
การแข่งขันพัฒนา AI ระหว่างสหรัฐฯ กับจีนไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการช่วงชิงความเป็นผู้นำทางธุรกิจอีกต่อไป แต่กำลังขยายตัวเป็นการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์อย่างเต็มรูปแบบ
เหตุผลคือ ความได้เปรียบด้าน AI ไม่ได้สะท้อนเฉพาะรายได้หรือมูลค่าของบริษัทเทคโนโลยีเท่านั้น แต่ยังเชื่อมโยงกับผลิตภาพทางเศรษฐกิจ อำนาจทางทหาร ความมั่นคงทางไซเบอร์ การควบคุมข้อมูล และอิทธิพลในการกำหนดมาตรฐานเทคโนโลยีของโลก
ความตึงเครียดล่าสุดเห็นได้จากบทความของดาริโอ อโมเดอี ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Anthropic ชื่อ 'We Must Pace the Frontier' ซึ่งเผยแพร่เมื่อวันเสาร์ที่ 12 กันยายน 2569 เรียกร้องให้บริษัทชั้นนำ AI ชะลอการเพิ่มขีดความสามารถของโมเดล ผ่านกรอบ 3 ขั้นตอน เพื่อให้มนุษย์มีเวลามากขึ้นในการเตรียมรับมือกับความเสี่ยงด้านความปลอดภัย
อโมเดอียังเสนอให้สหรัฐฯ ควบคุมการส่งออกชิปไปยังจีนอย่างเข้มงวดขึ้น พร้อมปราบปรามการนำผลลัพธ์จากโมเดล AI ของชาติตะวันตกไปใช้ฝึกโมเดลของบริษัทจีน กระบวนการนี้เรียกว่า “model distillation”
ข้อเสนอดังกล่าวเรียกเสียงตอบโต้จาก Global Times สื่อที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลจีน โดยระบุว่าแนวคิดของอโมเดอีเปรียบเสมือนกลยุทธ์ใน “คู่มือทำสงครามเย็น” ซึ่งนำประเด็นความปลอดภัยมาใช้เป็นเหตุผลในการสร้างกำแพงกีดกันทางเทคโนโลยี
Global Times ยังมองว่า มาตรการเหล่านี้มีเป้าหมายเพื่อรักษาอำนาจผูกขาดของสหรัฐฯ และกีดกันจีนออกจากระบบกำกับดูแล AI ระดับโลก ความขัดแย้งครั้งนี้จึงนำไปสู่คำถามสำคัญว่า การแข่งขันด้าน AI ระหว่างสองมหาอำนาจกำลังพัฒนาไปสู่สงครามเย็นครั้งใหม่แล้วหรือไม่
ณ ขณะนี้ การแข่งขันด้าน AI ระหว่างสหรัฐฯ กับจีนมีลักษณะคล้ายสงครามเย็นมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ยังไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นการกลับมาของสงครามเย็นในรูปแบบเดิมอย่างสมบูรณ์
จุดที่เห็นได้ชัดคือ ทั้งสองประเทศไม่ได้มองเทคโนโลยีเป็นเพียงสินค้าทางการค้า แต่ถือเป็นรากฐานสำคัญของอำนาจรัฐ
รัฐบาลสหรัฐฯ สะท้อนแนวคิดนี้ผ่านการตั้งชื่อยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรม AI ของประเทศว่า “Winning the AI Race” พร้อมระบุว่า ความเป็นผู้นำด้าน AI เชื่อมโยงทั้งกับความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจและความมั่นคงแห่งชาติ
ภายใต้แผนปฏิบัติการด้าน AI สหรัฐฯ วางแนวทางไว้หลายด้าน ตั้งแต่การเร่งสร้างศูนย์ข้อมูลและโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน การส่งเสริมการพัฒนาโมเดล AI และการดึงดูดบุคลากร ไปจนถึงการยกระดับมาตรการควบคุมการส่งออกชิปประมวลผลขั้นสูง
