นถึง 43% ส่วน Nvidia เพิ่มขึ้นเพียง 6.3% เท่านั้น ซึ่งยังต่ำกว่าทั้งดัชนี S&P 500 และ Nasdaq 100
นักลงทุนและนักวิเคราะห์จำนวนมากมองว่า ปัจจัยที่ทำให้ Alphabet เริ่มถูกมองว่าอาจแซง Nvidia ขึ้นเป็นบริษัทที่ใหญ่ที่สุดในโลก คือ การที่ Alphabet ไม่ได้มีบทบาทเพียงส่วนใดส่วนหนึ่งของอุตสาหกรรม AI เหมือน Nvidia แต่ Alphabet เข้าไปอยู่แทบทุกชั้นของระบบนิเวศเทคโนโลยี ตั้งแต่แพลตฟอร์มค้นหาอย่าง Google Search ธุรกิจคลาวด์ Google Cloud แพลตฟอร์มวิดีโอ YouTube ไปจนถึงธุรกิจรถยนต์ไร้คนขับอย่าง Waymo
ขณะเดียวกัน Alphabet ยังมีโมเดล AI ของตัวเองอย่าง Gemini ซึ่งถูกยกให้เป็นหนึ่งในโมเดลชั้นนำของอุตสาหกรรม และยังลงทุนใน Anthropic ผู้พัฒนาโมเดล Claude ด้วย ทำให้ Alphabet มีบทบาททั้งในส่วนโครงสร้างพื้นฐาน AI ซอฟต์แวร์ บริการ ไปจนถึงแพลตฟอร์มปลายทางที่ผู้บริโภคใช้งานจริง
ลุค โอนีลล์ (Luke O’Neill) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุนของ CooksonPeirce Wealth Management ซึ่งถือหุ้นทั้ง Alphabet และ Nvidia อธิบายว่า จุดแข็งสำคัญของ Alphabet คือการมีบทบาทสำคัญแทบทุกมุมของระบบนิเวศ AI และเมื่อทุกอย่างถูกรวมเข้าด้วยกัน ก็ทำให้ Alphabet อยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสมมากที่จะเป็นผู้ชนะของยุค AI
เขามองว่า แม้ Nvidia จะเป็นบริษัทที่ยอดเยี่ยม แต่ธุรกิจของ Nvidia ก็มีความเสี่ยงมากกว่า เพราะพึ่งพาการลงทุนด้าน AI ของบริษัทเทคโนโลยีเป็นหลัก หากวันหนึ่งการลงทุนด้าน AI ชะลอตัวลง Nvidia อาจได้รับผลกระทบโดยตรง ต่างจาก Alphabet ที่มีธุรกิจหลากหลายกว่ามาก หากธุรกิจหนึ่งชะลอตัวหรือสะดุด ธุรกิจอื่นก็สามารถช่วยพยุงได้ ทำให้ Alphabet มีความได้เปรียบในการแข่งขันสูงมาก เปรียบเหมือนการมีป้อมปราการที่แข็งแกร่ง และถูกมองว่าเป็น ‘บริษัทแห่งยุคอินเทอร์เน็ต’ ดังนั้น ก็สมเหตุสมผลหาก Alphabet จะกลายเป็นบริษัทที่ใหญ่ที่สุด
ดิฟยอนช์ ดิวาเทีย (Divyaunsh Divatia) นักวิเคราะห์จาก Janus Henderson Investors เป็นอีกคนที่มองบวกต่อความหลากหลายของธุรกิจของ Alphabet โดยเขากล่าวว่า Alphabet คือบริษัทที่มีทุกอย่างที่นักลงทุนต้องการ และเป็นเหตุผลที่นักลงทุนสบายใจที่จะถือหุ้น Alphabet เพราะสามารถสร้างรายได้จากหลายทาง ทั้ง Search, Cloud, ชิป AI, YouTube และ Gemini ต่างจาก Nvidia ที่แม้จะแข็งแกร่งมาก แต่ก็เป็น ‘บริษัทชิป’ เป็นหลัก
อีกเหตุผลสำคัญที่ทำให้นักลงทุนเริ่มเชื่อมั่นใน Alphabet มากขึ้น คือ Alphabet เริ่มพิสูจน์ให้เห็นว่า AI สามารถสร้างรายได้จริงให้กับธุรกิจหลักของบริษัทแล้ว
ในผลการดำเนินงานล่าสุด (ไตรมาส 1 ปี 2026) ทั้งธุรกิจ Search และ Cloud ของ Alphabet เติบโตแข็งแกร่งกว่าที่ตลาดคาดไว้ ขณะที่ชิป AI ของ Alphabet ที่เรียกว่า ‘Tensor Processing Unit’ หรือ TPU ก็เริ่มกลายเป็นจุดขายสำคัญ โดยซุนดาร์ พิชัย (Sundar Pichai) ซีอีโอของ Alphabet กล่าวในการแถลงผลการดำเนินงานล่าสุดว่า ในเร็ว ๆ นี้ TPU จะพร้อมสำหรับให้ลูกค้า Google Cloud นำ ไปใช้งานบนดาต้าเซ็นเตอร์ของตัวเอง ซึ่งนี่สะท้อนว่า Alphabet กำลังพยายามสร้างทางเลือกใหม่เพื่อแข่งขันกับ Nvidia ในตลาดชิป AI โดยตรง
แอนดรูว์ บูน (Andrew Boone) นักวิเคราะห์จาก Citizens ประเมินว่า Alphabet อาจทำรายได้จากธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับ TPU ได้ราว 3,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2026 นี้ ก่อนจะพุ่งขึ้นเป็น 25,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2027 ซึ่งกลายเป็นอีกหนึ่งสัญญาณว่า ธุรกิจ AI ของ Alphabet กำลังขยายตัวจากการเป็นเพียง ‘ต้นทุน’ ไปสู่การเป็น ‘แหล่งรายได้’ ขนาดใหญ่
