
หลายคนรู้จักและจดจำ Fujifilm (ฟูจิฟิล์ม) ในฐานะบริษัทผู้ผลิตฟิล์มถ่ายภาพ กล้องถ่ายรูป และร้านล้างอัดรูปที่เคยมีอยู่แทบทุกหัวมุมถนน ซึ่งสำหรับคนที่เติบโตมาก่อนยุคสมาร์ทโฟน Fujifilm คือส่วนหนึ่งของความทรงจำ
แต่หากถามว่า วันนี้ Fujifilm เป็นบริษัทอะไร เชื่อว่าหลายคนตอบไม่ถูก เพราะบริษัทที่เคยเติบโตจากฟิล์มถ่ายภาพ ได้เปลี่ยนตัวเองไปไกลกว่าธุรกิจเดิมมาก
ปัจจุบัน นอกจากเป็นผู้ผลิตกล้องและฟิล์มถ่ายภาพแล้ว Fujifilm ยังทำธุรกิจตั้งแต่เครื่องมือแพทย์ เครื่อง MRI และ CT อุปกรณ์ส่องกล้องทางการแพทย์ ธุรกิจรับพัฒนาและผลิตชีวเภสัชภัณฑ์ (Bio-CDMO) วัสดุสำหรับอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งได้ประโยชน์จากการเติบโตของปัญญาประดิษฐ์ (AI) วัสดุสำหรับจอแสดงผล ไปจนถึงเครื่องสำอาง เวชสำอาง และอาหารเสริม
คำถามที่น่าสนใจและกลายเป็นกรณีศึกษาของคนทำธุรกิจทั่วโลกก็คือ ในวันที่ธุรกิจหลักของบริษัทอย่าง ‘ธุรกิจฟิล์ม’ เกือบล้มหายไป Fujifilm พลิกวิธีคิด ปฏิวัติโครงสร้างองค์กร และพาตัวเองรอดจากการดิสรัปต์ของเทคโนโลยีใหม่ได้อย่างไร
คำตอบทั้งหมดอยู่ในยุทธศาสตร์ที่คน Fujifilm เรียกว่า ‘Second Foundation’ หรือการวางรากฐานบริษัทครั้งที่สอง
และต่อไปนี้คือเรื่องราวขององค์กรที่เอาตัวรอดจาก disruption ซึ่งไม่ได้รอดเพราะโชคช่วย แต่รอดเพราะยอมปฏิวัติตัวเองตั้งแต่วันที่ธุรกิจเดิมยังสร้างรายได้
Fujifilm ผ่านกล้องถ่ายรูป แต่ความจริงแล้ว บริษัทนี้ก่อตั้งขึ้นในปี 1934 จากนโยบายของรัฐบาลญี่ปุ่นที่ต้องการสร้างอุตสาหกรรมผลิตฟิล์มถ่ายภาพภายในประเทศ เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศ
ในยุคแรก Fujifilm มุ่งพัฒนาเทคโนโลยีฟิล์ม กระดาษอัดรูป และวัสดุไวแสงต่าง ๆ จนกลายเป็นผู้ผลิตฟิล์มรายใหญ่ของญี่ปุ่น ก่อนจะขยายความเชี่ยวชาญไปสู่เลนส์ อุปกรณ์ออปติคัล และกล้องถ่ายรูปในเวลาต่อมา
หลังสงครามโลกครั้งที่สอง บริษัทเร่งลงทุนด้านวิจัยและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง จนสามารถเปิดตัว FUJI COLOR FILM ฟิล์มสีสำหรับผู้บริโภคในปี 1948 พร้อมกับเปิดตัวกล้อง FUJICA SIX IA ซึ่งเป็นกล้องรุ่นแรกของบริษัทในปีเดียวกัน
ช่วงเวลาเดียวกัน Fujifilm ยังขยายธุรกิจไปยังตลาดฟิล์มเอกซเรย์สำหรับการแพทย์ ซึ่งเติบโตอย่างรวดเร็วจากความต้องการตรวจรักษาวัณโรคและการพัฒนาระบบสาธารณสุขหลังสงคราม นับเป็นจุดเริ่มต้นของธุรกิจการแพทย์ที่ต่อมากลายเป็นธุรกิจสำคัญที่สุดของบริษัทในปัจจุบัน
