Logo site Amarintv 34HD
อมรินทร์ทีวี ร่วมกับ คอนโดพร้อมอยู่จาก Grand Unity จัดแคมเปญ “อมรินทร์ทีวี 12 ปี มีเปย์ ดูทั้งวัน แจกทุกวัน”Logo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
หุ้นเกาหลีปีนี้พุ่งแล้ว 100% ยังซื้อได้ไหม จะไปต่อหรือเสี่ยงฟองสบู่แตก
โดย : กองบรรณาธิการ SPOTLIGHT

หุ้นเกาหลีปีนี้พุ่งแล้ว 100% ยังซื้อได้ไหม จะไปต่อหรือเสี่ยงฟองสบู่แตก

27 พ.ค. 69
17:29 น.
แชร์

ตลาดหุ้นเกาหลีใต้กำลังอยู่ในช่วงเวลาที่ร้อนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ หลังดัชนี KOSPI พุ่งขึ้นแล้วถึง 100% นับตั้งแต่ต้นปี 2026 และทะยานจากระดับ 5,000 จุดสู่ 8,000 จุดภายในเวลาเพียงไม่กี่เดือน จนบลูมเบิร์ก (Bloomberg) เปรียบเทียบว่า ความแรงของตลาดหุ้นเกาหลีใต้รอบนี้เริ่มเข้าใกล้การพุ่งขึ้นของดัชนี Nasdaq 100 ในปี 1999 ก่อนฟองสบู่ดอตคอมแตก

ภาพที่เกิดขึ้นนี้สะท้อนออกมาบนขนาดของตลาดที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วจนตลาดหุ้นเกาหลีแซงทั้งอังกฤษและแคนาดาขึ้นไปเป็นตลาดหุ้นใหญ่อันดับ 7 ของโลก

ข้อมูลจาก The Korea Times ระบุว่า มูลค่าตลาดรวมของบริษัทจดทะเบียนเกาหลีเพิ่มขึ้นจาก 2,597 ล้านล้านวอน ก่อนรัฐบาลของประธานาธิบดี อีแจมยอง (Lee Jae-myung) เข้ารับตำแหน่งในเดือนมิถุนายน 2025 สู่ 7,088 ล้านล้านวอนในเดือนพฤษภาคม 2026 หรือเพิ่มขึ้นเกือบ 4,500 ล้านล้านวอนภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งปี ซึ่งรัฐบาลเกาหลีก็เริ่มใช้ตัวเลขดัชนี KOSPI เป็นหนึ่งในผลงานสำคัญของตนเอง

ตอนนี้คำถามสำคัญที่สุดที่นักลงทุนอยากรู้เกี่ยวกับตลาดหุ้นเกาหลีใต้ คือ พุ่งขึ้นมามากขนาดนี้แล้ว ยังซื้อได้ไหม จะไปต่อได้สูงกว่านี้หรือไม่ ?

AI เปลี่ยน ‘หุ้นชิปเกาหลี’ จากหุ้นวัฏจักรเป็นหุ้นโครงสร้างโลก

แรงขับสำคัญที่สุดของตลาดรอบนี้ คือ การระเบิดขึ้นของความต้องการชิปหน่วยความจำสำหรับ AI ซึ่งทำให้หุ้นของซัมซุง อิเล็กทรอนิกส์ (Samsung Electronics) และเอสเค ไฮนิกซ์ (SK hynix) กลายเป็นศูนย์กลางของตลาดหุ้นเกาหลีอย่างแท้จริง

ที่ผ่านมา หุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์มักถูกมองเป็น ‘หุ้นวัฏจักร’ ที่ขึ้นลงตามเศรษฐกิจโลกและอุปสงค์สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ แต่รอบนี้นักวิเคราะห์จำนวนมากมองว่า AI กำลังสร้างดีมานด์ใหม่มหาศาลให้กับชิปหน่วยความจำ โดยการลงทุนมหาศาลของบริษัท hyperscaler, ดาต้าเซ็นเตอร์ และระบบคลาวด์ทั่วโลก ซึ่งต้องใช้หน่วยความจำประสิทธิภาพสูงจำนวนมากเพื่อรองรับการประมวลผล AI

