Logo site Amarintv 34HD
Logo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
Ultra Smooth Investing: กลยุทธ์ลงทุนแบบเนียน ๆ กินยาว ๆ
โดย : กิติภพ อภินันทนพงศ์

Ultra Smooth Investing: กลยุทธ์ลงทุนแบบเนียน ๆ กินยาว ๆ

25 ก.ค. 69
12:47 น.
แชร์

Article Stories by SET Zooom in จะพาไปถอดรหัส “กลยุทธ์” การลงทุนผ่านกระแสดราม่าไอศกรีมเจลาโต้ที่กำลังฮอตมากในกรุงเทพฯ คิวยาวเป็นแถว คนยอมรอ ยอมจ่ายแพงกว่าปกติ เพื่อสัมผัสความ “เนียนละเอียด” ที่เรียกกันว่า Ultra Smooth

ทุกครั้งที่มีสินค้าหรือบริการกลายเป็นกระแสในโลกออนไลน์ เรามักเห็นภาพคิวยาว ผู้คนยินดีรอคิวเป็นเวลานาน และพร้อมจ่ายในราคาที่สูงกว่าสินค้าทั่วไปเพื่อแลกกับประสบการณ์ที่แตกต่าง

ปรากฏการณ์เช่นนี้อาจดูเป็นเพียงเรื่องของการตลาดหรือพฤติกรรมผู้บริโภค แต่หากมองผ่านมุมมองของนักลงทุน จะพบว่ากระแสเหล่านี้สะท้อนคุณลักษณะสำคัญของธุรกิจที่มีศักยภาพในการสร้างมูลค่าในระยะยาว

คำถามที่น่าสนใจจึงไม่ใช่ “สินค้ากำลังดังหรือไม่” แต่คือ เหตุใดผู้บริโภคจึงยอมจ่ายแพง และความนิยมดังกล่าวสามารถเปลี่ยนเป็นความสามารถในการสร้างผลกำไรอย่างยั่งยืนได้หรือไม่

เบื้องหลังสินค้ายอดนิยม มีองค์ประกอบอะไรซ่อนอยู่

ธุรกิจที่ประสบความสำเร็จจากกระแสไวรัล มักมีองค์ประกอบร่วมกันอยู่ 3 ประการ

1. การเล่าเรื่อง (Storytelling)

สินค้าที่โดดเด่นไม่ได้แข่งขันกันเพียงคุณภาพหรือรสชาติ แต่แข่งขันกันด้วยเรื่องราว ไม่ว่าจะเป็นที่มาของวัตถุดิบ วิธีการผลิต ความพิถีพิถันของผู้ก่อตั้ง หรือปรัชญาของแบรนด์ ล้วนช่วยสร้างคุณค่าทางอารมณ์ให้แก่ผู้บริโภค จนทำให้ลูกค้าไม่ได้ซื้อเพียงสินค้า แต่ซื้อประสบการณ์และความรู้สึกที่ได้รับจากแบรนด์

2. ความขาดแคลน (Scarcity)

การผลิตจำนวนจำกัด การจำกัดยอดขายต่อวัน หรือการมีคิวยาว ล้วนสร้างความรู้สึกว่าผลิตภัณฑ์นั้น “พิเศษ” และควรรีบครอบครอง หลักจิตวิทยานี้ทำให้ผู้บริโภครับรู้คุณค่าสูงขึ้น แม้ว่าต้นทุนการผลิตอาจไม่ได้แตกต่างจากคู่แข่งมากนัก

3. การตั้งราคาพรีเมียม (Premium Pricing)

ธุรกิจที่แข็งแรงไม่จำเป็นต้องแข่งขันด้วยราคาถูกเสมอไป หากลูกค้ายังคงเลือกซื้อแม้ราคาสูงกว่าคู่แข่ง แสดงว่าธุรกิจอาจมีความสามารถในการสร้างคุณค่าที่ผู้บริโภครับรู้ และพร้อมจ่ายเพื่อแลกกับคุณค่านั้น

องค์ประกอบทั้งสามประการนี้เป็นสิ่งที่นักลงทุนระดับโลกใช้พิจารณาธุรกิจมาอย่างยาวนาน เพราะสะท้อนศักยภาพในการสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันในระยะยาว

บทเรียนการลงทุนที่ซ่อนอยู่

1. Pricing Power จุดเริ่มต้นของธุรกิจที่แข็งแกร่ง

หนึ่งในคุณสมบัติที่นักลงทุนให้ความสำคัญ คือ Pricing Power หรือความสามารถในการตั้งราคาสินค้าหรือบริการสูงกว่าคู่แข่ง โดยที่ลูกค้ายังคงยินดีซื้ออย่างต่อเนื่อง

ความสามารถลักษณะนี้ถือเป็นองค์ประกอบสำคัญของ Economic Moat หรือคูเมืองทางธุรกิจ ซึ่งหมายถึงข้อได้เปรียบที่ช่วยปกป้องธุรกิจจากการแข่งขัน

นักลงทุนจึงควรถามตัวเองเสมอว่า ราคาที่สูงกว่าคู่แข่งเกิดจากคุณค่าที่แท้จริง หรือเป็นเพียงกระแสชั่วคราว หากราคาที่สูงขึ้นเกิดจากคุณภาพสินค้า เทคโนโลยี กระบวนการผลิตหรือแบรนด์ที่สร้างได้ยาก ย่อมสะท้อนความสามารถในการแข่งขันที่ยั่งยืนมากกว่า