อีกก้าวสำคัญคือการพัฒนาฟิล์มภาพยนตร์แบบไม่ติดไฟ ภายใต้แบรนด์ FUJITAC ซึ่งใช้วัสดุ triacetyl cellulose หรือ TAC แทนวัสดุเดิมที่ติดไฟได้ง่าย เทคโนโลยีนี้ดูเหมือนจะเป็นเพียงการพัฒนาฟิล์มให้ปลอดภัยขึ้น แต่หลายสิบปีต่อมากลับกลายเป็นรากฐานของธุรกิจวัสดุสำหรับจอแสดงผล (Display Materials) ที่ Fujifilm ยังดำเนินอยู่จนถึงทุกวันนี้
ช่วงทศวรรษ 1960-1980 Fujifilm ค่อย ๆ แตกแขนงธุรกิจ โดยในปี 1962 ได้จับมือกับ Rank Xerox จากสหราชอาณาจักร ก่อตั้ง Fuji Xerox เพื่อบุกตลาดเครื่องถ่ายเอกสาร ซึ่งต่อมาพัฒนาเป็นธุรกิจโซลูชันสำนักงานและการจัดการเอกสาร ก่อนจะเปลี่ยนชื่อเป็น FUJIFILM Business Innovation ในเวลาต่อมา
ขณะเดียวกัน Fujifilm ยังนำความเชี่ยวชาญด้านเลนส์ไปพัฒนากล้องส่องตรวจทางการแพทย์ (endoscope) เริ่มผลิตเทปบันทึกข้อมูลแม่เหล็ก และเข้าสู่ธุรกิจวัสดุสำหรับงานพิมพ์ออฟเซ็ต
เข้าสู่ทศวรรษ 1980 Fujifilm ประกาศแผน Vision-50 ตั้งเป้าปรับตัวจากผู้ผลิตฟิล์มสู่ ‘บริษัทเทคโนโลยีระดับโลก’ พร้อมลงทุนสร้างฐานการผลิตในยุโรปและสหรัฐฯ รวมถึงขยายงานวิจัยไปยังวัสดุอิเล็กทรอนิกส์และเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งในเวลานั้นยังถือเป็นตลาดใหม่
ช่วงเวลาเดียวกัน Fujifilm สร้างนวัตกรรมหลายอย่างที่กลายเป็นหมุดหมายสำคัญของอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นระบบเอกซเรย์ดิจิทัล FCR (Fuji Computed Radiography) ซึ่งได้รับการยอมรับว่าเป็นระบบสร้างภาพเอกซเรย์ดิจิทัลระบบแรกของโลก กล้องใช้แล้วทิ้ง QuickSnap และกล้อง FUJIX DS-1P ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นกล้องดิจิทัลเต็มรูปแบบตัวแรกของโลกที่บันทึกภาพลงหน่วยความจำ
น่าสนใจว่า Fujifilm เป็นผู้บุกเบิกกล้องดิจิทัล แต่เทคโนโลยีนี้กลับทำลายตลาดฟิล์มที่ Fujifilm สร้างมากับมือ
ตลอดหลายสิบปี ธุรกิจฟิล์มถ่ายภาพเป็นหัวใจของ Fujifilm แต่เมื่อกล้องดิจิทัลเริ่มได้รับความนิยมในช่วงปลายทศวรรษ 1990 พฤติกรรมผู้บริโภคก็เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว
ความต้องการฟิล์มถ่ายภาพของโลกแตะระดับสูงสุดในปี 2000 ก่อนจะลดลงอย่างต่อเนื่อง จนภายในเวลาสิบปีหลังจากนั้น ตลาดฟิล์มหดเหลือไม่ถึง 1 ใน 10 ของจุดสูงสุด สำหรับผู้ผลิตฟิล์ม นี่ไม่ใช่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยที่รอวันฟื้นตัว แต่เป็นการเปลี่ยนผ่านของเทคโนโลยีที่ทำให้ตลาดเดิมแทบหายไปจากโลก