ด้วยเหตุผลนี้ นักลงทุนและผู้เฝ้าสังเกตการณ์ตลาดจำนวนมากจึงเริ่มเชื่อว่า ความต้องการชิปกำลังเปลี่ยนจากรูปแบบ ‘ขึ้นลงตามวัฏจักรเศรษฐกิจ’ ไปสู่ ‘การเติบโตระยะยาว’ ที่ผูกกับการขยายตัวของ AI โดยตรง และนี่เป็นเหตุผลสำคัญที่นักลงทุนและผู้สังเกตการณ์ตลาดจำนวนมากเชื่อว่า รอบขาขึ้นของหุ้นชิปเกาหลีจะยาวนานกว่าวัฏจักรในอดีต

โกลด์แมน แซคส์ (Goldman Sachs) อธิบายว่า ตลาดกำลังอยู่ในช่วง ‘Memory Supercycle’ จากทั้งภาวะขาดแคลนชิป และการลงทุน AI ที่ขยายตัวรวดเร็วทั่วโลก

ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นสะท้อนผ่านมูลค่าตลาด (market cap) ของสองบริษัทชิปยักษ์ใหญ่ Samsung Electronics มีมูลค่าตลาด เพิ่มขึ้น 396.4% ภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งปี จาก 336 ล้านล้านวอน สู่ 1,669 ล้านล้านวอน ขณะที่ SK hynix พุ่งแรงยิ่งกว่า โดย market cap ทะยานขึ้นถึง 787% จาก 151 ล้านล้านวอน สู่ 1,339 ล้านล้านวอน

เมื่อรวมกันแล้ว มูลค่าตามราคาตลาดของสองบริษัทนี้คิดเป็น 42.4% ของมูลค่าตลาดหุ้นเกาหลีทั้งหมด หมายความว่า เกือบครึ่งหนึ่งของตลาดหุ้นเกาหลีในเวลานี้ถูกขับเคลื่อนโดยบริษัทผลิตชิปหน่วยความจำเพียงสองบริษัท และสะท้อนว่า ‘AI’ เป็นธีมหลักที่กำหนดทิศทางทั้งตลาด

พุ่งแล้ว 100% ยังน่าซื้อไหม จะขึ้นได้อีกแค่ไหน

สำหรับคำถามที่นักลงทุนรายย่อยอยากรู้ว่าตอนนี้ยังซื้อหุ้นหรือกองทุนดัชนีหุ้นเกาหลีทันไหม เราตกรถไปหรือยัง ?

คำตอบคือ แม้ตลาดจะพุ่งขึ้นแรงจนเริ่มมีการเปรียบเทียบกับยุคดอตคอม แต่หลาย ๆ สถาบันการเงินและโบรกเกอร์ยังคงมุมมอง ‘เชิงบวก’ ต่อหุ้นเกาหลี และมองว่าราคาหุ้นยัง ‘ไม่แพง’ เมื่อเทียบกับการเติบโตของกำไร

ฝ่ายวิจัยของโกลด์แมน แซคส์ (Goldman Sachs Research) จัดให้ตลาดหุ้นเกาหลีใต้เป็นตลาดที่พวกเขามีความเชื่อมั่นสูงสุดในเอเชีย พร้อมคาดการณ์ว่า ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ (KOSPI) มีแนวโน้มที่จะพุ่งทะยานสู่ระดับสูงสุดใหม่และเป็นตลาดที่น่าลงทุนที่สุดในภูมิภาคเอเชีย โดยมีการปรับเป้าหมายดัชนี KOSPI ในอีก 12 เดือนข้างหน้าขึ้นเป็น 9,000 จุด จากเดิม 8,000 จุด

