
“ไทยช่วยไทยพลัส” ลุ้นต่อเฟส 2 เติมกำลังซื้อปลายปี หุ้นค้าปลีก-อาหาร-ไฟแนนซ์รับแรงหนุน
รัฐบาลเปิดทางเดินหน้าโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” เฟส 2 หลังโครงการระยะแรกกำลังสิ้นสุดในวันที่ 30 กันยายน 2569 โดยนายกรัฐมนตรีมอบหมายให้กระทรวงการคลังประเมินความเหมาะสมของการขยายโครงการออกไปอีก 1-2 เดือน เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพจากราคาพลังงานที่อยู่ในระดับสูง และช่วยประคองกำลังซื้อในช่วงไตรมาส 4 ซึ่งเป็นฤดูกาลจับจ่ายสำคัญของปี
อย่างไรก็ตาม โครงการเฟส 2 ยังไม่ได้รับอนุมัติอย่างเป็นทางการ โดยกระทรวงการคลังเตรียมเสนอเรื่องต่อที่ประชุมคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ภายในสัปดาห์นี้ เพื่อพิจารณาวงเงิน รูปแบบร่วมจ่าย กลุ่มเป้าหมาย และระยะเวลาดำเนินโครงการ เบื้องต้นยังมีวงเงินในส่วนเยียวยาและบรรเทาภาระค่าครองชีพเหลืออยู่ประมาณ 4.5 หมื่นล้านบาท
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเป็นปัจจัยบวกต่อหุ้นที่พึ่งพาการบริโภคในประเทศ หรือ Domestic Play โดยบริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย ประเมินว่า กลุ่มค้าปลีก อาหาร เครื่องดื่ม และสินเชื่อรายย่อยมีโอกาสได้รับแรงหนุนจากกำลังซื้อและการใช้จ่ายในระบบเศรษฐกิจฐานรากที่ต่อเนื่องเข้าสู่ไตรมาส 4 อย่างไรก็ตาม ผลบวกต่อแต่ละบริษัทจะขึ้นอยู่กับรายละเอียดของมาตรการและระยะเวลาที่รัฐบาลอนุมัติ
นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ตามข้อสั่งการของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่มอบหมายให้กระทรวงการคลังพิจารณาต่ออายุโครงการไทยช่วยไทยพลัส กระทรวงการคลังจะต้องนำโครงการเสนอให้คณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้พิจารณา ภายใต้พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินวงเงิน 4 แสนล้านบาท
คณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้มีกำหนดประชุมภายในสัปดาห์นี้ และคาดว่าจะพิจารณาข้อเสนอต่ออายุโครงการด้วย เนื่องจากโครงการระยะแรกจะหมดอายุวันที่ 30 กันยายน หากรัฐบาลต้องการให้มาตรการดำเนินต่อเนื่อง กระทรวงการคลังจะต้องเร่งจัดทำรายละเอียดและเสนอให้ ครม. อนุมัติภายในเดือนเดียวกัน
ขณะนี้ นายกรัฐมนตรีได้เปิดทางในหลักการให้ดำเนินมาตรการต่อได้ หากกระทรวงการคลังประเมินแล้วเห็นว่ายังมีความจำเป็นและเหมาะสม แต่ยังไม่ถือเป็นการอนุมัติโครงการเฟส 2 อย่างเป็นทางการ ระยะเวลา รูปแบบร่วมจ่าย วงเงินต่อคน และกลุ่มผู้ได้รับสิทธิจึงอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามข้อเสนอของกระทรวงการคลัง
แหล่งเงินหลักของเฟส 2 จะมาจากวงเงินกู้ในส่วนเยียวยาและบรรเทาภาระค่าครองชีพประชาชน ซึ่งยังเหลืออยู่ประมาณ 4.5 หมื่นล้านบาท หากดำเนินโครงการภายใต้หลักการและเงื่อนไขใกล้เคียงกับระยะแรก วงเงินดังกล่าวจะรองรับการใช้จ่ายได้ประมาณ 1 เดือน
รัฐบาลเคยพิจารณาขยายโครงการออกไปอีก 1–2 เดือน แต่ระยะเวลาจริงจะขึ้นอยู่กับวงเงินที่มีอยู่และรายละเอียดใหม่ของโครงการ หากต้องการให้มาตรการดำเนินนานกว่า 1 เดือน กระทรวงการคลังอาจต้องปรับวงเงินต่อคน เปลี่ยนสัดส่วนร่วมจ่าย จำกัดกลุ่มเป้าหมาย หรือหาแหล่งเงินเพิ่มเติม
อีกทางเลือกหนึ่งคือการโยกวงเงินบางส่วนจากกรอบเงินกู้ประมาณ 2 แสนล้านบาทที่จัดไว้สำหรับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน มาใช้ในส่วนเยียวยาประชาชนเพิ่มเติม โดยนายลวรณระบุว่ากฎหมายเปิดช่องให้ดำเนินการได้ หากวงเงิน 4.5 หมื่นล้านบาทไม่เพียงพอ
อย่างไรก็ตาม การโยกวงเงินดังกล่าวยังเป็นเพียงทางเลือกที่สามารถพิจารณาได้ ไม่ใช่ข้อสรุปว่าจะมีการดึงเงินจากโครงการเปลี่ยนผ่านพลังงานมาใช้ทันที ทั้งหมดต้องผ่านกระบวนการพิจารณาความเหมาะสมของคณะกรรมการกลั่นกรองและการอนุมัติจาก ครม.
