Logo site Amarintv 34HD
logo duooneLogo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
สรุปวิกฤต‘หุ้นเกาหลีใต้’ รายย่อยขาดทุนยับ 1เดือน สูญทะลุ1.3ล้านล้านบาท
โดย : กองบรรณาธิการ SPOTLIGHT

สรุปวิกฤต‘หุ้นเกาหลีใต้’ รายย่อยขาดทุนยับ 1เดือน สูญทะลุ1.3ล้านล้านบาท

30 ก.ค. 69
12:49 น.
แชร์

ตลาดหุ้นเกาหลีใต้พลิกจากตลาดขาขึ้นที่ร้อนแรงที่สุดแห่งหนึ่งของโลก สู่การปรับฐานอย่างรวดเร็วและรุนแรง หลังในวันนี้ (30 ก.ค.) เวลาประมาณ 12.00 น. เวลาไทย ดัชนี KOSPI ร่วงจากสถิติสูงสุด 9,410 จุดในเดือนมิถุนายน มาอยู่ที่ 5,584.26 จุด หรือราว 40.5% จากจุดสูงสุด โดยในช่วงที่แรงขายหนักที่สุด ดัชนีเคยดิ่งลงประมาณ 16% ภายในเวลาเพียง 2 วัน

ความเสียหายเกิดขึ้นอย่างหนักในกลุ่มนักลงทุนรายย่อยหลายสิบล้านคน ซึ่งหลั่งไหลเข้าตลาดตามกระแสหุ้นชิป AI โดยหลายคนเข้าซื้อขณะราคาอยู่ในระดับสูง และเพิ่มความเสี่ยงด้วยการกู้เงินผ่านบัญชีมาร์จินมาซื้อหุ้นทำให้เมื่อราคาหุ้นร่วงจนมูลค่าหลักประกันต่ำกว่าเกณฑ์ นักลงทุนจึงอาจถูกโบรกเกอร์บังคับขายและต้องรับรู้ผลขาดทุนทันที หากไม่สามารถหาหลักประกันมาเติมให้ถึงเกณฑ์ได้ หรือการลงทุนใน ETF แบบเลเวอเรจ หรือ Leveraged ETF ที่ทำให้ขาดทุนหนักมากกว่าปกติเมื่อตลาดหุ้นอยู่ในขาลง

โมฮาเหม็ด อาปาบาย หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์การซื้อขายเอเชียแปซิฟิกของ Citi Global Markets ประเมินว่า นักลงทุนรายย่อยเกาหลีใต้ขาดทุนสะสมจากกองทุน ETF แบบเลเวอเรจประมาณ 58 ล้านล้านวอน หรือราว 1.3 ล้านล้านบาท ภายในช่วงตลาดขาลงเพียงเดือนเดียว และเตือนว่าความเสียหายอาจเพิ่มขึ้นอีกในอนาคต

วิกฤตครั้งนี้จึงไม่ได้เกิดจากราคาหุ้นปรับตัวลงเพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลจากหลายปัจจัยที่ซ้อนทับกัน ทั้งการพึ่งพาหุ้นชิปขนาดใหญ่เพียงไม่กี่บริษัท นักลงทุนรายย่อยที่เข้าสู่ตลาดหลังราคาพุ่งขึ้นมาก การกู้เงินและใช้ผลิตภัณฑ์เลเวอเรจเพื่อเพิ่มผลตอบแทน ตลอดจนการซื้อหุ้นเพิ่มระหว่างที่ราคากำลังลดลง 

เมื่อตลาดกลับทิศ เครื่องมือที่เคยช่วยเพิ่มกำไรจึงกลายเป็นตัวขยายผลขาดทุน กระตุ้นแรงบังคับขายทั่วตลาด และกดดันให้ดัชนีร่วงลงต่อเนื่องเป็นวงจรที่ซ้ำเติมตัวเอง

จาก AI Boom สู่ KOSPI Crash จากแรงขายหุ้นชิป AI

ก่อนเข้าสู่ช่วงปรับฐาน ตลาดหุ้นเกาหลีใต้พุ่งขึ้นอย่างร้อนแรงตามความต้องการชิปหน่วยความจำสำหรับธุรกิจ AI โดยมี Samsung Electronics และ SK Hynix เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ

