
ตลาดหุ้นเกาหลีใต้พลิกจากตลาดขาขึ้นที่ร้อนแรงที่สุดแห่งหนึ่งของโลก สู่การปรับฐานอย่างรวดเร็วและรุนแรง หลังในวันนี้ (30 ก.ค.) เวลาประมาณ 12.00 น. เวลาไทย ดัชนี KOSPI ร่วงจากสถิติสูงสุด 9,410 จุดในเดือนมิถุนายน มาอยู่ที่ 5,584.26 จุด หรือราว 40.5% จากจุดสูงสุด โดยในช่วงที่แรงขายหนักที่สุด ดัชนีเคยดิ่งลงประมาณ 16% ภายในเวลาเพียง 2 วัน
ความเสียหายเกิดขึ้นอย่างหนักในกลุ่มนักลงทุนรายย่อยหลายสิบล้านคน ซึ่งหลั่งไหลเข้าตลาดตามกระแสหุ้นชิป AI โดยหลายคนเข้าซื้อขณะราคาอยู่ในระดับสูง และเพิ่มความเสี่ยงด้วยการกู้เงินผ่านบัญชีมาร์จินเพื่อลงทุนใน ETF แบบเลเวอเรจ เมื่อราคาหุ้นร่วงจนมูลค่าหลักประกันต่ำกว่าเกณฑ์ นักลงทุนจึงอาจถูกโบรกเกอร์บังคับขายและต้องรับรู้ผลขาดทุนทันที หากไม่สามารถหาหลักประกันมาเติมให้ถึงเกณฑ์ได้
โมฮาเหม็ด อาปาบาย หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์การซื้อขายเอเชียแปซิฟิกของ Citi Global Markets ประเมินว่า นักลงทุนรายย่อยเกาหลีใต้ขาดทุนสะสมจากกองทุน ETF แบบเลเวอเรจประมาณ 58 ล้านล้านวอน หรือราว 1.3 ล้านล้านบาท ภายในช่วงตลาดขาลงเพียงเดือนเดียว และเตือนว่าความเสียหายอาจเพิ่มขึ้นอีกในอนาคต
วิกฤตครั้งนี้จึงไม่ได้เกิดจากราคาหุ้นปรับตัวลงเพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลจากหลายปัจจัยที่ซ้อนทับกัน ทั้งการพึ่งพาหุ้นชิปขนาดใหญ่เพียงไม่กี่บริษัท นักลงทุนรายย่อยที่เข้าสู่ตลาดหลังราคาพุ่งขึ้นมาก การกู้เงินและใช้ผลิตภัณฑ์เลเวอเรจเพื่อเพิ่มผลตอบแทน ตลอดจนการซื้อหุ้นเพิ่มระหว่างที่ราคากำลังลดลง
เมื่อตลาดกลับทิศ เครื่องมือที่เคยช่วยเพิ่มกำไรจึงกลายเป็นตัวขยายผลขาดทุน กระตุ้นแรงบังคับขายทั่วตลาด และกดดันให้ดัชนีร่วงลงต่อเนื่องเป็นวงจรที่ซ้ำเติมตัวเอง
ก่อนเข้าสู่ช่วงปรับฐาน ตลาดหุ้นเกาหลีใต้พุ่งขึ้นอย่างร้อนแรงตามความต้องการชิปหน่วยความจำสำหรับธุรกิจ AI โดยมี Samsung Electronics และ SK Hynix เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ เนื่องจากหุ้นทั้งสองบริษัทมีน้ำหนักรวมกันมากกว่า 50% ของดัชนี KOSPI ความเคลื่อนไหวของหุ้นเพียงสองตัวจึงส่งผลต่อทิศทางของตลาดโดยรวมอย่างมาก
อย่างไรก็ตาม หลังหุ้นชิปหน่วยความจำหลายบริษัทปรับขึ้นหลายร้อยเปอร์เซ็นต์จากจุดต่ำสุดในปีก่อน นักลงทุนจึงเริ่มขายทำกำไรและโยกเงินออกจากกลุ่มหุ้นดังกล่าว ทำให้แรงขายไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะหุ้นบริษัทชิปเกาหลีใต้ แต่กระจายไปยังผู้ผลิตชิปและหน่วยความจำรายอื่น เช่น Micron, SanDisk และ Western Digital