Fujifilm ต้องเผชิญคำถามสำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์บริษัทว่า หากไม่มีใครใช้ฟิล์มอีกต่อไปแล้ว บริษัทจะอยู่รอดได้อย่างไร ซึ่งคำตอบของผู้บริหารในเวลานั้น ไม่ใช่การปกป้องธุรกิจเดิม แต่คือการยอมรับว่าธุรกิจฟิล์มจะไม่มีวันกลับมา และเริ่มสร้างบริษัทขึ้นใหม่ตั้งแต่ธุรกิจหลักยังมีรายได้
ขณะที่ตลาดฟิล์มหดตัวลง หลายบริษัทเลือกตอบสนองต่อวิกฤตด้วยวิธีที่คุ้นเคย อย่างการลดต้นทุน ปิดโรงงาน หรือพยายามรักษาส่วนแบ่งตลาดเดิมให้ได้นานที่สุด แต่ Fujifilm เลือกตั้งคำถามใหม่ว่า สิ่งที่บริษัทมีอยู่จริง ๆ คืออะไรกันแน่
คำตอบของผู้บริหาร Fujifilm คือ ‘เทคโนโลยี’ ที่อยู่เบื้องหลังผลิตภัณฑ์ ซึ่ง Fujifilm สั่งสมมาตลอดกว่า 70 ปี
ผู้บริหาร Fujifilm มองว่า แม้ตลาดฟิล์มจะกำลังหายไป แต่เทคโนโลยีที่บริษัทมียังสามารถนำไปสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ได้อีกจำนวนมาก
แทนที่จะนิยามตัวเองผ่านสินค้าว่าเป็น ‘บริษัทขายฟิล์ม’ แล้วถามว่า “จะขายฟิล์มอย่างไรต่อ” Fujifilm เลือกนิยามตัวเองใหม่ผ่านทรัพย์สินทางเทคโนโลยีที่สั่งสมมา 70 ปี แล้วตั้งคำถามใหม่ว่า เทคโนโลยีเหล่านั้น จะสามารถนำไปแก้ปัญหาอะไรให้โลกได้อีกบ้างในอนาคต ?
คำถามนี้เองนำไปสู่ธุรกิจใหม่ที่แทบไม่เหลือเค้าเดิม
ในปี 2004 Fujifilm ประกาศแผน VISION75 ซึ่งกำหนดให้ ‘การสร้างธุรกิจใหม่’ เป็นวาระสำคัญขององค์กร ก่อนจะปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ในปี 2006 โดยเปลี่ยนบริษัทเดิมเป็น FUJIFILM Holdings และแยกการดำเนินงานออกเป็นบริษัทหลัก เพื่อให้สามารถบริหารธุรกิจที่หลากหลายได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ปีเดียวกัน Fujifilm จัดตั้ง Advanced Research Laboratories ที่จังหวัดคานางาวะ เพื่อเป็นศูนย์วิจัยที่เปิดโอกาสให้นักวิทยาศาสตร์จากหลากหลายสาขา นักธุรกิจ และนักออกแบบ ทำงานร่วมกันโดยไม่มีข้อจำกัดด้านโครงสร้างองค์กร
งานวิจัยและพัฒนา (R&D) ของ Fujifilm อยู่ภายใต้แนวคิด “Creating New Value through Fusion and Creation” หรือ “การสร้างคุณค่าใหม่ผ่านการหลอมรวมองค์ความรู้” นักวิจัยสามารถนำความรู้จากหลายศาสตร์มาผสมผสานเพื่อสร้างนวัตกรรมใหม่
แนวคิดนี้สะท้อนอยู่ในโครงสร้าง R&D ของบริษัท ซึ่งแบ่งออกเป็นห้องปฏิบัติการกลางที่พัฒนาเทคโนโลยีพื้นฐานสำหรับทั้งองค์กร และห้องปฏิบัติการประจำแต่ละกลุ่มธุรกิจ ทำให้เทคโนโลยีใหม่สามารถถูกส่งต่อและประยุกต์ใช้ข้ามธุรกิจได้อย่างรวดเร็ว