เนื่องจากหุ้นทั้งสองบริษัทมีน้ำหนักรวมกันมากกว่า 50% ของดัชนี KOSPI ความเคลื่อนไหวของหุ้นเพียงสองตัวจึงส่งผลต่อทิศทางของตลาดโดยรวมอย่างมาก

อย่างไรก็ตาม หลังหุ้นชิปหน่วยความจำหลายบริษัทปรับขึ้นหลายร้อยเปอร์เซ็นต์จากจุดต่ำสุดในปีก่อน นักลงทุนจึงเริ่มขายทำกำไรและโยกเงินออกจากกลุ่มหุ้นดังกล่าว ทำให้แรงขายไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะหุ้นบริษัทชิปเกาหลีใต้ แต่กระจายไปยังผู้ผลิตชิปและหน่วยความจำรายอื่น เช่น Micron, SanDisk และ Western Digital 

รายงานจาก Invezz ระบุว่า กองทุน Roundhill Memory ETF หรือ DRAM ซึ่งลงทุนในบริษัทขนาดใหญ่ของอุตสาหกรรมหน่วยความจำ ร่วงลง 43% จากจุดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ สะท้อนว่าการปรับตัวลงของ Samsung และ SK Hynix เป็นส่วนหนึ่งของการลดน้ำหนักหุ้นหน่วยความจำที่เกิดขึ้นทั่วทั้งอุตสาหกรรม

แรงขายระลอกล่าสุดในสัปดาห์นี้ยังมีจุดชนวนเฉพาะหน้าซ้อนเข้ามาอีกชั้น นั่นคือผลประกอบการไตรมาส 2 ของ SK Hynix ที่ประกาศในวันพุธ โดยแม้บริษัททำสถิติสูงสุดใหม่ทุกด้าน ด้วยรายได้ 79.3 ล้านล้านวอน เพิ่มขึ้น 257% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และกำไรจากการดำเนินงาน 60.5 ล้านล้านวอน เพิ่มขึ้น 557% ตัวเลขดังกล่าวยังต่ำกว่าที่ตลาดตั้งความหวังไว้ โดยนักวิเคราะห์คาดการณ์รายได้ราว 84 ล้านล้านวอน และกำไรจากการดำเนินงานราว 64 ล้านล้านวอน ตามข้อมูล LSEG SmartEstimates

ผลประกอบการที่ต่ำกว่าคาดทำให้ราคาหุ้น SK Hynix ร่วงลง 9.6% ในวันเดียวกัน ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการส่งมอบและการรับรู้รายได้ชิป HBM4 บางล็อตที่ล่าช้ากว่ากำหนด

สำหรับตลาดที่ราคาหุ้นวิ่งขึ้นสะท้อนความคาดหวังขั้นสูงสุดไปก่อนแล้ว งบที่ "ทำสถิติแต่ไม่ถึงฝัน" จึงกลายเป็นชนวนของแรงขายจากความผิดหวัง ซ้ำเติมการเทขายที่เริ่มขึ้นตั้งแต่วันก่อนหน้า จากความกังขาต่อผลตอบแทนของเม็ดเงินลงทุนด้าน AI ของบิ๊กเทคสหรัฐฯ อย่าง Meta, Google และ Amazon รวมถึงความกังวลเรื่องการแข่งขันจากผู้ผลิตชิปหน่วยความจำจีน ซึ่งบีบให้กองทุนที่ใช้เลเวอเรจสูงต้องล้างสถานะ

ความตื่นตระหนกรุนแรงถึงขั้นที่ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ต้องใช้เซอร์กิตเบรกเกอร์หยุดการซื้อขายชั่วคราวสองวันติดต่อกัน (28-29 ก.ค.) และนับตั้งแต่ต้นปี ตลาดเกาหลีใต้ใช้เซอร์กิตเบรกเกอร์มาแล้วถึง 9 ครั้ง สะท้อนระดับความผันผวนที่ผิดปกติอย่างยิ่งสำหรับตลาดขนาดใหญ่

ในวันพุธซึ่งเป็นวันเดียวกับที่งบออกสู่ตลาด ราคาหุ้น SK Hynix ปิดลบ 9.61% ที่ 1.4 ล้านวอน ต่ำกว่าราคาปิดสูงสุดที่ 2.92 ล้านวอนราว 52% ขณะที่ Samsung Electronics ปิดลบ 5.23% ที่ 208,500 วอน ลดลงราว 42.5% จากราคาปิดสูงสุด 362,500 วอนที่ทำไว้เมื่อ 18 มิ.ย.