รายงานจาก Invezz ระบุว่า กองทุน Roundhill Memory ETF หรือ DRAM ซึ่งลงทุนในบริษัทขนาดใหญ่ของอุตสาหกรรมหน่วยความจำ ร่วงลง 43% จากจุดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ สะท้อนว่าการปรับตัวลงของ Samsung และ SK Hynix เป็นส่วนหนึ่งของการลดน้ำหนักหุ้นหน่วยความจำที่เกิดขึ้นทั่วทั้งอุตสาหกรรม
ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ราคาหุ้น Samsung Electronics ลดลงจาก 374,000 วอน มาปิดที่ 208,500 วอนในวันพุธที่ผ่านมา หลังร่วงลงอีก 5.23% ภายในวันเดียว ส่วน SK Hynix ลดลงจาก 2.98 ล้านวอน เหลือ 1.4 ล้านวอน หลังปิดตลาดวันเดียวกันด้วยการปรับตัวลง 9.61%
อย่างไรก็ตาม การเพิ่มขึ้นของมูลค่าหุ้นชิป AI ก่อนหน้านี้มีขนาดใหญ่มาก จนทำให้แม้ผ่านการปรับฐานในช่วงแรก หุ้น Samsung และ SK Hynix ยังคงให้ผลตอบแทนนับจากต้นปีประมาณ 70% และ 112% ตามลำดับในขณะนั้น นั่นหมายความว่านักลงทุนที่เข้าซื้อตั้งแต่ต้นรอบอาจยังมีกำไร ขณะที่ผู้ที่เพิ่งเข้าซื้อใกล้จุดสูงสุดต้องเผชิญผลขาดทุนอย่างหนัก
แรงขายของนักลงทุนต่างชาติยิ่งซ้ำเติมตลาด รายงานของ Goldman Sachs ระบุว่า ณ ช่วงปลายเดือนพฤษภาคม นักลงทุนต่างชาติขายหุ้นเกาหลีใต้ไปแล้วมากกว่า 62,000 ล้านดอลลาร์ และยังคงขายต่อเนื่อง
ขณะเดียวกัน ความต้องการลงทุนในหุ้นเกาหลีใต้ผ่านตลาดสหรัฐก็ลดลง โดย iShares MSCI South Korea ETF หรือ EWY ร่วงจากจุดสูงสุดของปีที่ 217 ดอลลาร์ เหลือ 144.20 ดอลลาร์ ส่วนเงินไหลเข้ากองทุนรายวันลดลงจากระดับสูงสุดในสัปดาห์ก่อนที่ 451 ล้านดอลลาร์ เหลือเพียง 32 ล้านดอลลาร์ในวันอังคาร
ตลาดยังถูกกดดันจากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ซึ่งผลักดันราคาน้ำมันดิบเบรนต์และ WTI ขึ้นมาอยู่ที่ 87 และ 84 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลตามลำดับ เนื่องจากเกาหลีใต้ต้องนำเข้าพลังงานจากตะวันออกกลางจำนวนมาก ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นจึงเพิ่มความเสี่ยงด้านต้นทุนพลังงานและเงินเฟ้อ รวมถึงสร้างความกังวลว่าธนาคารกลางอาจต้องกลับมาขึ้นดอกเบี้ย
ด้านปัจจัยทางเทคนิค ดัชนี KOSPI เคยอยู่ในภาวะซื้อมากเกินไป (overbought) อย่างรุนแรง โดยดัชนี Relative Strength Index หรือ RSI พุ่งแตะ 83.95 ในเดือนพฤษภาคม หลังตลาดผ่านช่วงสะสมหุ้นหรือ Accumulation และเข้าสู่ช่วงราคาปรับขึ้นหรือ Markup จนทำสถิติสูงสุด ก่อนเริ่มเปลี่ยนเข้าสู่ช่วง Markdown ซึ่งเป็นระยะที่แรงขายเพิ่มขึ้นและราคามีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง
การปรับฐานของตลาดจึงเกิดจากหลายปัจจัยพร้อมกัน ทั้งการขายทำกำไรในหุ้นชิป การถอนเงินของนักลงทุนต่างชาติ ความกังวลเรื่องต้นทุนพลังงาน และสัญญาณว่าตลาดปรับขึ้นมากเกินไปในเชิงเทคนิค
อย่างไรก็ตาม ตัวเร่งที่ทำให้แรงขายรุนแรงกว่าการปรับฐานทั่วไป คือการก่อหนี้และการลงทุนผ่านผลิตภัณฑ์เลเวอเรจของนักลงทุนภายในประเทศ
การทะยานขึ้นของหุ้นชิปที่ได้แรงหนุนจากกระแส AI ดึงดูดให้นักลงทุนรายย่อยเกาหลีใต้หลั่งไหลเข้าสู่ตลาด จนกลายเป็นแรงซื้อสำคัญในปีนี้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะนักลงทุนจำนวนมากไม่ต้องการพลาดโอกาสซ้ำ หลังตลาดหุ้นเกาหลีใต้ปรับขึ้นราว 75% เมื่อปี 2568
เมื่อดัชนี KOSPI เพิ่มขึ้นมากกว่าเท่าตัวในปีนี้ และมีแนวโน้มเป็นดัชนีหุ้นหลักที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุดในโลกติดต่อกันเป็นปีที่สอง กระแสกลัวตกรถจึงยิ่งผลักดันให้นักลงทุนหน้าใหม่รีบเข้าซื้อหุ้น หวังเกาะกระแสขาขึ้นรอบใหม่
ความสนใจลงทุนในหุ้นยังได้รับแรงหนุนจากนโยบายของประธานาธิบดีอี แจมยอง ซึ่งสนับสนุนให้ครัวเรือนนำเงินเข้าสู่ตลาดหุ้นมากขึ้น เพื่อโยกย้ายความมั่งคั่งออกจากตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่ร้อนแรงเกินไป นโยบายดังกล่าวเกิดขึ้นในจังหวะเดียวกับที่หุ้นเทคโนโลยีพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว จึงยิ่งกระตุ้นให้ประชาชนหันมาสนใจตลาดหุ้น
สื่อเกาหลีใต้รายงานว่า ในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมา จำนวนบัญชีซื้อขายหุ้นของนักลงทุนบุคคลที่ยังมีความเคลื่อนไหวในเกาหลีใต้เพิ่มขึ้นจนเกือบแตะ 110 ล้านบัญชี หรือเฉลี่ยประมาณ 2 บัญชีต่อประชากรหนึ่งคน ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนถึงฐานนักลงทุนรายย่อยขนาดใหญ่ของเกาหลีใต้ และช่วยอธิบายว่าทำไมการที่ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ปรับตัวลงจึงสร้างความเสียหายในวงกว้าง
นอกจากนี้ นักลงทุนจำนวนมากยังเพิ่งเข้าซื้อหลังราคาหุ้นปรับขึ้นไปมากแล้ว เมื่อทิศทางตลาดพลิกกลับจึงกลายเป็นตกอยู่ในภาวะขาดทุนอย่างหนัก
Korea Investment & Securities ระบุว่า ลูกค้าเกือบครึ่งหนึ่งจากทั้งหมด 880,000 รายที่ซื้อหุ้น Samsung กำลังขาดทุน เช่นเดียวกับนักลงทุนเกือบ 70% จากทั้งหมด 408,000 รายที่ถือหุ้น SK Hynix
ยิ่งไปกว่านั้น โมฮาเหม็ด อาปาบาย หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์การซื้อขายเอเชียแปซิฟิกของ Citi Global Markets ยังระบุว่า แม้ราคาหุ้นเซมิคอนดักเตอร์จะลดลงอย่างหนัก นักลงทุนรายย่อยบางส่วนยังคงซื้อหุ้นขนาดใหญ่ในกลุ่มนี้เช่น SK Hynix และ Samsung Electronics อย่างต่อเนื่อง ทำให้นับตั้งแต่วันที่ 23 มิถุนายน นักลงทุนรายย่อยมียอดซื้อสุทธิหุ้น SK Hynix มากกว่า 16,000 ล้านดอลลาร์