หลังการเปลี่ยนผ่านและปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ Fujifilm ค่อย ๆ เปลี่ยนศูนย์กลางของบริษัทจาก ‘ธุรกิจภาพถ่าย’ ไปสู่ธุรกิจที่ใช้เทคโนโลยีเป็นฐาน
ปัจจุบันในการรายงานทางการเงินอย่างเป็นทางการ Fujifilm ได้แบ่งการดำเนินงานออกเป็น 4 กลุ่มธุรกิจหลัก ได้แก่ Healthcare (การดูแลสุขภาพ), Electronics (อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์), Business Innovation (นวัตกรรมเพื่อธุรกิจ) และ Imaging (การถ่ายภาพ)
แม้ทั้งสามกลุ่มธุรกิจจะดูแตกต่างกันมาก แต่สิ่งที่เชื่อมโยงทุกธุรกิจเข้าด้วยกัน คือ องค์ความรู้ที่สั่งสมมาจากการพัฒนาฟิล์มถ่ายภาพตลอดหลายทศวรรษ ทั้งองค์ความรู้ด้านเคมี วัสดุศาสตร์ การสร้างภาพ การเคลือบผิว และเทคโนโลยีออปติคัล
ธุรกิจที่สะท้อนการเปลี่ยนผ่านของ Fujifilm ได้ชัดที่สุด คือ Healthcare (การดูแลสุขภาพ) ซึ่งปัจจุบันครอบคลุมห่วงโซ่การดูแลสุขภาพใน 3 ช่วงสำคัญของชีวิต
Prevention (การป้องกัน)
ในปี 2006 Fujifilm ตัดสินใจเข้าสู่ตลาดเครื่องสำอาง ก่อนเปิดตัวแบรนด์ ASTALIFT ในปีถัดมา แม้จะดูเหมือนคนละขั้ว แต่เบื้องหลังกลับใช้เทคโนโลยีจากฟิล์ม 100% เพราะเจลาตินที่เป็นส่วนประกอบสำคัญของฟิล์มนั้นสกัดมาจาก ‘คอลลาเจน’ Fujifilm จึงมีความเชี่ยวชาญเรื่องคอลลาเจนและการควบคุมโมเลกุล
นอกจากนี้ Fujifilm นำเทคโนโลยีต้านการเกิดออกซิเดชัน (antioxidant) และนาโนเทคโนโลยีที่เคยใช้ป้องกันไม่ให้สีบนฟิล์มซีดจางนำมาประยุกต์ใช้เพื่อป้องกันไม่ให้ผิวร่วงโรยและช่วยส่งสารบำรุงซึมเข้าสู่ผิวได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
Diagnosis (การวินิจฉัย)
ธุรกิจนี้เป็นหนึ่งในธุรกิจเก่าแก่ของ Fujifilm ที่มีจุดเริ่มต้นตั้งแต่ปี 1936 โดย Fujifilm ผลิตฟิล์มเอกซเรย์สำหรับโรงพยาบาลหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ในยุคนั้น ความต้องการตรวจคัดกรองวัณโรคทำให้ธุรกิจฟิล์มเอกซเรย์เติบโตอย่างรวดเร็ว และกลายเป็นฐานความรู้สำคัญด้านการสร้างภาพทางการแพทย์
จากพื้นฐานการผลิตฟิล์มเอกซเรย์ทางการแพทย์และการคิดค้นระบบเอกซเรย์ดิจิทัลระบบแรกของโลก (FCR) ในทศวรรษ 1980 ปัจจุบัน Fujifilm ต่อยอดความเชี่ยวชาญด้านภาพถ่ายและระบบออปติคัล (เลนส์) สู่การเป็นผู้ผลิตเครื่องมือวินัยโรคชั้นนำ ทั้งเครื่อง MRI, CT Scan, อัลตราซาวด์ และกล้องส่องตรวจทางเดินอาหาร พร้อมทั้งนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาช่วยวิเคราะห์ภาพทางการแพทย์เพื่อเพิ่มความแม่นยำในการตรวจพบโรคระยะเริ่มต้น
