
ตลาดหุ้นเกาหลีใต้เพิ่งผ่านหนึ่งในช่วงเวลาที่รุนแรงที่สุดของปีและในรอบหลายปี จากตลาดที่ร้อนแรงที่สุดของโลก กลายเป็นตลาดที่นักลงทุนรายย่อยต้องเผชิญแรงเทขายและการบังคับขายครั้งใหญ่ ภายในเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์ KOSPI ร่วงจากจุดสูงสุดในเดือนมิถุนายนลงเกือบ 40% สู่จุดต่ำสุดปลายเดือนกรกฎาคม ขณะที่มูลค่าตลาดหุ้นเกาหลีหายไปราว 2.18 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ
เบื้องหลังการร่วงลงอย่างรวดเร็วครั้งนี้ เริ่มมาจากช่วงต้นปีนักลงทุนรายย่อยเกาหลีเข้าซื้อหุ้นอย่างคึกคัก ท่ามกลางความคาดหวังต่อการเติบโตของปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดยเฉพาะ Samsung Electronics และ SK Hynix รวมถึงผลิตภัณฑ์ที่ใช้ leverage เพื่อเร่งผลตอบแทน จนยอดสินเชื่อมาร์จิ้นเพิ่มขึ้นแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ราว 38.6 ล้านล้านวอนในเดือนมิถุนายน แต่ไม่นานหลังจากนั้น ตลาดก็เข้าสู่ช่วงปรับฐานรุนแรงในเดือนกรกฎาคม
การปรับตัวลงอย่างรุนแรงของราคาหุ้นกระทบต่อผู้ลงทุนที่ใช้เงินกู้หรือบัญชีมาร์จิ้นที่ถูกโบรกเกอร์บังคับขายเพื่อชำระหนี้ (forced sell) โดยในวันที่ 9 กรกฎาคมเพียงวันเดียว มูลค่าหุ้นที่ถูกบังคับขายพุ่งขึ้นถึง 142,200 ล้านวอน สูงกว่าวันก่อนหน้าถึง 5 เท่า และยอดบังคับขายสะสมตั้งแต่ต้นเดือนถึงวันที่ 9 กรกฎาคมอยู่ที่ 344,200 ล้านวอน ก่อนยอดสินเชื่อมาร์จิ้นจะลดลงเหลือประมาณ 27 ล้านล้านวอนในช่วงต้นเดือนสิงหาคม
ท่ามกลางความเสียหายที่เกิดขึ้นในตลาดบ้านเกิด นักลงทุนรายย่อยเกาหลีหันไปเพิ่มการลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ โดยในเดือนกรกฎาคม นักลงทุนรายย่อยเกาหลีซื้อสุทธิหุ้นสหรัฐฯ ประมาณ 4,500 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นอย่างมากจากเดือนมิถุนายน และใกล้เคียงกับที่ซื้อสุทธิ 5,000 ล้านดอลลาร์ในเดือนมกราคม
สิ่งที่น่าสนใจกว่าจำนวนเงินที่ไหลจากตลาดเกาหลีใต้ไปตลาดสหรัฐฯ คือ ข้อมูลการซื้อขายพบพฤติกรรมการลงทุนที่ตีความได้ว่า นักลงทุนชาวเกาหลีไม่ได้หนีจากตลาดเกาหลีเพื่อลดความเสี่ยง หรือปรับมุมมองการลงทุน แต่แค่ย้ายไปเล่นเดิมพันเดิมในสนามใหม่
พฤติกรรมการลงทุนของนักลงทุนเกาหลีที่สร้างความประหลาดใจที่สุดในรอบความเคลื่อนไหวนี้ คือ การซื้อ American Depositary Receipts (ADRs) ของบริษัทเกาหลี โดยเฉพาะ SK Hynix ซึ่งเพิ่งเข้าซื้อขายในตลาด Nasdaq ในเดือนกรกฎาคม
ปัญหา คือ นักลงทุนเกาหลีสามารถซื้อหุ้น SK Hynix ที่จดทะเบียนในตลาดเกาหลีได้โดยตรงอยู่แล้ว แต่กลับเลือกซื้อหลักทรัพย์ตัวแทนในตลาดสหรัฐฯ ซึ่งราคา ADR สูงกว่าหุ้นที่เกาหลีอย่างมีนัยสำคัญ โดยบางช่วง ส่วนต่างราคาสูงถึง 16-51%
โอเวน ลามอนต์ (Owen Lamont) รองประธานอาวุโสของ Acadian Asset Management มองปรากฏการณ์นี้ว่า “เป็นเรื่องที่บ้ามาก” เพราะแทบไม่มีเหตุผลทางเศรษฐศาสตร์ที่นักลงทุนเกาหลีจะต้องซื้อ ADR ของบริษัทเกาหลีในสหรัฐฯ ซึ่งเป็นการจ่ายเงินแพงกว่าเพื่อถือสินทรัพย์เดียวกัน
ลามอนต์กล่าวว่า ส่วนต่างราคาที่ผิดปกติระหว่างตลาดอาจเป็นสัญญาณเตือนถึงแรงเก็งกำไรที่มากเกินไป ซึ่งเป็นอาการฟองสบู่ และเขาชี้ให้เห็นถึงความผิดปกติที่คล้ายกันนี้ที่เกิดขึ้นกับบริษัทในไต้หวันและอินเดียในช่วงฟองสบู่ดอทคอมด้วย