ปัจจัยขับเคลื่อนหลักมาจากการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของกำไรในกลุ่มบริษัทเซมิคอนดักเตอร์ที่คาดว่าจะสูงถึง 300% ในปีนี้ ซึ่งถือเป็นการเติบโตที่แข็งแกร่งที่สุดในประวัติศาสตร์ตลาดหุ้นเอเชีย นับตั้งแต่ช่วงการฟื้นตัวจากวิกฤตต้มยำกุ้งในปี 1999 เป็นต้นมา

สิ่งที่นักวิเคราะห์ให้ความสำคัญ ไม่ใช่เพียงราคาหุ้นที่พุ่งขึ้นแรง แต่คือการที่ ‘กำไร’ กำลังเพิ่มขึ้นเร็วกว่าราคา โดย Goldman Sachs ระบุว่า KOSPI ยังซื้อขายที่ระดับประมาณ 7 เท่าของกำไรคาดการณ์ล่วงหน้า (Forward P/E อยู่ที่ 7 เท่า) ซึ่งยังถือว่าต่ำ ทั้งเมื่อเทียบกับอดีตและเมื่อเทียบกับผลตอบแทนต่อส่วนผู้ถือหุ้น

อีกเหตุผลสำคัญที่ทำให้นักวิเคราะห์ยังเชื่อว่ารอบนี้จะไปต่อได้ คือ การเปลี่ยนรูปแบบธุรกิจของผู้ผลิตชิป จากเดิมที่ขายตามรอบอุปสงค์ระยะสั้น ไปสู่การทำสัญญาระยะยาว 3-5 ปีกับบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ เพื่อรับประกันซัปพลายสำหรับ AI และศูนย์ข้อมูล ซึ่งอาจทำให้กำไรของบริษัทชิปมีเสถียรภาพมากขึ้นกว่าวัฏจักรเดิม

Goldman Sachs จึงปรับเป้าดัชนี KOSPI ใน 12 เดือนข้างหน้าขึ้นเป็น 9,000 จุด จากเดิม 8,000 จุด และมองว่า ตลาดยังมีช่องว่างสำหรับเม็ดเงินลงทุนใหม่เพิ่มเติม เพราะทั้งนักลงทุนต่างชาติ รายย่อย และสถาบันในประเทศ ยังไม่ได้อยู่ในภาวะ ‘ถือหุ้นล้นพอร์ต’ เหมือนช่วงฟองสบู่ในอดีต

KOSPI 10,000 จุด เป้าหมายที่อยู่ไม่ไกล

สักสองสามปีก่อนหน้านี้ เป้าหมายที่ว่าดัชนี KOSPI จะขึ้นแตะ 10,000 จุด อาจถูกมองว่าเป็นเป้าที่สูงเกินจริง แต่ในเวลานี้ ตัวเลขนี้ไม่ไกลเกินจริง และเริ่มถูกพูดถึงอย่างจริงจังจากทั้งโบรกเกอร์เกาหลีและสถาบันการเงินระดับโลก

Nomura Securities ปรับกรอบเป้าหมาย KOSPI ปีนี้ขึ้นเป็น 10,000-11,000 จุด ขณะที่ JPMorgan Chase มองว่าดัชนีมีโอกาสแตะ 10,000 จุดเช่นกัน ส่วน Morgan Stanley ประเมินว่า KOSPI อาจขึ้นถึง 8,500 จุดในครึ่งปีแรก และมีโอกาสแตะ 10,000 จุดในกรณีเชิงบวก

ฝั่ง Hana Securities มองว่า หากกำไรสุทธิของบริษัทใน KOSPI ปี 2027 แตะ 853 ล้านล้านวอน และใช้ค่าเฉลี่ย Forward P/E ระยะยาวที่ 9.96 เท่า ดัชนีอาจขึ้นไปถึง 10,380 จุด ขณะที่ข้อมูลจาก FnGuide ระบุว่า consensus กำไรสุทธิของบริษัทจดทะเบียนเกาหลีในปี 2027 เพิ่มขึ้นไปถึง 885 ล้านล้านวอนแล้ว ซึ่งสูงกว่าสมมติฐานของ Hana Securities อีก

