
ราคาน้ำมันขายปลีกของไทยกลับเข้าสู่ขาขึ้นรอบใหม่ หลังการปรับราคาล่าสุดมีผลวันที่ 9 กันยายน 2569 โดยเมื่อเทียบกับจุดต่ำสุดวันที่ 8 กรกฎาคม ราคากลุ่มแก๊สโซฮอล์ของบางจากเพิ่มขึ้นแล้ว 4.15 บาทต่อลิตร ขณะที่ดีเซลทั่วไปและดีเซล B20 เพิ่มขึ้น 4.90 บาทต่อลิตร ภายในเวลาประมาณสองเดือน
การปรับขึ้นดังกล่าวทำให้แก๊สโซฮอล์ 95 ขยับจาก 34.94 บาท เป็น 39.09 บาทต่อลิตร ส่วนไฮดีเซล S เพิ่มจาก 34.94 บาท เป็น 39.84 บาทต่อลิตร เท่ากับว่าการลดราคาครั้งใหญ่เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม ซึ่งทำให้กลุ่มเบนซินและแก๊สโซฮอล์ลดลง 2.51 บาท และกลุ่มดีเซลลดลง 2.56 บาทต่อลิตร ถูกลบล้างไปทั้งหมดแล้ว
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขราคาน้ำมันที่ขึ้นมา ต้องอ่านควบคู่กับนโยบายพลังงานของไทย เพราะราคาต่ำสุดวันที่ 8 กรกฎาคมเกิดจากการปรับอัตรากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อลดภาระประชาชน ไม่ได้เกิดจากต้นทุนตลาดโลกเพียงอย่างเดียว
หากเทียบกับราคาวันที่ 3 กรกฎาคมก่อนมาตรการดังกล่าว แก๊สโซฮอล์กลุ่มหลักจะแพงขึ้นสุทธิ 1.64 บาท ส่วนดีเซลแพงขึ้น 2.34 บาทต่อลิตร
ข้อมูลราคาน้ำมันย้อนหลังของบางจาก ซึ่งเป็นราคาขายปลีกในกรุงเทพฯ และยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องถิ่น แสดงว่า ระหว่างวันที่ 8 กรกฎาคมถึง 9 กันยายน กลุ่มแก๊สโซฮอล์ปรับขึ้นหกครั้งและลดลงหนึ่งครั้ง ส่วนดีเซลทั่วไปและ B20 ปรับขึ้นหกครั้งโดยไม่มีการลดราคา
ชนิดน้ำมัน | 8 ก.ค. 2569 | 9 ก.ย. 2569 | เพิ่มขึ้น |
แก๊สโซฮอล์ 95 | 34.94 | 39.09 | 4.15 บาท |
แก๊สโซฮอล์ 91 | 34.57 | 38.72 | 4.15 บาท |
แก๊สโซฮอล์ E20 | 29.94 | 34.09 | 4.15 บาท |
แก๊สโซฮอล์ E85 | 25.88 | 30.03 | 4.15 บาท |
ไฮดีเซล S | 34.94 | 39.84 | 4.90 บาท |
ดีเซล B20 | 29.94 | 34.84 | 4.90 บาท |
สำหรับรถที่เติมน้ำมันครั้งละ 50 ลิตร ต้นทุนการเติมแก๊สโซฮอล์จึงเพิ่มขึ้นประมาณ 207.50 บาทต่อครั้งจากฐานวันที่ 8 กรกฎาคม ส่วนรถดีเซลต้องจ่ายเพิ่มประมาณ 245 บาทต่อครั้ง
เส้นทางราคาช่วงนี้เริ่มจากการขึ้นพร้อมกัน 0.85 บาทในวันที่ 22 กรกฎาคม และอีก 0.90 บาทในวันถัดมา ต้นเดือนสิงหาคมแก๊สโซฮอล์ลดลงชั่วคราว 0.70 บาท แต่ดีเซลไม่ลดตาม ก่อนที่ราคาจะกลับมาขึ้นอีกสองรอบในวันที่ 12 และ 19 สิงหาคม และปรับขึ้นต่อในวันที่ 2 และ 9 กันยายน
วันที่ 7 กรกฎาคม คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง หรือ กบน. ปรับอัตราเงินกองทุนเพื่อให้ราคาขายปลีกลดลงในเช้าวันถัดมา โดยกองทุนเริ่มจ่ายชดเชย E20 จำนวน 3.71 บาท ดีเซลทั่วไป 2.90 บาท และ B20 จำนวน 8.46 บาทต่อลิตร