นอกจากนี้ แรงขายของนักลงทุนต่างชาติยิ่งซ้ำเติมตลาด รายงานของ Goldman Sachs ระบุว่า ณ ช่วงปลายเดือนพฤษภาคม นักลงทุนต่างชาติขายหุ้นเกาหลีใต้ไปแล้วมากกว่า 62,000 ล้านดอลลาร์ และยังคงขายต่อเนื่อง 

ขณะเดียวกัน ความต้องการลงทุนในหุ้นเกาหลีใต้ผ่านตลาดสหรัฐก็ลดลง โดย iShares MSCI South Korea ETF หรือ EWY ร่วงจากจุดสูงสุดของปีที่ 217 ดอลลาร์ เหลือ 144.20 ดอลลาร์ ส่วนเงินไหลเข้ากองทุนรายวันลดลงจากระดับสูงสุดในสัปดาห์ก่อนที่ 451 ล้านดอลลาร์ เหลือเพียง 32 ล้านดอลลาร์ในวันอังคาร

ตลาดยังถูกกดดันจากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ซึ่งผลักดันราคาน้ำมันดิบเบรนต์และ WTI ขึ้นมาอยู่ที่ 87 และ 84 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลตามลำดับ เนื่องจากเกาหลีใต้ต้องนำเข้าพลังงานจากตะวันออกกลางจำนวนมาก ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นจึงเพิ่มความเสี่ยงด้านต้นทุนพลังงานและเงินเฟ้อ รวมถึงสร้างความกังวลว่าธนาคารกลางอาจต้องกลับมาขึ้นดอกเบี้ย

ด้านปัจจัยทางเทคนิค ดัชนี KOSPI เคยอยู่ในภาวะซื้อมากเกินไป (overbought) อย่างรุนแรง โดยดัชนี Relative Strength Index หรือ RSI พุ่งแตะ 83.95 ในเดือนพฤษภาคม หลังตลาดผ่านช่วงสะสมหุ้นหรือ Accumulation และเข้าสู่ช่วงราคาปรับขึ้นหรือ Markup จนทำสถิติสูงสุด ก่อนเริ่มเปลี่ยนเข้าสู่ช่วง Markdown ซึ่งเป็นระยะที่แรงขายเพิ่มขึ้นและราคามีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง

การปรับฐานของตลาดหุ้นเกาหลีใต้จึงเกิดจากหลายปัจจัยพร้อมกัน ทั้งการขายทำกำไรในหุ้นชิป การถอนเงินของนักลงทุนต่างชาติ ความกังวลเรื่องต้นทุนพลังงาน และสัญญาณว่าตลาดปรับขึ้นมากเกินไปในเชิงเทคนิค

อย่างไรก็ตาม ตัวเร่งที่ทำให้แรงขายรุนแรงกว่าการปรับฐานทั่วไป คือการก่อหนี้และการลงทุนผ่านผลิตภัณฑ์เลเวอเรจของนักลงทุนภายในประเทศ ทำให้เมื่อมูลค่าหุ้นซึ่งเป็นหลักประกันลดลงอย่างหนักจนต่ำกว่าเกณฑ์ นักลงทุนจึงอาจถูกโบรกเกอร์บังคับขายทันที หากไม่สามารถหาหลักประกันมาเติมให้ถึงเกณฑ์ได้

ทำไมรายย่อยเกาหลีใต้แห่เข้าตลาดในช่วงราคาสูง จนขาดทุนหนักเมื่อมูลค่าลดเร็ว?