ด้าน Hyundai Motor Securities มองกรณี Bull Market ว่า KOSPI อาจไปได้ไกลถึง 12,000 จุด ขณะที่ Yuanta Securities ให้เป้าหมายเชิงบวกที่ 11,600 จุด และ SK Securities ให้กรอบครึ่งปีหลังปีนี้ไว้กว้าง 6,500-11,000 จุด

+ไม่ใช่แค่ AI แต่รัฐบาลกำลังยกเครื่องตลาดเกาหลี

อีกเหตุผลที่ทำให้นักวิเคราะห์มองว่า ขาขึ้นของตลาดหุ้นเกาหลีรอบนี้ต่างจากฟองสบู่ในอดีต คือ การปฏิรูปตลาดทุนของรัฐบาลเกาหลีใต้ ซึ่งกำลังพยายามแก้ปัญหา ‘Korea Discount’ ที่กดมูลค่าหุ้นเกาหลีมานานหลายปี

ปัญหาหลักของตลาดเกาหลีในอดีต คือ ธรรมาภิบาลบริษัท การถือหุ้นไขว้ และการให้ความสำคัญกับผู้ถือหุ้นรายย่อยน้อย ทำให้นักลงทุนต่างชาติหลายรายมองว่าหุ้นเกาหลีควรถูกซื้อขายในราคาที่มีส่วนลดเมื่อเทียบกับตลาดพัฒนาแล้ว

แต่รัฐบาลของประธานาธิบดี อีแจมยอง ได้เดินหน้ามาตรการปฏิรูปอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การแก้กฎหมายบริษัท การขยายหน้าที่กรรมการต่อผู้ถือหุ้น การเพิ่มอำนาจกรรมการอิสระ การบังคับยกเลิกหุ้นซื้อคืน ไปจนถึงการตั้งระบบ ‘one-strike-out’ สำหรับการปั่นหุ้น

อีกทั้งรัฐบาลเกาหลีใต้ยังตั้งหน่วยเฉพาะกิจร่วมระหว่าง คณะกรรมการบริการทางการเงิน (Financial Services Commission), สำนักงานกำกับดูแลทางการเงิน (Financial Supervisory Service) และตลาดหลักทรัพย์เกาหลี (Korea Exchange) เพื่อรวมอำนาจตรวจสอบการซื้อขายผิดปกติไว้ในระบบเดียว พร้อมยกเลิกเพดานรางวัลผู้แจ้งเบาะแสการปั่นหุ้น เพื่อเพิ่มแรงจูงใจในการเปิดโปงการกระทำผิด

บยองเจโฮ (Byun Je-ho) ผู้บริหารฝ่ายตลาดทุนของ Financial Services Commission ยอมรับว่า แม้ AI และเซมิคอนดักเตอร์จะเป็นแรงขับหลักของตลาด แต่ผลจากนโยบายของรัฐบาลก็ “มีนัยสำคัญมาก” เช่นกัน โดยเฉพาะความพยายามลดปัญหาหุ้นซ้ำซ้อนและยกระดับมาตรฐานตลาดทุน

พุ่งกระจุก ติดลบกระจาย ตลาดเปราะบาง

แต่สิ่งที่นักลงทุนที่ลงทุนในดัชนีรวมตลาดหุ้นเกาหลีต้องระวัง คือ แม้ KOSPI จะทำสถิติใหม่ต่อเนื่อง แต่ภาพภายในตลาดไม่ได้แข็งแรงเท่าที่ตัวเลขดัชนีสะท้อน เพราะจริง ๆ แล้วแรงซื้อกระจุกอยู่ในหุ้นแค่กลุ่มเดียว