แต่ตลาดโลกกลับทิศแทบพร้อมกัน ราคาน้ำมันดิบเบรนท์เพิ่มขึ้น 3% ในวันที่ 7 กรกฎาคม หลังอิหร่านโจมตีเรือพาณิชย์ในช่องแคบฮอร์มุซ สหรัฐฯ ยกเลิกการผ่อนปรนมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันอิหร่านและเปิดการโจมตีรอบใหม่ วันถัดมาเบรนท์เพิ่มขึ้นอีก 5.2% ปิดที่ 78.02 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
กลางเดือนกรกฎาคม การส่งออกน้ำมันจากอ่าวเปอร์เซียซึ่งเคยฟื้นกลับมามากกว่า 80% ของระดับก่อนสงคราม ลดลงเหลือต่ำกว่า 50% หลังการสู้รบกลับมารุนแรงและเส้นทางฮอร์มุซกลับมาติดขัดอีกครั้ง
แรงกดดันถึงจุดสูงในวันที่ 22-23 กรกฎาคม เมื่อสหรัฐฯ โจมตีอิหร่านต่อเนื่อง ขณะที่กลุ่มฮูตีขู่โจมตีการเดินเรือในทะเลแดงและระบุว่าได้โจมตีเรือบรรทุกน้ำมันซาอุดีอาระเบียสองลำ ราคาน้ำมันเบรนท์จึงเพิ่มจาก 94.07 ดอลลาร์ ทะลุ 100 ดอลลาร์ ปิดวันที่ 23 กรกฎาคมที่ 100.69 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ต้นเดือนสิงหาคม ราคาน้ำมันโลกพักตัวจากความหวังว่าสหรัฐฯ อิหร่าน และโอมานอาจบรรลุข้อตกลงเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ราคาน้ำมันเบรนท์ลดลง 5.3% สู่ 79.36 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเมื่อวันที่ 4 สิงหาคม ช่วงเวลาเดียวกับที่แก๊สโซฮอล์ไทยลดลง 0.70 บาทในวันที่ 6 สิงหาคม แม้ดีเซลจะยังไม่ลดตาม
แต่การพักตัวอยู่ได้ไม่นาน เพราะเงื่อนไขการเจรจาของสหรัฐฯ และอิหร่านยังขัดแย้งกัน ขณะที่อิหร่านพิจารณาห้ามเรือของสหรัฐฯ และอิสราเอลผ่านช่องแคบฮอร์มุซ วันที่ 11 สิงหาคม มีเรือผ่านเส้นทางดังกล่าวเพียงหกลำ เทียบกับค่าเฉลี่ยก่อนสงครามประมาณ 125-140 ลำต่อวัน ส่งผลให้เบรนท์กลับขึ้นมาอยู่ที่ 88.91 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
อีกปัจจัยที่กดดันดีเซลมากกว่าน้ำมันดิบคือปัญหาในระดับโรงกลั่น สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ หรือ IEA ระบุว่า กำลังกลั่นในตะวันออกกลางเกือบ 3 ล้านบาร์เรลต่อวันหยุดดำเนินงานจากการโจมตีและข้อจำกัดในการส่งออก ขณะที่การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลังงานของรัสเซียทำให้การผลิตและส่งออกน้ำมันสำเร็จรูปลดลง นอกจากนี้ สต็อกน้ำมันโลกยังลดลงอย่างรวดเร็วในช่วงเดือนก่อนหน้า
ภาวะดังกล่าวทำให้ราคาน้ำมันสำเร็จรูป โดยเฉพาะดีเซล แพงกว่าน้ำมันดิบอย่างมาก และช่วยอธิบายว่าเหตุใดดีเซลไทยจึงไม่ลดลงตามน้ำมันดิบในช่วงต้นเดือนสิงหาคม ก่อนกลับมาปรับขึ้นพร้อมแก๊สโซฮอล์ในวันที่ 12 และ 19 สิงหาคม
แรงกดดันรอบล่าสุดชัดเจนขึ้นในต้นเดือนกันยายน เมื่อสหรัฐฯ และอิหร่านกลับมาแลกการโจมตีโดยตรง วันที่ 1 กันยายน เบรนท์เพิ่มขึ้น 4.6% ปิดที่ 94.65 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังสหรัฐฯ โจมตีเป้าหมายของอิหร่านและมีรายงานเรือบรรทุกน้ำมันถูกโจมตีขณะออกจากช่องแคบฮอร์มุซ