แรงผลักสำคัญที่ทำให้นักลงทุนรายย่อยเกาหลีใต้ยังคงไล่ซื้อหุ้น แม้ราคาจะปรับขึ้นมาอยู่ในระดับสูง คือความกลัวว่าจะพลาดโอกาสทำกำไร หรือ FOMO หลังตลาดหุ้นเกาหลีใต้พุ่งขึ้นราว 75% ในปี 2568 ขณะที่ดัชนี KOSPI เพิ่มขึ้นมากกว่าหนึ่งเท่าตัวในปีนี้ และมีแนวโน้มเป็นดัชนีหุ้นหลักที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุดในโลกเป็นปีที่สองติดต่อกัน

กระแสหุ้นชิปที่พุ่งขึ้นตามความต้องการด้าน AI ยิ่งดึงดูดนักลงทุนหน้าใหม่ให้รีบเข้าตลาด จนนักลงทุนรายย่อยกลายเป็นแรงซื้อสำคัญในปีนี้ อย่างไรก็ตาม นักลงทุนจำนวนไม่น้อยเพิ่งเข้าซื้อหลังราคาหุ้นปรับขึ้นไปมากแล้ว จึงได้รับผลกระทบหนักเมื่อทิศทางตลาดพลิกกลับและมูลค่าหุ้นลดลงอย่างรวดเร็ว

ความสนใจลงทุนในหุ้นยังได้แรงหนุนจากนโยบายของประธานาธิบดีอี แจมยอง ซึ่งต้องการส่งเสริมให้ครัวเรือนนำเงินเข้าสู่ตลาดหุ้นมากขึ้น เพื่อลดการกระจุกตัวของความมั่งคั่งในตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่ร้อนแรงเกินไป เมื่อนโยบายดังกล่าวเกิดขึ้นพร้อมกับการทะยานขึ้นของหุ้นเทคโนโลยี ประชาชนจึงยิ่งหลั่งไหลเข้าสู่ตลาด

สื่อเกาหลีใต้รายงานว่า ในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมา จำนวนบัญชีซื้อขายหุ้นของนักลงทุนบุคคลที่ยังมีความเคลื่อนไหวในเกาหลีใต้เพิ่มขึ้นจนเกือบแตะ 110 ล้านบัญชี หรือเฉลี่ยราว 2 บัญชีต่อประชากรหนึ่งคน ตัวเลขนี้ไม่เพียงสะท้อนฐานนักลงทุนรายย่อยขนาดใหญ่ แต่ยังอธิบายว่าทำไมการปรับตัวลงของตลาดจึงสร้างความเสียหายในวงกว้าง

หลังมีการปรับฐาน Korea Investment & Securities ระบุว่า ลูกค้าเกือบครึ่งหนึ่งจากทั้งหมด 880,000 รายที่ซื้อหุ้น Samsung กำลังขาดทุน ขณะที่นักลงทุนเกือบ 70% จากทั้งหมด 408,000 รายที่ถือหุ้น SK Hynix ก็ตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกัน

ยิ่งหุ้นร่วง รายย่อยยังยิ่งซื้อเพิ่ม ขยายความเสียหายกดดันหุ้นร่วงต่อ

สถิติยังระบุว่า นักลงทุนรายย่อยเกาหลีใต้ไม่ได้เข้าซื้อเฉพาะในช่วงที่ราคาหุ้นอยู่ในระดับสูงเท่านั้น แต่ยังซื้อเพิ่มขณะตลาดปรับตัวลง ส่งผลให้วงเงินลงทุนที่เผชิญภาวะขาดทุนเพิ่มขึ้นตามไปด้วย เมื่อราคาหุ้นร่วงลงต่อเนื่อง

โมฮาเหม็ด อาปาบาย หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์การซื้อขายประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกของ Citi Global Markets ระบุว่า แม้หุ้นเซมิคอนดักเตอร์จะปรับตัวลงอย่างหนัก แต่นักลงทุนรายย่อยบางส่วนยังคงซื้อหุ้นขนาดใหญ่ในกลุ่มนี้อย่างต่อเนื่อง ทั้ง SK Hynix และ Samsung Electronics โดยนับตั้งแต่วันที่ 23 มิถุนายน นักลงทุนรายย่อยมียอดซื้อสุทธิหุ้น SK Hynix รวมมากกว่า 16,000 ล้านดอลลาร์

