
สหรัฐฯ ยกระดับการคว่ำบาตรรัสเซีย จากการเล่นงานรัสเซียโดยตรงไปสู่การลงโทษประเทศที่ยังเป็นตลาดหลักของพลังงานรัสเซีย หลังสภาคองเกรสผ่านร่างกฎหมาย “Lindsey Graham Sanctioning Russia and Iran Act of 2026” เปิดทางให้เรียกเก็บภาษีนำเข้าสูงสุด 100% และเตรียมส่งให้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ลงนาม
จีนและอินเดียถูกจับตาเป็นเป้าหมายแรก เพราะเป็นผู้ซื้อน้ำมันรัสเซียรายใหญ่ จุดสำคัญคือภาษีดังกล่าวสามารถครอบคลุมสินค้าทุกชนิดจากประเทศที่ถูกขึ้นบัญชี ไม่ได้จำกัดเฉพาะน้ำมันหรือก๊าซ จึงอาจกลายเป็นเครื่องมือต่อรองทางการค้ารอบใหม่ก่อนประธานาธิบดีสี จิ้นผิงเดินทางเยือนกรุงวอชิงตัน
สำหรับประเทศไทย ความเสี่ยงที่จะถูกเก็บภาษีเพิ่มเติมโดยตรงยังอยู่ในระดับต่ำ เนื่องจากข้อมูล 7 เดือนแรกของปี 2569 ไม่พบการนำเข้าน้ำมันดิบหรือก๊าซธรรมชาติจากรัสเซีย อย่างไรก็ตาม ไทยนำเข้าผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมจากรัสเซียเกือบ 1 หมื่นล้านบาทในช่วงเวลาเดียวกัน
แรงกระแทกทางอ้อมต่อไทยจึงอาจมาในรูปของราคาพลังงานที่ผันผวนขึ้นจากการที่บางชาติต้องหาแหล่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติใหม่นอกเหนือจากรัสเซีย การตรวจสอบเรือ ธนาคาร และระบบชำระเงินที่เข้มงวดขึ้น รวมถึงสินค้าจีนและอินเดียที่อาจเปลี่ยนทิศทางเข้าสู่ตลาดเอเชีย รวมถึงไทย มากขึ้นหากส่งออกไปสหรัฐฯ โดยตรงแล้วเจอภาษีในอัตราสูงจนไม่คุ้มค่า
ตัวบทกฎหมายฉบับที่ผ่านวุฒิสภา กำหนดให้รัฐบาลสหรัฐฯ พิจารณาประเทศเป้าหมายจาก 3 กลุ่ม ได้แก่
นิยามน้ำมันดิบอ้างอิงพิกัดศุลกากร HS 2709 ส่วนก๊าซธรรมชาติอยู่ใน HS 2711 หากร่างกฎหมายมีผลบังคับใช้ สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ หรือ USTR จะต้องจัดทำรายชื่อและทบทวนใหม่ทุก 180 วัน พร้อมเปิดเผยวิธีคำนวณและเหตุผลก่อนเริ่มเก็บภาษี
ทั้งนี้ อัตรา “สูงสุด 100%” ไม่ได้หมายความว่าทุกประเทศในรายชื่อจะถูกเรียกเก็บเต็มเพดานโดยอัตโนมัติ ประธานาธิบดีสามารถกำหนดอัตราต่ำกว่า 100% ปรับขึ้นหรือลงภายหลัง และยกเว้นมาตรการได้หากชี้แจงต่อสภาคองเกรสว่าเป็นประโยชน์ต่อความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐฯ
สำหรับก๊าซธรรมชาติ ยังมีข้อยกเว้นให้ประเทศที่รับซื้อไม่ถึง 15% ของก๊าซทั้งหมดที่รัสเซียส่งออก และมีหลักฐานว่ากำลังลดการพึ่งพารัสเซียอย่างจริงจัง ดังนั้น รายชื่อประเทศที่ถูกเก็บภาษีจริงอาจแคบกว่ารายชื่อประเทศที่ยังซื้อพลังงานรัสเซียอยู่มาก
จากการตรวจสอบ ฐานสถิติกรมศุลกากร โดยเลือกข้อมูลนำเข้าจากรัสเซียถึงเดือนกรกฎาคม 2569 พบว่า
สินค้า | พิกัด HS | มูลค่านำเข้า ม.ค.–ก.ค. 2569 | ความเกี่ยวข้องกับกฎหมาย |
น้ำมันดิบ | 2709 | 0 บาท | เป็นเกณฑ์โดยตรงของภาษี 100% |
ก๊าซปิโตรเลียมและก๊าซธรรมชาติ | 2711 | 0 บาท | เป็นเกณฑ์โดยตรงของภาษี 100% |