เหตุผลสำคัญที่กระทรวงการคลังเห็นว่าไทยช่วยไทยพลัสยังมีความจำเป็น คือสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อกว่าที่รัฐบาลเคยประเมิน และส่งผลให้ราคาน้ำมันกลับขึ้นเหนือระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นส่งผลต่อครัวเรือนผ่านค่าเชื้อเพลิง ค่าเดินทาง ค่าขนส่งสินค้า และราคาสินค้าอุปโภคบริโภคบางประเภท ทำให้กำลังซื้อที่มีอยู่ถูกเบียดเบียนมากขึ้น โดยเฉพาะประชาชนรายได้น้อยและผู้ประกอบการรายย่อยที่มีพื้นที่จำกัดในการรับภาระต้นทุนเพิ่ม
ก่อนหน้านี้ กระทรวงการคลังเคยประเมินว่า หากสถานการณ์คลี่คลาย มาตรการช่วยเหลือควรยุติลงภายในระยะเวลาประมาณ 10 เดือน แต่เมื่อความขัดแย้งยังไม่สงบและราคาพลังงานปรับตัวสูงกว่าที่คาด รัฐบาลจึงต้องทบทวนช่วงเวลาสิ้นสุดมาตรการอีกครั้ง
ในแง่นโยบาย ไทยช่วยไทยพลัสมีบทบาทเป็นมาตรการลดผลกระทบระยะสั้น มากกว่าการแก้ปัญหาราคาพลังงานโดยตรง เงินอุดหนุนจากภาครัฐจะช่วยให้ประชาชนรักษาระดับการใช้จ่ายในชีวิตประจำวันได้บางส่วน และลดความเสี่ยงที่การบริโภคภายในประเทศจะชะลอตัวแรงในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี
ไทยช่วยไทยพลัสระยะแรกใช้รูปแบบร่วมจ่าย 60/40 เพื่อบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน พร้อมเพิ่มรายได้ให้ร้านค้ารายย่อย ร้านค้าชุมชน และธุรกิจท้องถิ่น การใช้สิทธิผ่านร้านค้าเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน ส่วนช่องทาง Food Delivery เริ่มวันที่ 15 มิถุนายน และจะสิ้นสุดพร้อมกันวันที่ 30 กันยายน 2569
ข้อมูลทางการ ณ วันที่ 9 สิงหาคม 2569 ระบุว่า โครงการสร้างยอดใช้จ่ายรวม 106,630.53 ล้านบาท มีผู้ได้รับสิทธิ 26,040,623 ราย และร้านค้าเข้าร่วม 1,099,641 แห่ง สะท้อนว่าเงินจากมาตรการกระจายเข้าสู่ร้านค้าและเศรษฐกิจฐานรากในวงกว้าง
หากเฟส 2 ได้รับอนุมัติ ผลสำคัญจึงไม่ใช่เพียงการเติมเงินเข้าสู่ระบบ แต่ยังเป็นการป้องกันไม่ให้แรงกระตุ้นด้านการบริโภคหยุดลงทันทีหลังสิ้นเดือนกันยายน โดยเฉพาะในช่วงที่ต้นทุนพลังงานยังสร้างแรงกดดันต่อรายได้ที่แท้จริงของครัวเรือน
ในมุมตลาดทุน หุ้นกลุ่มค้าปลีกมีโอกาสได้รับความสนใจเป็นกลุ่มแรก เพราะมาตรการเชื่อมโยงโดยตรงกับการจับจ่ายสินค้าในชีวิตประจำวัน ร้านค้าขนาดเล็กที่เข้าร่วมโครงการจะได้รับประโยชน์โดยตรง ส่วนบริษัทค้าปลีกขนาดใหญ่และผู้ผลิตสินค้ามีโอกาสรับประโยชน์ทางอ้อมจากคำสั่งซื้อ การกระจายสินค้า และกำลังซื้อโดยรวมที่ดีขึ้น