Citi ประเมินว่า การลงทุนในหุ้น SK Hynix ทำให้นักลงทุนรายย่อยมีผลขาดทุนที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงประมาณ 5,700 ล้านดอลลาร์ ณ เวลาที่จัดทำบทวิเคราะห์ เนื่องจากมีราคาซื้อเฉลี่ยอยู่ที่หุ้นละ 2.28 ล้านวอน คิดเป็นผลขาดทุนทางบัญชีประมาณ 31.6%

หลังจากนั้น หุ้น SK Hynix ร่วงลงอีก 9.61% มาปิดที่ 1.4 ล้านวอนในวันพุธ ซึ่งต่ำกว่าราคาซื้อเฉลี่ยของนักลงทุนรายย่อยอย่างมาก Citi จึงระบุว่า ความเสียหายที่แท้จริงหลังปิดตลาดวันดังกล่าวน่าจะสูงกว่าตัวเลขที่ประเมินไว้ในบทวิเคราะห์

สถานการณ์เดียวกันเกิดขึ้นกับหุ้น Samsung Electronics โดย Citi ประเมินว่า นักลงทุนรายย่อยที่เข้าซื้อตั้งแต่วันที่ 23 มิถุนายนมีผลขาดทุนที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงประมาณ 2,400 ล้านดอลลาร์ ก่อนที่ราคาหุ้นจะร่วงลงอีก 5.23% มาปิดที่ 208,500 วอนในวันพุธ

ความเสี่ยงยิ่งรุนแรงขึ้นเมื่อนักลงทุนบางส่วนไม่ได้ใช้เงินสดในการซื้อหุ้น แต่เลือกกู้เงินผ่าน "บัญชีมาร์จิน" เพราะเมื่อตลาดร่วง มูลค่าหลักประกันในบัญชีมาร์จินก็ลดลง หากต่ำกว่าเกณฑ์ที่โบรกเกอร์กำหนด นักลงทุนจะต้องนำเงินมาวางหลักประกันเพิ่ม และหากไม่สามารถทำได้ บริษัทหลักทรัพย์อาจบังคับขายสินทรัพย์ ทำให้นักลงทุนต้องรับรู้ผลขาดทุนทันที แตกต่างจากการซื้อด้วยเงินสดซึ่งไม่มีเงื่อนไขบังคับขายจากบัญชีมาร์จิน

เมื่อการบังคับขายเกิดขึ้นพร้อมกันในวงกว้าง คำสั่งขายจำนวนมากจะยิ่งกดราคาหุ้นให้ลดลง และสร้างผลขาดทุนรอบใหม่แก่ผู้ลงทุนรายอื่น

ETF เลเวอเรจขยายความเสียหายเป็น 58 ล้านล้านวอน

ปลายเดือนพฤษภาคม หน่วยงานกำกับดูแลได้อนุมัติกองทุน ETF แบบเลเวอเรจอิงหุ้นรายตัว (Single-stock Leveraged ETF) จำนวน 16 กอง ซึ่งติดตามหุ้นอย่าง Samsung และ SK Hynix ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ได้รับความสนใจอย่างมากในช่วงที่หุ้นชิปกำลังขึ้น แต่กลายเป็นตัวขยายความผันผวนเมื่อตลาดกลับเข้าสู่ขาลง

ETF แบบเลเวอเรจออกแบบมาให้มูลค่าเคลื่อนไหวแรงกว่าสินทรัพย์อ้างอิง เมื่อหุ้นขึ้น นักลงทุนอาจได้ผลตอบแทนมากกว่าการถือหุ้นโดยตรง แต่เมื่อหุ้นร่วง ผลขาดทุนก็จะถูกขยายไปในทิศทางเดียวกัน ด้วยเหตุนี้ กองทุนส่วนใหญ่ที่เปิดตัวในช่วงดังกล่าวจึงมีมูลค่าลดลงมากกว่า 60%