น้ำมันปิโตรเลียมและผลิตภัณฑ์อื่นที่ไม่ใช่น้ำมันดิบ | 2710 | 9.80 พันล้านบาท | ไม่ใช่เกณฑ์โดยตรง แต่มีความเสี่ยงด้านเรือ ประกันภัยและการเงิน |
ข้อมูลดังกล่าวทำให้ยังไม่มีสัญญาณว่าไทยจะเป็นหนึ่งในผู้ซื้อน้ำมันดิบหรือก๊าซรัสเซียรายใหญ่ 5 อันดับแรก
อย่างไรก็ตาม การประเมินขั้นสุดท้ายจะต้องรอหลักเกณฑ์และรายชื่ออย่างเป็นทางการจาก USTR เพราะกฎหมายใช้ข้อมูลย้อนหลัง 12 เดือน และยังครอบคลุมประเทศที่ถูกมองว่ามีบทบาทช่วยหลบเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตรด้วย
ความเสี่ยงโดยตรงจึงอยู่ในระดับต่ำ แต่ไม่ใช่ศูนย์ หากในอนาคตไทยเพิ่มการซื้อน้ำมันดิบหรือก๊าซรัสเซีย หรือมีธุรกรรมที่สหรัฐฯ เห็นว่าเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแหล่งกำเนิดสินค้า การถ่ายลำ หรือการใช้บริษัทตัวกลางเพื่อหลบเลี่ยงคว่ำบาตร สถานะของไทยอาจถูกทบทวนได้ทุก 180 วัน
แม้ HS 2710 ไม่ใช่ตัวแปรที่ใช้ตัดสินภาษี 100% โดยตรง แต่มูลค่านำเข้าจากรัสเซีย 9.80 พันล้านบาท คิดเป็นประมาณ 12.7% ของมูลค่านำเข้าสินค้ากลุ่มเดียวกันทั้งหมดของไทยในช่วง 7 เดือนแรกของปี
เฉพาะเดือนกรกฎาคม ไทยนำเข้าสินค้ากลุ่มนี้จากรัสเซีย 4.28 พันล้านบาท หรือประมาณ 37.5% ของมูลค่านำเข้ารวมในเดือนเดียวกัน สะท้อนว่าความเชื่อมโยงกับผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมรัสเซียเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วงล่าสุด
ร่างกฎหมายยังเปิดทางให้คว่ำบาตรเรือ เจ้าของเรือ ผู้ดำเนินการ บริษัทประกัน ท่าเรือ และผู้ให้บริการที่เกี่ยวข้องกับ “กองเรือเงา” หรือการขนส่งที่ใช้หลบเลี่ยงมาตรการต่อพลังงานรัสเซีย รวมถึงสถาบันการเงินต่างชาติที่ทำธุรกรรมสำคัญกับธนาคารรัสเซียซึ่งถูกคว่ำบาตร
ความเสี่ยงอันดับแรกของบริษัทไทยจึงอาจไม่ใช่ภาษีส่งออก แต่เป็นการชำระเงินไม่ได้ ธนาคารตัวแทนระงับธุรกรรม บริษัทประกันไม่รับรองเรือ หรือเรือถูกปฏิเสธการให้บริการ
บริษัทน้ำมัน โรงกลั่น ผู้ค้าพลังงาน ธนาคาร บริษัทเดินเรือ และผู้ประกอบการท่าเรือของไทยจำเป็นต้องตรวจสอบเจ้าของผลประโยชน์ที่แท้จริงของคู่ค้า ประวัติเรือ บริษัทประกัน แหล่งที่มาของสินค้า และธนาคารที่ใช้รับชำระเงินละเอียดขึ้น
หากจีนและอินเดียลดการซื้อน้ำมันหรือก๊าซรัสเซีย ทั้งสองประเทศจะต้องหาแหล่งทดแทนจากตะวันออกกลาง สหรัฐฯ แอฟริกา หรือผู้ขาย LNG รายอื่น การแข่งขันแย่งซื้ออาจดันค่าพรีเมียมและค่าขนส่งในตลาดเอเชียสูงขึ้น ขณะเดียวกัน รัสเซียอาจลดราคาและเปลี่ยนเส้นทางสินค้าไปยังตลาดใหม่ จึงยังไม่สามารถสรุปได้ว่าราคาพลังงานจะเพิ่มขึ้นทางเดียว
สิ่งที่มีแนวโน้มชัดกว่าคือความผันผวนและต้นทุนความเสี่ยงด้านการขนส่ง ประกันภัย และการเงินจะสูงขึ้น โดยเฉพาะสินค้าที่มีห่วงโซ่การซื้อขายหลายทอด