ในทางตรงกันข้าม หากราคาสูงขึ้นเพียงเพราะความนิยมในช่วงเวลาหนึ่ง ความได้เปรียบดังกล่าวอาจหายไปเมื่อกระแสเปลี่ยน

ตัวชี้วัดหนึ่งที่สามารถใช้ประกอบการวิเคราะห์ คือ อัตรากำไรขั้นต้น (Gross Margin) หากบริษัทสามารถรักษาอัตรากำไรที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรมได้ต่อเนื่องหลายปี อาจสะท้อนถึง Pricing Power ที่แข็งแรง อย่างไรก็ตาม ควรวิเคราะห์ร่วมกับปัจจัยอื่นก่อนสรุปผล

2. แยก “กระแส” ออกจาก “พื้นฐาน”

ในยุคที่โซเชียลมีเดียสามารถสร้างกระแสได้ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง นักลงทุนจำเป็นต้องแยกให้ออกว่าอะไรคือความนิยมระยะสั้น และอะไรคือการเติบโตที่มีพื้นฐานรองรับ

สินค้าที่ได้รับความนิยมในช่วงแรกอาจสร้างยอดขายจำนวนมาก แต่ไม่ได้หมายความว่าธุรกิจจะสามารถรักษาระดับการเติบโตดังกล่าวไว้ได้ โดยสิ่งที่ควรพิจารณาเพิ่มเติม ได้แก่

• ลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำหรือไม่

• การขยายธุรกิจสามารถรักษาคุณภาพได้หรือไม่

• ห่วงโซ่อุปทานรองรับการเติบโตได้เพียงใด

• รายได้เติบโตจากฐานลูกค้าประจำ หรือเกิดจากกระแสชั่วคราว

สำหรับธุรกิจค้าปลีกหรือร้านอาหาร นักวิเคราะห์มักใช้ยอดขายสาขาเดิม (Same-Store Sales Growth: SSSG) เป็นตัวช่วยประเมินว่าการเติบโตเกิดจากลูกค้าประจำหรือเพียงการเปิดสาขาใหม่

อีกแนวทางหนึ่งคือ การติดตามผลประกอบการอย่างน้อย 2–3 ไตรมาส เพื่อดูว่าความนิยมสามารถแปลงเป็นรายได้และกำไรที่ยั่งยืนได้จริงหรือไม่

3. มูลค่าที่แท้จริงอาจมองไม่เห็นในงบการเงิน

สินทรัพย์ที่สำคัญของธุรกิจจำนวนมากไม่ใช่อาคาร โรงงาน หรือเครื่องจักร แต่เป็นสินทรัพย์ไม่มีตัวตน (Intangible Assets) ตัวอย่างเช่น

• ชื่อเสียงของแบรนด์

• ความไว้วางใจของลูกค้า

• เรื่องราวของแบรนด์

• ความสัมพันธ์กับผู้บริโภค

• ภาพลักษณ์ที่สร้างมาอย่างต่อเนื่อง

สินทรัพย์เหล่านี้ลอกเลียนแบบได้ยาก และมักเป็นเหตุผลที่ลูกค้าเลือกซื้อแบรนด์เดิม แม้จะมีสินค้าทดแทนที่ราคาถูกกว่า

นักลงทุนสามารถประเมินคุณค่าของสินทรัพย์ไม่มีตัวตนผ่านตัวชี้วัด เช่น

• อัตราการซื้อซ้ำของลูกค้า

• ความสามารถในการขยายผลิตภัณฑ์ใหม่ภายใต้แบรนด์เดิม

• ความสามารถในการรักษาระดับราคาแม้ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว

ธุรกิจที่มีสินทรัพย์ไม่มีตัวตนแข็งแกร่ง อาจได้รับการประเมินมูลค่าที่สูงกว่าคู่แข่ง เนื่องจากตลาดคาดหวังว่าธุรกิจดังกล่าวจะสามารถสร้างรายได้และรักษาฐานลูกค้าได้ในระยะยาว ทั้งนี้ การประเมินมูลค่าขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยและควรพิจารณาอย่างรอบด้าน

สรุป

กระแสความนิยมย่อมเกิดขึ้นและจางหายไปตามกาลเวลา แต่หลักการประเมินคุณค่าของธุรกิจยังคงเหมือนเดิม

นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จไม่ได้มองเพียงจำนวนคนที่ต่อคิวหรือความดังบนสื่อสังคมออนไลน์ หากแต่มองลึกลงไปถึงความสามารถในการสร้างกำไร การรักษาฐานลูกค้า และความได้เปรียบในการแข่งขันที่ธุรกิจสามารถรักษาไว้ได้ในระยะยาว กล่าวอีกนัยหนึ่ง สิ่งที่ควรลงทุนไม่ใช่ “กระแส” แต่คือ คุณภาพของธุรกิจที่อยู่เบื้องหลังกระแสนั้น

ติดตามบทความนี้ในรูปแบบคลิป VDO ได้ใน YouTube SET Zooom in

ttps://www.youtube.com/watch?v=6ZTFAMNJEBk&list=PLR8OjghkcqchvSTjzaFb0eLkOHIq8Mkfn&index=3

กด Subscribe กด กระดิ่งแจ้งเตือน www.youtube.com/@SETZooomin ซูมชัด ๆ มีโอสามตัว

แชร์
Ultra Smooth Investing: กลยุทธ์ลงทุนแบบเนียน ๆ กินยาว ๆ