นักวิเคราะห์จาก Citi ประเมินในบทวิเคราะห์ที่เผยแพร่แก่นักลงทุนสถาบันเมื่อวันอังคารที่ผ่านมาว่า นักลงทุนรายย่อยเกาหลีใต้ขาดทุนสะสมจาก ETF แบบเลเวอเรจประมาณ 38,700 ล้านดอลลาร์ หรือ 58 ล้านล้านวอน ในช่วงตลาดขาลงหนึ่งเดือนที่ผ่านมา

Citi ระบุว่า มูลค่าตลาดของ ETF แบบเลเวอเรจที่อ้างอิงสินทรัพย์เกาหลีใต้ เคยขึ้นไปแตะจุดสูงสุด 52,500 ล้านดอลลาร์เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน แต่ภายในเวลาเพียงหนึ่งเดือน มูลค่ากลับลดลงเหลือเพียง 19,000 ล้านดอลลาร์ หายไปจากจุดสูงสุด 33,500 ล้านดอลลาร์

ในช่วงเวลาเดียวกัน นักลงทุนยังนำเงินใหม่ใส่เข้าไปในกองทุนเหล่านี้อีก 6,200 ล้านดอลลาร์ แต่เงินทุนก้อนใหม่ไม่สามารถชดเชยมูลค่าที่ลดลงได้ เมื่อพิจารณากระแสเงินไหลเข้าเพิ่มเติม Citi จึงประเมินผลขาดทุนสะสมของนักลงทุนรายย่อยไว้ที่ 38,700 ล้านดอลลาร์

เมื่อแยกตามผลิตภัณฑ์ ETF เลเวอเรจที่อ้างอิงหุ้น SK Hynix เสียหายมากที่สุด โดยมูลค่าตลาดลดลง 17,000 ล้านดอลลาร์จากจุดสูงสุด รองลงมาคือกองทุนเลเวอเรจที่ติดตาม KOSPI 200 ซึ่งสูญเสียมูลค่า 10,500 ล้านดอลลาร์ ส่วนกองทุนที่อ้างอิง Samsung Electronics มีมูลค่าลดลงมากกว่า 5,000 ล้านดอลลาร์

ข้อมูลจาก Korea Exchange แสดงให้เห็นว่าความเสียหายเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในระดับรายวัน โดย ETF แบบเลเวอเรจอิงหุ้นรายตัว 14 กองที่จดทะเบียนในตลาดหุ้นเกาหลีใต้ มีมูลค่าตลาดรวมเหลือ 5.68 ล้านล้านวอนในวันพุธ ลดลง 965,000 ล้านวอน หรือ 14.5% จากวันก่อนหน้า และหากเทียบกับวันจันทร์ มูลค่ารวมลดลงถึง 3.63 ล้านล้านวอน หรือ 38.9%

ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือ Kodex SK Hynix Single Stock Leveraged ETF ซึ่งเป็นกองทุนประเภทนี้ที่มีสินทรัพย์สุทธิมากที่สุด ราคากองทุนปิดที่ 7,925 วอนในวันพุธ ลดลง 20.19% ภายในวันเดียว

เมื่อเทียบกับราคาเข้าจดทะเบียนที่ 23,450 วอนเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม กองทุนดังกล่าวลดลง 66.2% และหากเทียบกับจุดสูงสุด 44,000 วอนเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน ราคากองทุนร่วงลงถึง 82%

ตัวเลขดังกล่าวอธิบายว่าทำไมนักลงทุนบางรายจึงขาดทุน 70-80% แม้หุ้นอ้างอิงจะไม่ได้ลดลงในสัดส่วนเดียวกัน นักลงทุนที่ถือหุ้นโดยตรงยังอาจรอให้ราคาฟื้นตัวได้ แต่ผู้ที่ใช้เงินกู้หรือถือผลิตภัณฑ์เลเวอเรจมีแรงกดดันมากกว่า เพราะต้องรับมือทั้งกับผลขาดทุนที่เพิ่มเร็วและภาระหลักประกัน