สิ่งที่น่าสนใจคือ การกลับมาพุ่งขึ้นของหุ้น Alphabet ถือเป็นการพลิกสถานการณ์อย่างน่าทึ่ง เพราะเมื่อไม่ถึงปีก่อนหน้านี้ นักลงทุนจำนวนมากแห่เทขาย Alphabet เพราะมองว่า AI อาจเป็นภัยคุกคามต่อธุรกิจ Search ซึ่งเป็นธุรกิจหลักของ Alphabet เนื่องจากความกังวลว่า AI Chatbot จะเข้ามาแทนที่การค้นหาแบบเดิม
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์เริ่มเปลี่ยนไปเมื่อ Alphabet เริ่มผสาน AI เข้ากับระบบค้นหาของ Google ขณะที่ Gemini ก็กลายเป็นหนึ่งใน AI Chatbot ที่ได้รับความนิยมสูงที่สุดในตลาด
จากนั้น ความเชื่อมั่นของนักลงทุนก็เริ่มเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว นักวิเคราะห์ต่างเร่งปรับเพิ่มประมาณการกำไรของ Alphabet ตามข้อมูลที่รวบรวมโดย Bloomberg ตัวเลขคาดการณ์กำไรสุทธิปี 2026 ของ Alphabet เพิ่มขึ้นประมาณ 19% ภายในเดือนเดียว ขณะที่ประมาณการปี 2027 ก็เพิ่มขึ้นมากกว่า 7%
แม้ตลาดมองบวกต่อ Alphabet แต่หลายคนในตลาดยังมีคำถามว่า หุ้น Alphabet จะเดินหน้าปรับขึ้นต่อไปได้แค่ไหน เพราะอาจไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะพุ่งขึ้นแรงอีกหลังจากพุ่งแรงมากแล้วในช่วงที่ผ่านมา โดยในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา ราคาหุ้น Alphabet พุ่งขึ้นถึง 160% จนกลายเป็นหนึ่งในหุ้นบิ๊กเทคที่ร้อนแรงที่สุดของตลาด
ณ ปัจจุบัน ราคาเป้าหมายเฉลี่ยของนักวิเคราะห์ในช่วง 12 เดือนข้างหน้าอยู่ที่ราว 422 ดอลลาร์ หรือสูงกว่าราคาปิดล่าสุดเมื่อวันศุกร์ที่ 8 พฤษภาคม เพียงประมาณ 5.4% เท่านั้น สะท้อนว่า แม้ตลาดยังเชื่อในศักยภาพระยะยาวของ Alphabet แต่ก็เริ่มมองว่าอัพไซด์ระยะสั้นอาจเหลือไม่มาก
ขณะเดียวกัน โลก AI ที่เปลี่ยนแปลงเร็วก็ยังเป็นความเสี่ยง เพราะไม่มีอะไรรับประกันได้ว่า Gemini หรือโมเดล AI อื่น ๆ ของ Alphabet จะรักษาความได้เปรียบไว้ได้ตลอดไป โดยสิ่งที่เกิดขึ้นกับหุ้น Alphabet เมื่อปีที่แล้ว ก็สะท้อนว่า มุมมองของนักลงทุนในยุค AI สามารถเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว
ในอีกด้านหนึ่ง valuation ของ Alphabet ก็เริ่มถูกจับตามากขึ้น โดยปัจจุบันหุ้นซื้อขายที่ระดับประมาณ 28 เท่าของกำไรคาดการณ์ สูงกว่าค่าเฉลี่ย 10 ปี ซึ่งอยู่ที่ต่ำกว่า 21 เท่า และอยู่ใกล้ระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2008 แม้จะยังไม่ถือว่าแพงแบบยุคดอทคอม แต่ก็สะท้อนว่าตลาดกำลังให้ ‘พรีเมียม’ กับบทบาทของ Alphabet ในยุค AI มากขึ้นเรื่อย ๆ
ถึงอย่างนั้นก็ตาม นักลงทุนบางส่วนยังมองว่า ราคาปัจจุบันถือว่าสมเหตุสมผลสำหรับบริษัทที่ถูกมองว่าเป็นหนึ่งในผู้ชนะสำคัญของยุค AI โดยลุค โอนีลล์ จาก CooksonPeirce กล่าวว่า แม้หุ้น Alphabet อาจไม่ได้ราคาถูกมากเหมือนในอดีตแล้ว แต่ก็ไม่ใช่เรื่องเกินเหตุที่จะคิดว่า Alphabet จะสามารถรักษาระดับมูลค่านี้ไว้ได้ หรือแม้แต่จะเพิ่มขึ้นได้อีกในอนาคต
เพื่อสนับสนุนมุมมองนี้ เขาได้อ้างถึงคำพูดของวอร์เรน บัฟเฟตต์ (Warren Buffett) นักลงทุนระดับตำนานของโลกที่ว่า “การซื้อบริษัทที่ยอดเยี่ยมในราคาที่เหมาะสม ดีกว่าซื้อบริษัทธรรมดาในราคาที่ยอดเยี่ยม” ซึ่งสะท้อนมุมมองของนักลงทุนที่ยังเชื่อว่า แม้ว่าหุ้น Alphabet จะไม่ราคาถูกอีกต่อไปแล้ว แต่มันก็ยังเป็น “บริษัทที่ยอดเยี่ยม” ในยุค AI ที่เหมาะสมที่จะซื้อในราคาที่สมเหตุสมผล
อ้างอิง : Bloomberg