กลุ่มอาหารและเครื่องดื่มอาจได้รับแรงหนุนจากลักษณะสินค้าที่มีความถี่ในการซื้อสูงและมูลค่าต่อรายการไม่มาก โดยเฉพาะสินค้าที่จำหน่ายผ่านร้านค้าชุมชน ร้านอาหารขนาดเล็ก และแพลตฟอร์ม Food Delivery หากเฟส 2 ยังคงเปิดให้ใช้จ่ายผ่านช่องทางเหล่านี้
กลุ่มสินเชื่อรายย่อยอาจได้ประโยชน์ผ่านสภาพคล่องของครัวเรือนที่ดีขึ้น เมื่อภาครัฐช่วยรับภาระค่าใช้จ่ายบางส่วน ประชาชนจะมีเงินเหลือสำหรับค่าใช้จ่ายอื่นหรือชำระหนี้มากขึ้น ซึ่งอาจช่วยลดแรงกดดันต่อคุณภาพสินทรัพย์ได้ในระดับหนึ่ง แต่ผลลัพธ์ยังขึ้นอยู่กับภาระหนี้ รายได้ และต้นทุนดอกเบี้ยของลูกหนี้แต่ละกลุ่ม
หลักทรัพย์กสิกรไทยจึงมองการต่ออายุโครงการเป็นบวกต่อหุ้น Domestic Play โดยเฉพาะค้าปลีก อาหาร เครื่องดื่ม และสินเชื่อรายย่อย เพราะมาตรการมีโอกาสประคองการใช้จ่ายภายในประเทศต่อเนื่องเข้าสู่ช่วงปลายปี
แม้ความคืบหน้าของเฟส 2 จะสร้างบรรยากาศเชิงบวกต่อหุ้นที่เชื่อมโยงกับการบริโภค แต่ยังเร็วเกินไปที่จะประเมินผลต่อรายได้และกำไรอย่างชัดเจน เนื่องจากรัฐบาลยังไม่ได้เปิดเผยวงเงินที่อนุมัติจริง ระยะเวลา รูปแบบร่วมจ่าย และจำนวนผู้ได้รับสิทธิ
หากรัฐบาลใช้งบ 4.5 หมื่นล้านบาทและขยายโครงการเพียง 1 เดือน ผลกระตุ้นจะกระจุกตัวในช่วงต้นไตรมาส 4 แต่หากมีการโยกวงเงินจากส่วนเปลี่ยนผ่านพลังงานมาเพิ่มเติมและต่ออายุได้นานถึง 2 เดือน แรงหนุนต่อการบริโภคอาจต่อเนื่องเข้าสู่ช่วงจับจ่ายปลายปีมากขึ้น
ในทางกลับกัน ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นอาจลดทอนประโยชน์จากมาตรการ เพราะบริษัทค้าปลีก อาหาร และเครื่องดื่มยังต้องเผชิญต้นทุนขนส่ง วัตถุดิบ และพลังงานที่เพิ่มขึ้น หุ้นบางกลุ่มจึงอาจได้แรงหนุนด้านยอดขาย แต่กำไรอาจไม่ได้เพิ่มขึ้นในสัดส่วนเดียวกัน หากไม่สามารถบริหารต้นทุนหรือปรับราคาสินค้าได้เพียงพอ
ปัจจัยชี้ขาดต่อทิศทางหุ้น Domestic Play จึงอยู่ที่ข้อสรุปจากคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้และมติ ครม. ภายในเดือนกันยายน โดยตลาดต้องจับตาว่าเฟส 2 จะมีขนาดใหญ่เพียงใด ใช้เงื่อนไขเดิมหรือไม่ และสามารถเริ่มต่อจากเฟสแรกได้ทันทีโดยไม่เกิดช่วงว่างของมาตรการหรือไม่