Citi ยังเตือนว่า มูลค่าตลาดของ ETF แบบเลเวอเรจเหล่านี้อาจลดลงต่ำกว่า 8,000 ล้านดอลลาร์ก่อนสิ้นปี ซึ่งหมายความว่าความเสียหายอาจยังเพิ่มขึ้นได้ หากหุ้นอ้างอิงและตลาดโดยรวมไม่สามารถฟื้นตัวอย่างมั่นคง

นามูห์ รี ประธาน Korean Corporate Governance Forum ระบุว่า การลดสถานะใน ETF เลเวอเรจที่อิงกับอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์กำลังส่งผลกระทบไปทั่วตลาด นักลงทุนรายย่อยจำนวนมากสูญเสียเงินต้นเกือบทั้งหมด ขณะที่ตลาดอาจกำลังเข้าใกล้จุดสูงสุดของแรงขาย หลังนักลงทุนลดหนี้และสถานะเลเวอเรจไปเป็นจำนวนมากแล้ว

อย่างไรก็ตาม การที่แรงขายอาจเข้าใกล้จุดสูงสุดไม่ได้หมายความว่าตลาดจะฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว เพราะนักลงทุนรายย่อยมีเงินสดลดลงและยังต้องรับภาระผลขาดทุน ขณะที่นักลงทุนสถาบันมีแนวโน้มหลีกเลี่ยงการเปิดสถานะขนาดใหญ่ท่ามกลางความผันผวน

ด้านข้อมูลจาก Korea Financial Investment Association ระบุว่า เงินฝากของนักลงทุนรายย่อยในบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ ซึ่งสำรองไว้สำหรับซื้อหุ้น ลดลงจากระดับสูงสุด 139.7 ล้านล้านวอนเมื่อเดือนมิถุนายน เหลือ 107 ล้านล้านวอน หรือประมาณ 74,000 ล้านดอลลาร์ สะท้อนว่าเงินสดที่พร้อมนำกลับเข้ามาซื้อหุ้นลดลงอย่างมาก

ขณะเดียวกัน ยอดหนี้มาร์จินที่เคยทำสถิติสูงสุดที่ 38.6 ล้านล้านวอน หรือประมาณ 27,000 ล้านดอลลาร์ หลังนักลงทุนกู้เงินเพื่อเพิ่มขนาดการลงทุน ปัจจุบัน ยังลดลงเหลือเพียง 33.2 ล้านล้านวอน ภายหลังเกิดการบังคับขายจำนวนมาก

สถานการณ์จึงกลายเป็นวงจรที่ซ้ำเติมตัวเอง เริ่มจากหุ้น Samsung และ SK Hynix ร่วงลง นักลงทุนที่ใช้มาร์จินถูกเรียกหลักประกันและต้องลดหนี้ ก่อนที่การบังคับขายจะสร้างแรงกดดันรอบใหม่ต่อราคาหุ้นและดัชนี และส่งต่อเนื่องทำให้ ETF เลเวอเรจขาดทุนขนาดหนักเข้าไปอีก

รัฐเร่งคุม ETF เลเวอเรจ แต่ตลาดมีแนวโน้มฟื้นตัวช้า

ปัจจุบัน ความเสียหายของนักลงทุนรายย่อยเริ่มลุกลามเป็นแรงกดดันทางการเมือง เมื่อวันพุธ กลุ่มนักลงทุนรายย่อยนำพวงหรีดราว 40 พวงไปวางหน้ารัฐสภาในเขตยองดึงโพ ทางตะวันตกของกรุงโซล เพื่อประท้วงและเรียกร้องให้เพิกถอน ETF เลเวอเรจที่อ้างอิงหุ้นรายตัวออกจากตลาด

หลังการประชุมฉุกเฉินในคืนวันเดียวกัน กระทรวงการคลังเกาหลีใต้ประกาศได้ออกมาจำกัดการเข้าถึง ETF เลเวอเรจ ขณะที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ผู้ว่าการธนาคารกลาง และหน่วยงานกำกับดูแลด้านการเงินออกแถลงการณ์ร่วมว่า ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวกำลังซ้ำเติมความผันผวนของตลาด