ไทยมีความอ่อนไหวต่อสถานการณ์ดังกล่าว เพราะ LNG มีสัดส่วนประมาณ 30% ของเชื้อเพลิงที่ใช้ผลิตไฟฟ้า มากกว่าหนึ่งในสี่ของก๊าซสำหรับภาคไฟฟ้าต้องนำเข้า และประมาณครึ่งหนึ่งของ LNG ที่ไทยนำเข้าอิงตลาดจร
ตามการประเมินของ ปตท.สผ. หากราคา LNG เพิ่มขึ้นทุก 3 ดอลลาร์สหรัฐต่อล้านบีทียู ค่าไฟไทยอาจเพิ่มขึ้นประมาณ 5%
ดังนั้น แรงกระแทกด้านต้นทุนไฟฟ้า ขนส่ง และการผลิตอาจเกิดขึ้นก่อนที่ไทยจะเผชิญมาตรการทางภาษีโดยตรง
หากสหรัฐฯ เก็บภาษีสูงกับสินค้าจีนหรืออินเดีย ผู้ผลิตของสองประเทศอาจสูญเสียความสามารถในการแข่งขันในตลาดสหรัฐฯ ผลที่ตามมามีได้หลายทิศทาง ได้แก่ ความต้องการวัตถุดิบและชิ้นส่วนจากไทยลดลง สินค้าจีนและอินเดียเปลี่ยนมาระบายในอาเซียนมากขึ้น และบริษัทต่างชาติย้ายกำลังการผลิตบางส่วนมายังไทยเพื่อกระจายความเสี่ยง
ทั้งนี้ โอกาสด้านการลงทุนจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเป็นการผลิตจริง มีการจ้างงานและสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศ การนำสินค้าจากประเทศเป้าหมายมาเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์หรือส่งผ่านไทยเสี่ยงถูกตีความว่าเป็นการสวมสิทธิ์ถิ่นกำเนิดสินค้า
ในช่วงที่ผ่านมา สหรัฐฯ เคยกดดันให้ไทยเพิ่มความเข้มงวดในการออกหนังสือรับรองถิ่นกำเนิด โดยเฉพาะสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และพลังงานแสงอาทิตย์ที่ใช้วัตถุดิบจากจีนสูง
ความเสี่ยงนี้มีนัยสำคัญ เพราะตลาดสหรัฐฯ มีขนาดใหญ่สำหรับไทย โดยสหรัฐฯ นำเข้าสินค้าจากไทยมูลค่า 8.09 หมื่นล้านดอลลาร์ในช่วงเดือนมกราคม-กรกฎาคม 2569
นอกจากนี้ ปัจจุบันสินค้าส่วนใหญ่จากไทยยังถูกสหรัฐฯ เรียกเก็บภาษีเพิ่มเติม 12.5% ภายใต้มาตรา 301 โดยมีข้อยกเว้นบางรายการ ดังนั้น หากไทยถูกจัดเป็นประเทศเป้าหมายตามกฎหมายฉบับใหม่ ภาษีสูงสุด 100% จะถูกเรียกเก็บเพิ่มเติมจากภาษีที่มีอยู่เดิม ทำให้อัตรารวมของสินค้าบางรายการสูงเกิน 100% ได้
จากข้อมูลปัจจุบัน โอกาสที่ไทยจะถูกจัดเป็นผู้ซื้อน้ำมันดิบหรือก๊าซรัสเซียรายใหญ่และถูกเก็บภาษี 100% ยังต่ำมาก ผลกระทบที่มีโอกาสเกิดขึ้นก่อนคือความผันผวนของราคาพลังงาน การสะดุดของธุรกรรมน้ำมันสำเร็จรูป การตรวจสอบเรือและเส้นทางการเงินที่เข้มงวดขึ้น รวมถึงการแข่งขันจากสินค้าจีนและอินเดียที่เปลี่ยนทิศทางออกจากตลาดสหรัฐฯ
ภาครัฐและภาคธุรกิจควรจับตา 4 เรื่อง ได้แก่ การลงนามของประธานาธิบดีทรัมป์ รายชื่อประเทศชุดแรกจาก USTR หลักเกณฑ์นิยามประเทศที่ช่วยหลบเลี่ยงคว่ำบาตร และบัญชีเรือหรือธนาคารรัสเซียที่ถูกเพิ่มเข้าสู่มาตรการ
ดังนั้น ไทยจึงมีแนวโน้มได้รับผลกระทบทางอ้อมมากกว่าถูกลงโทษทางภาษีโดยตรงในระยะแรก โดยกลุ่มที่ต้องเตรียมรับความเสี่ยงมากที่สุดคือผู้นำเข้าผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม โรงกลั่น ผู้ค้าพลังงาน ธนาคาร บริษัทเดินเรือ ผู้ส่งออกที่พึ่งพาตลาดจีน-อินเดีย และผู้ผลิตที่ใช้วัตถุดิบจากประเทศเหล่านี้ในสัดส่วนสูง