Citi ประเมินว่า การลงทุนในหุ้น SK Hynix ทำให้นักลงทุนรายย่อยมีผลขาดทุนที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงประมาณ 5,700 ล้านดอลลาร์ ณ เวลาที่จัดทำบทวิเคราะห์ เนื่องจากมีราคาซื้อเฉลี่ยอยู่ที่หุ้นละ 2.28 ล้านวอน คิดเป็นผลขาดทุนทางบัญชีประมาณ 31.6%
หลังจากนั้น หุ้น SK Hynix ร่วงลงอีก 9.61% มาปิดที่ 1.4 ล้านวอนในวันพุธ ซึ่งต่ำกว่าราคาซื้อเฉลี่ยของนักลงทุนรายย่อยอย่างมาก Citi จึงระบุว่า ความเสียหายที่แท้จริงหลังปิดตลาดวันดังกล่าวน่าจะสูงกว่าตัวเลขที่ประเมินไว้ในบทวิเคราะห์
สถานการณ์เดียวกันเกิดขึ้นกับหุ้น Samsung Electronics โดย Citi ประเมินว่า นักลงทุนรายย่อยที่เข้าซื้อตั้งแต่วันที่ 23 มิถุนายนมีผลขาดทุนที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงประมาณ 2,400 ล้านดอลลาร์ ก่อนที่ราคาหุ้นจะร่วงลงอีก 5.23% มาปิดที่ 208,500 วอนในวันพุธ
ความเสี่ยงยิ่งรุนแรงขึ้นเมื่อนักลงทุนบางส่วนไม่ได้ใช้เงินสดในการซื้อหุ้น แต่เลือกกู้เงินผ่านบัญชีมาร์จินเพื่อนำไปซื้อ "ETF แบบเลเวอเรจ" ซึ่งเท่ากับใช้อัตราทดซ้อนกันสองชั้นเพื่อเพิ่มขนาดการลงทุนในหุ้นเทคโนโลยี ข้อมูลจาก KB Financial ระบุว่า นักลงทุนรายย่อยซื้อสินทรัพย์ประเภทนี้รวมมากกว่า 14 ล้านล้านวอน หรือประมาณ 9,700 ล้านดอลลาร์ เทียบกับนักลงทุนต่างชาติที่ซื้อประมาณ 2 ล้านล้านวอน
เมื่อตลาดร่วง ผลขาดทุนจาก ETF แบบเลเวอเรจจะเพิ่มขึ้นตามอัตราทด ขณะเดียวกัน มูลค่าหลักประกันในบัญชีมาร์จินก็ลดลง หากต่ำกว่าเกณฑ์ที่โบรกเกอร์กำหนด นักลงทุนจะต้องนำเงินมาวางหลักประกันเพิ่ม และหากไม่สามารถทำได้ บริษัทหลักทรัพย์อาจบังคับขายสินทรัพย์ ทำให้นักลงทุนต้องรับรู้ผลขาดทุนทันที แตกต่างจากการซื้อด้วยเงินสดซึ่งไม่มีเงื่อนไขบังคับขายจากบัญชีมาร์จิน
เมื่อการบังคับขายเกิดขึ้นพร้อมกันในวงกว้าง คำสั่งขายจำนวนมากจะยิ่งกดราคาหุ้นให้ลดลง และสร้างผลขาดทุนรอบใหม่แก่ผู้ลงทุนรายอื่น การเข้าซื้อหลังราคาปรับขึ้นสูงจึงเป็นความเสี่ยงชั้นแรก ขณะที่การใช้เงินกู้และเลเวอเรจเป็นความเสี่ยงชั้นที่สอง ซึ่งทำให้การปรับตัวลงของตลาดสร้างความเสียหายรุนแรงขึ้นอีกหลายเท่า
ปลายเดือนพฤษภาคม หน่วยงานกำกับดูแลได้อนุมัติกองทุน ETF แบบเลเวอเรจอิงหุ้นรายตัวจำนวน 16 กอง ซึ่งติดตามหุ้นอย่าง Samsung และ SK Hynix ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ได้รับความสนใจอย่างมากในช่วงที่หุ้นชิปกำลังขึ้น แต่กลายเป็นตัวขยายความผันผวนเมื่อตลาดกลับเข้าสู่ขาลง