ตลอดสัปดาห์แรกของเดือน เบรนท์เพิ่มขึ้น 7.6% ปิดวันที่ 4 กันยายนที่ 96.28 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่การเดินเรือผ่านฮอร์มุซยังต่ำกว่าปกติ และการโจมตีโรงกลั่นรัสเซียซ้ำเติมภาวะขาดแคลนดีเซลในตลาดโลก
วันที่ 8 กันยายน ความเสี่ยงขยายจากเส้นทางเดินเรือไปสู่โครงสร้างพื้นฐานโดยตรง เมื่อกลุ่มฮูตีโจมตีด้วยโดรนและขีปนาวุธใส่ 4 เมืองทางใต้ของซาอุดีอาระเบีย รวมถึงฐานทัพอากาศที่คามิสมูซัยต์ และแหล่งพลังงานที่อับฮา นัจราน และญาซาน มีผู้บาดเจ็บอย่างน้อย 73 ราย
ในวันเดียวกันสหรัฐฯ ระบุว่ากองบัญชาการกลาง (CENTCOM) ได้ทำลายเรือบรรทุกน้ำมันดิบของอิหร่านห้าลำ เพื่อตอบโต้ที่อิหร่านยิงขีปนาวุธใส่เรือรบสหรัฐฯ สองครั้งในช่วงก่อนหน้า ต่อมาวันที่ 9 กันยายน อิหร่านตอบโต้ด้วยการยิงขีปนาวุธถล่มฐานทัพสหรัฐฯ แห่งหนึ่งในจอร์แดน
เช้าวันที่ 9 กันยายน เบรนท์จึงเพิ่มขึ้นเป็นวันที่สี่ติดต่อกัน แตะ 99.33 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้นประมาณ 25% จากต้นเดือนสิงหาคม ขณะที่กระทรวงพลังงานประเมินว่า ความไม่แน่นอนอาจทำให้ราคาน้ำมันทรงตัวในระดับสูงต่อเนื่องถึงต้นปีหน้า
แม้ผู้ใช้รถต้องจ่ายเพิ่มขึ้นแล้ว 4-5 บาทต่อลิตร แต่ราคาหน้าปั๊มยังไม่ได้รับแรงกระแทกจากตลาดโลกทั้งหมด เพราะกองทุนน้ำมันยังจ่ายชดเชยหลายผลิตภัณฑ์ โดยอัตราที่มีผลวันที่ 9 กันยายนอยู่ที่ 2.37 บาทต่อลิตรสำหรับแก๊สโซฮอล์ 95 และ 91, 5.77 บาทสำหรับ E20, 5.80 บาทสำหรับดีเซลทั่วไป และ 10.06 บาทสำหรับ B20 ตาม
อย่างไรก็ตาม พื้นที่ในการตรึงราคากำลังแคบลง กระทรวงพลังงานระบุว่า ณ วันที่ 6 กันยายน กองทุนน้ำมันมีฐานะติดลบประมาณ 83,291 ล้านบาท ขณะที่ภาระชดเชยอยู่ที่ประมาณวันละ 500 ล้านบาท การขึ้นราคาวันที่ 9 กันยายนจึงเป็นการปล่อยให้ราคาขายปลีกสะท้อนต้นทุนเพิ่มขึ้นบางส่วน แม้กองทุนจะยังรับภาระในอัตราสูง
กล่าวโดยสรุป น้ำมันไทยขึ้นมาแล้วประมาณ 4.15 บาทต่อลิตรในกลุ่มแก๊สโซฮอล์ และ 4.90 บาทในกลุ่มดีเซล หากนับจากราคาต่ำสุดหลังมาตรการวันที่ 8 กรกฎาคม แต่หากตัดผลของมาตรการลดราคาออกและเทียบกับวันที่ 3 กรกฎาคม การเพิ่มขึ้นสุทธิจะอยู่ที่ 1.64 บาทและ 2.34 บาทตามลำดับ
ความแตกต่างระหว่างตัวเลขทั้งสองชุดสะท้อนว่า ราคาน้ำมันหน้าปั๊มรอบนี้เป็นผลรวมของสามปัจจัย ได้แก่ วิกฤตอุปทานและการเดินเรือผ่านฮอร์มุซ การหยุดชะงักของโรงกลั่นและตลาดน้ำมันสำเร็จรูป ตลอดจนความสามารถของกองทุนน้ำมันในการรับภาระแทนผู้บริโภค ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดว่าราคาน้ำมันไทยในระยะต่อไปจะขึ้นเร็วหรือช้ากว่าตลาดโลก