อีกพฤติกรรมการลงทุนที่เกิดขึ้น คือ การซื้อ Leveraged ETF หรือ ETF ที่ใช้ leverage เพิ่มความแรงของการเดิมพัน เหมือนกับที่ใช้ในตลาดบ้านเกิด ตีความได้ว่า นักลงทุนเกาหลีไม่ได้ลดความเสี่ยงลง เพียงแต่เปลี่ยนจากการเก็งกำไรในตลาดเกาหลีไปเก็งกำไรในตลาดสหรัฐฯ
ในเดือนกรกฎาคม ผลิตภัณฑ์แบบ leverage ติดอันดับ 4 จาก 10 หลักทรัพย์สหรัฐฯ ที่นักลงทุนเกาหลีซื้อสุทธิมากที่สุด โดยตัวที่ได้รับความนิยมสูงสุด คือ Direxion Daily Semiconductor Bull 3X Shares หรือ SOXL ซึ่งมีเป้าหมายให้ผลตอบแทนรายวันเป็น 3 เท่าของดัชนีเซมิคอนดักเตอร์ ขณะที่ ProShares UltraPro QQQ ซึ่งให้ leverage 3 เท่า และ ProShares Ultra QQQ ที่ให้ leverage 2 เท่า ก็อยู่ในกลุ่มหลักทรัพย์ที่นักลงทุนเกาหลีซื้อสูงเช่นกัน
ปรากฏการณ์นี้สอดคล้องกับสิ่งที่เกิดขึ้นในตลาดหุ้นเกาหลีใต้ในช่วงก่อนหน้านี้ ซึ่งนักลงทุนรายย่อยใช้ผลิตภัณฑ์ leverage เพื่อเพิ่มผลตอบแทนจากหุ้น AI และเซมิคอนดักเตอร์ จนกลายเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนของตลาดขาขึ้น ก่อนการปรับฐานจะทำให้ความเสี่ยงของกลยุทธ์นี้ปรากฏชัดขึ้น
อีกข้อมูลการลงทุนที่ตีความได้ว่า การย้ายเงินข้ามตลาดของนักลงทุนเกาหลีไม่ได้เปลี่ยนมุมมองการลงทุน คือ ยังคงเชื่อมั่นและลงทุนในหุ้นธีมเดิม
ฟิลลิป วูล (Phillip Wool) หัวหน้าฝ่ายวิจัยของ Rayliant Global Advisors กล่าวว่า หากแยกดูว่ากลุ่มนักลงทุนเกาหลีกำลังซื้ออะไร จะพบว่าส่วนใหญ่ยังผูกอยู่กับธีมเดียวกับที่เคยซื้อในตลาดบ้านเกิด นั่นคือ AI Hardware
กล่าวได้ว่า นักลงทุนอาจขายหุ้นเซมิคอนดักเตอร์ในเกาหลี แต่ไม่ได้แปลว่าพวกเขาเลิกเชื่อใน AI เพียงแต่เปลี่ยนไปซื้อหุ้นหรือ ETF ที่ซื้อขายในสหรัฐฯ ซึ่งมองว่ามีสภาพคล่องสูงกว่า หรือมีโอกาสรับกระแสเงินลงทุนจากนักลงทุนทั่วโลกมากกว่า
จองอินยุน (Jung In Yun) ผู้ก่อตั้ง Fibonacci Asset Management มองในทิศทางเดียวกันว่า นักลงทุนที่ขาดทุนจากหุ้นเซมิคอนดักเตอร์เกาหลีหรือ Leveraged ETF อาจกำลังย้ายไปหาหุ้น AI ในสหรัฐฯ ที่พวกเขามองว่ามีคุณภาพและสภาพคล่องดีกว่า
คำถามที่น่าสนใจ คือ เมื่อเงินของนักลงทุนเกาหลีไหลเข้าสู่ตลาดสหรัฐฯ จำนวนมาก จะสร้างความผันผวนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ หรือไม่
ฟิลลิป วูล มองว่า ความเสี่ยงต่อภาพรวมตลาดสหรัฐฯ มีน้อย เพราะแม้นักลงทุนรายย่อยเกาหลีจะมีอิทธิพลต่อตลาดในประเทศค่อนข้างมาก แต่ตลาดสหรัฐฯ มีนักลงทุนสถาบันและนักลงทุนมืออาชีพเป็นฐานใหญ่ ทำให้เงินจากนักลงทุนเกาหลี แม้จะมีจำนวนมาก แต่ก็ยังถือว่าเล็กน้อยเมื่อเทียบกับการซื้อขายโดยรวมของตลาดสหรัฐฯ
แต่สิ่งที่อาจเกิดขึ้นได้มากกว่า คือ ความผันผวนเฉพาะตัวหุ้นหรือบางมุมของตลาด โดยเฉพาะหุ้นที่เป็นที่นิยมในกลุ่มนักลงทุนรายย่อย
ลามอนต์ยกตัวอย่างย้อนไปถึงการแห่ซื้อหุ้นกลุ่มควอนตัมในสหรัฐฯ ของนักลงทุนเกาหลีช่วงปลายปี 2024 และมองว่าการแพร่หลายของ ETF ที่ใช้ Leverage ทั้งในเกาหลี ฮ่องกง และสหรัฐฯ อาจทำให้ความผันผวนของราคาสินทรัพย์รุนแรงขึ้น และเพิ่มความผันผวนของตลาด
อ้างอิง : CNBC