Treatment (การรักษา)
หากมองในระยะยาว ธุรกิจที่ Fujifilm ให้ความสำคัญมากที่สุด คือ Bio-CDMO หรือการรับจ้างพัฒนาและผลิตยาชีววัตถุให้กับบริษัทเภสัชกรรมทั่วโลก
แทนที่จะคิดค้นยาเอง Fujifilm ใช้ความเชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมเคมีละเอียดและกระบวนการควบคุมสารเคมีที่ซับซ้อนเข้ามาบริหารการผลิตยาชั้นสูง
ในช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านมา Fujifilm เดินหน้าซื้อกิจการด้านชีววิทยาศาสตร์อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น Diosynth, Cellular Dynamics, Wako Pure Chemical, Irvine Scientific และโรงงานผลิตชีวเภสัชภัณฑ์ของ Biogen เพื่อสร้างห่วงโซ่ธุรกิจ Life Sciences ที่ครบวงจร
ปัจจุบัน Fujifilm มองว่าธุรกิจนี้จะเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์การเติบโตระยะยาวของบริษัท จากแนวโน้มการพัฒนายาชีวภาพและเซลล์บำบัดที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก
ในยุคที่โลกขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) และศูนย์ข้อมูล (data center) Fujifilm กลายเป็นผู้รับผลประโยชน์ทางอ้อมจากสงครามเซมิคอนดักเตอร์
แม้ Fujifilm จะไม่ใช่ผู้ผลิตชิปเหมือน NVIDIA, TSMC หรือ Samsung แต่ก็อยู่ในอีกตำแหน่งหนึ่งของห่วงโซ่อุตสาหกรรม เพราะ Fujifilm เป็นผู้ผลิตสารเคมีความบริสุทธิ์สูงและวัสดุสำคัญในกระบวนการโฟโตลิโทกราฟี รวมถึงวัสดุสำหรับการขัดผิวเวเฟอร์ (CMP slurry) ที่ขาดไม่ได้ในการสร้างชิปขั้นสูง รวมถึงเทปบันทึกข้อมูลความจุสูง (data tape) สำหรับ data center
ดังนั้น ยิ่งโลกต้องการชิป AI ประสิทธิภาพสูงมากเท่าไหร่ ความต้องการวัสดุที่มีความแม่นยำและความบริสุทธิ์สูงก็ยิ่งเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ส่งผลให้ธุรกิจนี้ถูกวางให้เป็นอีกหนึ่งเครื่องยนต์สำคัญของ Fujifilm ในระยะยาว
ธุรกิจนี้ต่อยอดจากรากฐานเดิมของ Fuji Xerox ในอดีต ปัจจุบันกลุ่มธุรกิจนี้ไม่ได้เน้นเพียงแค่การขายเครื่องถ่ายเอกสารหรือหมึกพิมพ์ในสำนักงาน (office solution) แต่ยกระดับสู่ business solution การให้บริการซอฟต์แวร์และการจัดการระบบเพื่อทำ digital transformation ให้กับองค์กร
นอกจากนี้ยังรวมถึงกลุ่ม graphic communication หรือระบบการพิมพ์เชิงพาณิชย์และหัวพิมพ์ระบบดิจิทัล (inkjet head) ที่ใช้เทคโนโลยีความแม่นยำสูงจากอดีตมาตอบโจทย์อุตสาหกรรมการพิมพ์ยุคใหม่