ETF แบบเลเวอเรจออกแบบมาให้มูลค่าเคลื่อนไหวแรงกว่าสินทรัพย์อ้างอิง เมื่อหุ้นขึ้น นักลงทุนอาจได้ผลตอบแทนมากกว่าการถือหุ้นโดยตรง แต่เมื่อหุ้นร่วง ผลขาดทุนก็จะถูกขยายไปในทิศทางเดียวกัน ด้วยเหตุนี้ กองทุนส่วนใหญ่ที่เปิดตัวในช่วงดังกล่าวจึงมีมูลค่าลดลงมากกว่า 60%
นักวิเคราะห์จาก Citi ประเมินในบทวิเคราะห์ที่เผยแพร่แก่นักลงทุนสถาบันเมื่อวันอังคารที่ผ่านมาว่า นักลงทุนรายย่อยเกาหลีใต้ขาดทุนสะสมจาก ETF แบบเลเวอเรจประมาณ 38,700 ล้านดอลลาร์ หรือ 58 ล้านล้านวอน ในช่วงตลาดขาลงหนึ่งเดือนที่ผ่านมา
Citi ระบุว่า มูลค่าตลาดของ ETF แบบเลเวอเรจที่อ้างอิงสินทรัพย์เกาหลีใต้ เคยขึ้นไปแตะจุดสูงสุด 52,500 ล้านดอลลาร์เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน แต่ภายในเวลาเพียงหนึ่งเดือน มูลค่ากลับลดลงเหลือเพียง 19,000 ล้านดอลลาร์ หายไปจากจุดสูงสุด 33,500 ล้านดอลลาร์
ในช่วงเวลาเดียวกัน นักลงทุนยังนำเงินใหม่ใส่เข้าไปในกองทุนเหล่านี้อีก 6,200 ล้านดอลลาร์ แต่เงินทุนก้อนใหม่ไม่สามารถชดเชยมูลค่าที่ลดลงได้ เมื่อพิจารณากระแสเงินไหลเข้าเพิ่มเติม Citi จึงประเมินผลขาดทุนสะสมของนักลงทุนรายย่อยไว้ที่ 38,700 ล้านดอลลาร์
เมื่อแยกตามผลิตภัณฑ์ ETF เลเวอเรจที่อ้างอิงหุ้น SK Hynix เสียหายมากที่สุด โดยมูลค่าตลาดลดลง 17,000 ล้านดอลลาร์จากจุดสูงสุด รองลงมาคือกองทุนเลเวอเรจที่ติดตาม KOSPI 200 ซึ่งสูญเสียมูลค่า 10,500 ล้านดอลลาร์ ส่วนกองทุนที่อ้างอิง Samsung Electronics มีมูลค่าลดลงมากกว่า 5,000 ล้านดอลลาร์
ข้อมูลจาก Korea Exchange แสดงให้เห็นว่าความเสียหายเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในระดับรายวัน โดย ETF แบบเลเวอเรจอิงหุ้นรายตัว 14 กองที่จดทะเบียนในตลาดหุ้นเกาหลีใต้ มีมูลค่าตลาดรวมเหลือ 5.68 ล้านล้านวอนในวันพุธ ลดลง 965,000 ล้านวอน หรือ 14.5% จากวันก่อนหน้า และหากเทียบกับวันจันทร์ มูลค่ารวมลดลงถึง 3.63 ล้านล้านวอน หรือ 38.9%
ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือ Kodex SK Hynix Single Stock Leveraged ETF ซึ่งเป็นกองทุนประเภทนี้ที่มีสินทรัพย์สุทธิมากที่สุด ราคากองทุนปิดที่ 7,925 วอนในวันพุธ ลดลง 20.19% ภายในวันเดียว
เมื่อเทียบกับราคาเข้าจดทะเบียนที่ 23,450 วอนเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม กองทุนดังกล่าวลดลง 66.2% และหากเทียบกับจุดสูงสุด 44,000 วอนเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน ราคากองทุนร่วงลงถึง 82%