ธนาคารกลางเกาหลีใต้ยังเตือนถึงความเสี่ยงจากหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มขึ้น ส่วนอัน ชอลซู สมาชิกสภานิติบัญญัติ เสนอร่างกฎหมายยกเว้นภาษีธุรกรรมหุ้นให้แก่นักลงทุนรายย่อยที่ขาดทุน ขณะที่ Financial Times รายงานว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้ออกมาขอโทษนักลงทุนที่สูญเสียเงินจำนวนมาก

แม้ตลาดจะฟื้นตัวเล็กน้อยในวันพฤหัสบดี โดยดัชนี KOSPI เพิ่มขึ้นราว 3% และหุ้น Samsung Electronics ปรับขึ้นมากกว่า 6% แต่การฟื้นตัวเพียงวันเดียวยังไม่เพียงพอที่จะชดเชยการร่วงลงก่อนหน้านี้

แรงซื้อหุ้น Samsung เกิดขึ้นหลังบริษัทเปิดเผยผลประกอบการไตรมาส 2 สูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยรายได้เพิ่มขึ้น 130% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน สู่ระดับ 171 ล้านล้านวอน หรือประมาณ 119,000 ล้านดอลลาร์ ขณะที่กำไรจากการดำเนินงานพุ่งขึ้นราว 1,800% แตะ 89.5 ล้านล้านวอน หรือประมาณ 62,000 ล้านดอลลาร์ สอดคล้องกับที่ตลาดคาดการณ์

ผลประกอบการดังกล่าวสะท้อนว่า ธุรกิจเซมิคอนดักเตอร์ที่เกี่ยวข้องกับ AI ยังทำกำไรได้แข็งแกร่ง อย่างไรก็ตาม ในภาวะที่ตลาดเร่งลดหนี้และเกิดการบังคับขาย ปัจจัยพื้นฐานที่ดีของบริษัทอาจยังไม่เพียงพอที่จะหยุดแรงขายได้ในทันที

จองมิน ชิม นักวิเคราะห์หุ้นจาก CLSA มองว่า ETF เลเวอเรจกลายเป็นตัวเร่งให้แรงขายทำกำไรตามปกติลุกลามเป็นความผันผวนรุนแรง นักลงทุนสถาบันจึงไม่ต้องการเปิดสถานะขนาดใหญ่ ขณะที่นักลงทุนรายย่อยถอนเงินออกจากตลาดหลังขาดทุนหนัก ส่งผลให้กลไกการค้นหาราคาทำงานได้ยากขึ้น

นักวิเคราะห์จึงคาดว่า ตลาดจะฟื้นตัวอย่างเชื่องช้า แม้หุ้นชิปบางบริษัทยังมีผลประกอบการแข็งแกร่ง เพราะต้องใช้เวลาในการลดภาระหนี้ ฟื้นฟูความเชื่อมั่น และดึงนักลงทุนกลับมารับความเสี่ยงอีกครั้ง

เหตุการณ์ครั้งนี้จึงเป็นผลจากปัจจัยที่เชื่อมต่อกันอย่างเป็นลำดับ เริ่มจากกระแส AI ดันหุ้นชิปและ KOSPI ขึ้นแรง นักลงทุนรายย่อยจึงเข้าสู่ตลาดหลังราคาปรับขึ้นไปมาก พร้อมเพิ่มขนาดการลงทุนด้วยมาร์จินและ ETF เลเวอเรจ เมื่อหุ้น Samsung และ SK Hynix กลับทิศ ผลขาดทุนถูกขยายจนเกิดการเรียกหลักประกันและบังคับขาย ก่อนที่แรงขายเหล่านั้นจะย้อนกลับมากดตลาดให้ร่วงลงรุนแรงกว่าเดิม และสร้างความเสียหายแก่ผู้ลงทุนรวมหลายสิบล้านล้านวอน

อ้างอิง: Korea Joongang Daily, Financial Times, Invezz


แชร์
สรุปวิกฤต‘หุ้นเกาหลีใต้’ รายย่อยขาดทุนยับ 1เดือน สูญทะลุ1.3ล้านล้านบาท