ข้อมูลจาก Korea Exchange ระบุว่า บริษัท 2,429 แห่ง จากทั้งหมด 2,877 บริษัทในตลาด KOSPI และ Kosdaq หรือคิดเป็น 84% ของบริษัททั้งหมด ยังให้ผลตอบแทนติดลบหรือแทบไม่ขึ้น ณ วันที่ 19 พฤษภาคม

นั่นหมายความว่า การพุ่งขึ้นของตลาดกระจุกตัวอยู่ในหุ้นเซมิคอนดักเตอร์ขนาดใหญ่เพียงไม่กี่ตัว ขณะที่หุ้นส่วนใหญ่ของตลาดยังไม่ได้รับอานิสงส์จากภาวะกระทิงรอบนี้

ฮอแจฮวาน (Heo Jae-hwan) นักวิเคราะห์จาก Eugene Investment & Securities แสดงความเห็นว่า ช่องว่างกำไรระหว่างบริษัทชิปกับบริษัทกลุ่มอื่นกำลังกว้างขึ้นเรื่อย ๆ แม้ธุรกิจนอกกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์จะเริ่มฟื้นตัวบ้าง แต่โมเมนตัมการเติบโตยังอ่อนแอเมื่อเทียบกับกลุ่มชิป และเขายังชี้ว่า ในอดีต หุ้นขนาดใหญ่ที่ขึ้นแรงมักส่งแรงบวกต่อไปยังหุ้นขนาดกลางและเล็กด้วย แต่รอบนี้แรงซื้อเกือบทั้งหมดยังกระจุกอยู่ในกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งทำให้ตลาดมีความเปราะบางมากขึ้น หากวัฏจักร AI หรือชิปเริ่มชะลอตัว

ความเสี่ยงใหม่ คือ Leverage และเงินกู้เพื่อเก็งกำไร

อีกประเด็นที่เริ่มสร้างความกังวลให้หน่วยงานกำกับดูแล คือ การเพิ่มขึ้นของการลงทุนด้วยเงินกู้ของนักลงทุนรายย่อย

ข้อมูลจาก Korea Financial Investment Association ระบุว่า ยอดมาร์จินโลนในตลาด KOSPI เพิ่มขึ้นสู่ 25.4 ล้านล้านวอน ซึ่งเป็นระดับสูงสุดของปี ขณะที่นักลงทุนจำนวนมากเริ่มใช้บัญชีเครดิตและการกู้ยืมเพื่อไล่ซื้อหุ้นในช่วงตลาดขาขึ้น

พร้อมกันนั้น ตลาดเกาหลียังเตรียมเปิดตัว ETF แบบ Leverage และ Inverse ที่อ้างอิงหุ้น Samsung Electronics และ SK hynix รวม 16 กอง มูลค่ารวมกว่า 4.3 ล้านล้านวอน โดยจำนวนนักลงทุนที่สมัครอบรมล่วงหน้าสำหรับผลิตภัณฑ์เหล่านี้ทะลุ 100,000 คนแล้ว

นักวิเคราะห์มองว่า ผลิตภัณฑ์ ETF แบบ Leverage และ Inverse นี้อาจช่วยดึงเม็ดเงินใหม่เข้าสู่ตลาด แต่ก็อาจเพิ่มความผันผวนในระยะสั้น เพราะกองทุน Leverage และ Inverse ต้องทำ daily rebalancing และธุรกรรมป้องกันความเสี่ยงทุกวัน ซึ่งอาจเร่งแรงซื้อหรือแรงขายในช่วงตลาดผันผวน

หน่วยงานกำกับดูแลเกาหลีใต้เองก็เริ่มออกมาเตือนว่า หากตลาดปรับฐาน นักลงทุนที่ใช้เงินกู้อาจถูกบังคับขายหุ้น และทำให้ความผันผวนรุนแรงขึ้นกว่าปกติ

อ้างอิง : Bloomberg, The Korea Times, Goldman Sachs, Maeil Business

แชร์
หุ้นเกาหลีปีนี้พุ่งแล้ว 100% ยังซื้อได้ไหม จะไปต่อหรือเสี่ยงฟองสบู่แตก