ตัวเลขดังกล่าวอธิบายว่าทำไมนักลงทุนบางรายจึงขาดทุน 70-80% แม้หุ้นอ้างอิงจะไม่ได้ลดลงในสัดส่วนเดียวกัน นักลงทุนที่ถือหุ้นโดยตรงยังอาจรอให้ราคาฟื้นตัวได้ แต่ผู้ที่ใช้เงินกู้หรือถือผลิตภัณฑ์เลเวอเรจมีแรงกดดันมากกว่า เพราะต้องรับมือทั้งกับผลขาดทุนที่เพิ่มเร็วและภาระหลักประกัน
Citi ยังเตือนว่า มูลค่าตลาดของ ETF แบบเลเวอเรจเหล่านี้อาจลดลงต่ำกว่า 8,000 ล้านดอลลาร์ก่อนสิ้นปี ซึ่งหมายความว่าความเสียหายอาจยังเพิ่มขึ้นได้ หากหุ้นอ้างอิงและตลาดโดยรวมไม่สามารถฟื้นตัวอย่างมั่นคง
ด้านข้อมูลจาก Korea Financial Investment Association ระบุว่า เงินฝากของนักลงทุนรายย่อยในบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ ซึ่งสำรองไว้สำหรับซื้อหุ้น ลดลงจากระดับสูงสุด 139.7 ล้านล้านวอนเมื่อเดือนมิถุนายน เหลือ 107 ล้านล้านวอน หรือประมาณ 74,000 ล้านดอลลาร์ สะท้อนว่าเงินสดที่พร้อมนำกลับเข้ามาซื้อหุ้นลดลงอย่างมาก
ขณะเดียวกัน ยอดหนี้มาร์จินที่เคยทำสถิติสูงสุดที่ 38.6 ล้านล้านวอน หรือประมาณ 27,000 ล้านดอลลาร์ หลังนักลงทุนกู้เงินเพื่อเพิ่มขนาดการลงทุน ปัจจุบัน ยังลดลงเหลือเพียง 33.2 ล้านล้านวอน ภายหลังเกิดการบังคับขายจำนวนมาก
สถานการณ์จึงกลายเป็นวงจรที่ซ้ำเติมตัวเอง เริ่มจากหุ้น Samsung และ SK Hynix ร่วงลง ทำให้ ETF เลเวอเรจขาดทุน นักลงทุนที่ใช้มาร์จินถูกเรียกหลักประกันและต้องลดหนี้ ก่อนที่การบังคับขายจะสร้างแรงกดดันรอบใหม่ต่อราคาหุ้นและดัชนี
นามูห์ รี ประธาน Korean Corporate Governance Forum ระบุว่า การลดสถานะใน ETF เลเวอเรจที่อิงกับอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์กำลังส่งผลกระทบไปทั่วตลาด นักลงทุนรายย่อยจำนวนมากสูญเสียเงินต้นเกือบทั้งหมด ขณะที่ตลาดอาจกำลังเข้าใกล้จุดสูงสุดของแรงขาย หลังนักลงทุนลดหนี้และสถานะเลเวอเรจไปเป็นจำนวนมากแล้ว
อย่างไรก็ตาม การที่แรงขายอาจเข้าใกล้จุดสูงสุดไม่ได้หมายความว่าตลาดจะฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว เพราะนักลงทุนรายย่อยมีเงินสดลดลงและยังต้องรับภาระผลขาดทุน ขณะที่นักลงทุนสถาบันหลีกเลี่ยงการเปิดสถานะขนาดใหญ่ท่ามกลางความผันผวน
ความเสียหายของนักลงทุนรายย่อยเริ่มเปลี่ยนเป็นแรงกดดันทางการเมือง โดยในวันพุธมีกลุ่มนักลงทุนรายย่อยนำพวงหรีดประมาณ 40 พวงไปวางเรียงหน้ารัฐสภาในเขตยองดึงโพ ทางตะวันตกของกรุงโซล เพื่อประท้วงความเสียหายและเรียกร้องให้เพิกถอน ETF เลเวอเรจอิงหุ้นรายตัวออกจากตลาด
หลังการประชุมฉุกเฉินเมื่อคืนวันพุธ กระทรวงการคลังเกาหลีใต้ประกาศจำกัดการเข้าถึง ETF แบบเลเวอเรจ โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ผู้ว่าการธนาคารกลาง และหน่วยงานกำกับดูแลด้านการเงินออกแถลงการณ์ร่วมว่า ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวกำลังขยายความผันผวนของตลาด
ธนาคารกลางเกาหลีใต้ยังเตือนถึงความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นจากหนี้ครัวเรือน ขณะที่อัน ชอลซู สมาชิกสภานิติบัญญัติ เสนอร่างกฎหมายยกเว้นภาษีธุรกรรมหุ้นแก่นักลงทุนรายย่อยที่ขาดทุน ส่วนข้อมูลที่ให้มายังระบุว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังออกมาขอโทษนักลงทุนที่สูญเสียเงินจำนวนมาก
แม้ตลาดจะฟื้นตัวเล็กน้อยในวันพฤหัสบดี โดย KOSPI เพิ่มขึ้นประมาณ 3% และหุ้น Samsung Electronics ปรับขึ้นมากกว่า 6% แต่การฟื้นตัวเพียงวันเดียวยังไม่สามารถชดเชยการร่วงลงก่อนหน้านี้ได้
แรงซื้อหุ้น Samsung เกิดขึ้นหลังบริษัทรายงานผลประกอบการไตรมาส 2 สูงสุดเป็นประวัติการณ์ รายได้เพิ่มขึ้น 130% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แตะ 171 ล้านล้านวอน หรือประมาณ 119,000 ล้านดอลลาร์ ขณะที่กำไรจากการดำเนินงานเพิ่มขึ้นประมาณ 1,800% สู่ระดับ 89.5 ล้านล้านวอน หรือประมาณ 62,000 ล้านดอลลาร์ เป็นไปตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้
ผลประกอบการดังกล่าวสะท้อนว่าธุรกิจเซมิคอนดักเตอร์ที่เกี่ยวข้องกับ AI ยังสามารถทำกำไรได้ดี แต่ในช่วงที่ตลาดกำลังลดหนี้และเกิดการบังคับขาย ปัจจัยพื้นฐานของบริษัทอาจไม่เพียงพอที่จะหยุดแรงขายได้ทันที
จองมิน ชิม นักวิเคราะห์หุ้นจาก CLSA มองว่า ETF แบบเลเวอเรจกลายเป็นตัวจุดชนวนในช่วงที่ตลาดควรเผชิญเพียงแรงขายทำกำไรตามปกติ ความผันผวนที่รุนแรงทำให้นักลงทุนสถาบันไม่ต้องการเปิดสถานะขนาดใหญ่ ขณะที่นักลงทุนรายย่อยถอนเงินออกจากตลาดหลังได้รับความเสียหายหนัก ส่งผลให้กลไกการค้นหาราคาของตลาดทำงานได้ยากขึ้น
นักวิเคราะห์จึงคาดว่าการฟื้นตัวจะเป็นไปอย่างเชื่องช้า แม้หุ้นชิปบางบริษัทจะยังมีผลประกอบการแข็งแกร่ง เพราะตลาดต้องใช้เวลาในการลดภาระหนี้ ฟื้นความเชื่อมั่น และดึงนักลงทุนกลับเข้ามารับความเสี่ยงอีกครั้ง
เหตุการณ์ครั้งนี้จึงเป็นผลจากปัจจัยที่เชื่อมต่อกันอย่างเป็นลำดับ เริ่มจากกระแส AI ดันหุ้นชิปและ KOSPI ขึ้นแรง นักลงทุนรายย่อยจึงเข้าสู่ตลาดหลังราคาปรับขึ้นไปมาก พร้อมเพิ่มขนาดการลงทุนด้วยมาร์จินและ ETF เลเวอเรจ เมื่อหุ้น Samsung และ SK Hynix กลับทิศ ผลขาดทุนถูกขยายจนเกิดการเรียกหลักประกันและบังคับขาย ก่อนที่แรงขายเหล่านั้นจะย้อนกลับมากดตลาดให้ร่วงลงรุนแรงกว่าเดิม และสร้างความเสียหายแก่ผู้ลงทุนรวมหลายสิบล้านล้านวอน
อ้างอิง: Korea Joongang Daily, Financial Times, Invezz