แม้จะมีธุรกิจใหม่ ๆ ที่ทำเงินได้ดี แต่ Fujifilm ไม่เคยทิ้งธุรกิจถ่ายภาพอันเป็นธุรกิจสร้างเชื่อและเป็นจิตวิญญาณขององค์กร ปัจจุบัน กลุ่มธุรกิจ Imaging (ภาพถ่าย) ยังคงเป็นหน้าตาของแบรนด์ และเป็นจุดเชื่อมโยงระหว่างบริษัทกับผู้บริโภคทั่วโลก
ในยุคที่สมาร์ทโฟนแทนที่กล้องดิจิทัลคอมแพกต์ทั่วไป Fujifilm หันมาจับตลาดบนด้วยกล้องซีรีส์ X และกล้องมีเดียมฟอร์แมต GFX สำหรับงานพาณิชย์และการถ่ายภาพระดับมืออาชีพ โดยใช้จุดแข็งจากประสบการณ์ด้านฟิล์มกว่า 90 ปี มาสร้างระบบ ‘Film Simulation’ (การจำลองโทนสีฟิล์ม) ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ซึ่งไม่มีสมาร์ทโฟนรุ่นไหนเลียนแบบได้
ส่วนในตลาดแมส Fujifilm สร้างปรากฏการณ์ระดับโลกด้วยกล้องอินสแตนท์ Instax และเครื่องพิมพ์ภาพพกพา ซึ่งกลายเป็นหนึ่งในตัวทำกำไรให้กับบริษัท โดยเฉพาะแผ่นฟิล์มอินสแตนท์ที่ผู้บริโภคต้องซื้อซ้ำ ๆ
ธุรกิจด้านภาพถ่ายของ Fujifilm ในปัจจุบันครอบคลุมทั้งระบบนิเวศของการบันทึกและเก็บรักษาความทรงจำ ตั้งแต่ฟิล์มสี กล้องอินสแตนท์ instax กระดาษและวัสดุสำหรับอัดภาพ เครื่องพิมพ์ภาพ ไปจนถึงบริการพิมพ์ภาพและโฟโต้บุ๊ก
อีกด้านหนึ่ง Fujifilm ได้ต่อยอดความเชี่ยวชาญด้านออปติคัลและการประมวลผลภาพสู่ธุรกิจอุปกรณ์ถ่ายภาพระดับมืออาชีพ ไม่ว่าจะเป็นกล้องมิเรอร์เลสตระกูล X Series และ GFX Series เลนส์เปลี่ยนได้ รวมถึงเลนส์สำหรับงานแพร่ภาพ โทรทัศน์ ภาพยนตร์ ระบบรักษาความปลอดภัย โปรเจกเตอร์ และอุตสาหกรรมยานยนต์ ทำให้ธุรกิจภาพถ่ายของ Fujifilm ยังครอบคลุมถึงลูกค้าในภาคสื่อ การผลิต และอุตสาหกรรมด้วย
.
โครงสร้างธุรกิจของ Fujifilm ในปัจจุบันสะท้อนผ่านสัดส่วนกำไรจากการดำเนินงาน (operating income) ของแต่ละธุรกิจ โดยในปีงบการเงิน 2025 ธุรกิจ Imaging ยังคงเป็นแหล่งกำไรหลัก 160,000 ล้านเยน คิดเป็น 41.2% ของกำไรจากการดำเนินงานทั้งหมด ตามด้วยธุรกิจ Electronics ที่ทำได้ 100,900 ล้านเยน สัดส่วน 26.0% ส่วน Business Innovation ทำได้ 63,700 ล้านเยน และ Health Care ทำได้ 63,600 ล้านเยน คิดเป็นสัดส่วน 16.4% เท่ากัน
สัดส่วนกำไรนี้สะท้อนว่าแม้ Fujifilm จะเติบโตจนมีธุรกิจหลากหลาย แต่ธุรกิจด้านภาพถ่ายยังคงเป็นหนึ่งในเสาหลักที่สร้างผลกำไรให้บริษัท ขณะเดียวกันการกระจายฐานรายได้ไปยังธุรกิจใหม่ ๆ ก็ช่วยลดการพึ่งพาธุรกิจใดธุรกิจหนึ่ง และทำให้บริษัทมีความแข็งแกร่งมากขึ้นเมื่อต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรม
อ้างอิง : Fujifilm, Fujifilm Holdings