สหรัฐฯ ให้เหตุผลว่า ชิปเหล่านี้ไม่ได้มีความสำคัญเฉพาะต่อเศรษฐกิจดิจิทัล แต่ยังช่วยเพิ่มขีดความสามารถด้านการทหารและข่าวกรองด้วย การควบคุมการเข้าถึงชิปจึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ความมั่นคง ไม่ใช่เพียงมาตรการทางการค้า
ขณะที่จีนอาศัยแรงสนับสนุนจากภาครัฐ ตลาดภายในประเทศขนาดใหญ่ ฐานการผลิต และการพัฒนาโมเดลแบบเปิด เป็นเครื่องมือเร่งลดช่องว่างด้าน AI กับสหรัฐฯ พร้อมผลักดันเทคโนโลยีนี้เข้าสู่ภาคอุตสาหกรรม หุ่นยนต์ ยานยนต์ การแพทย์ และบริการภาครัฐ
การแข่งขันระหว่างสองประเทศจึงไม่ได้วัดกันเฉพาะว่าใครมีโมเดลภาษาที่มีประสิทธิภาพมากกว่า แต่ครอบคลุมตลอดทั้งห่วงโซ่เทคโนโลยี ตั้งแต่เซมิคอนดักเตอร์ พลังงาน ศูนย์ข้อมูล และซอฟต์แวร์ ไปจนถึงความสามารถในการนำ AI ไปใช้งานจริง
ปัจจุบัน คนส่วนมากอาจคุ้นเคยกับการใช้ AI จากสหรัฐฯ มากกว่าจีน จนเข้าใจว่าสหรัฐฯ ยังเป็นผู้นำด้าน AI ที่ล้ำหน้ากว่าจีนในทุกด้าน อย่างไรก็ตาม รายงาน AI Index 2026 ของ Stanford Institute for Human-Centered Artificial Intelligence ชี้ให้เห็นว่า การแข่งขันด้าน AI ระหว่างสหรัฐฯ กับจีนมีภาพที่ซับซ้อนมากกว่านั้น และจีนสามารถพัฒนาโมเดลของตัวเองได้สูสีกับสหรัฐฯ แม้ใช้เงินลงทุนน้อยกว่า
ในด้านเงินทุน สหรัฐฯ ยังคงทิ้งห่างจีนอย่างชัดเจน โดยในปี 2568 ภาคเอกชนสหรัฐฯ ลงทุนด้าน AI รวม 285,900 ล้านดอลลาร์ ขณะที่จีนมีมูลค่าการลงทุน 12,400 ล้านดอลลาร์ ต่างกันประมาณ 23 เท่า
สหรัฐฯ ยังพัฒนาโมเดล AI ที่มีความสำคัญได้ 50 โมเดลภายในปีเดียว เทียบกับจีนที่พัฒนาได้ 30 โมเดล
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขการลงทุนของภาคเอกชนอาจยังไม่ครอบคลุมทรัพยากรทั้งหมดที่จีนทุ่มให้กับอุตสาหกรรมนี้ เนื่องจากเงินสนับสนุนจำนวนมากถูกส่งผ่านกองทุนและกลไกที่อยู่ภายใต้การกำกับของภาครัฐ
สิ่งที่น่าจับตามองคือ แม้เงินลงทุนของทั้งสองประเทศจะแตกต่างกันอย่างมาก แต่ช่องว่างด้านประสิทธิภาพของโมเดลกลับไม่ได้กว้างตามไปด้วย
รายงานระบุว่า นับตั้งแต่ต้นปี 2568 โมเดลชั้นนำจากสหรัฐฯ และจีนผลัดกันขึ้นเป็นผู้นำหลายครั้ง จนถึงเดือนมีนาคม 2569 โมเดลชั้นนำของสหรัฐฯ มีคะแนนเหนือคู่แข่งจากจีนเพียง 2.7% เท่านั้น
จีนยังมีจุดแข็งด้านจำนวนงานวิจัย การอ้างอิงผลงานทางวิชาการ และสิทธิบัตรที่เกี่ยวข้องกับ AI ขณะที่บริษัทจีนรับมือกับข้อจำกัดด้านชิปด้วยการพัฒนาโมเดลแบบเปิด และออกแบบระบบให้ใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
แนวทางนี้ช่วยให้เทคโนโลยีจากจีนมีโอกาสแข่งขันในประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งให้ความสำคัญกับต้นทุน ความยืดหยุ่น และความสามารถในการนำโมเดลไปปรับใช้ได้ด้วยตนเอง
ภาพรวมดังกล่าวสะท้อนว่า การจำกัดการเข้าถึงชิปอาจทำให้จีนพัฒนา AI ได้ยากขึ้นและมีต้นทุนสูงขึ้น แต่ยังไม่สามารถหยุดการพัฒนาได้อย่างเด็ดขาด ตรงกันข้าม แรงกดดันจากมาตรการควบคุมเทคโนโลยียังผลักดันให้จีนเร่งสร้างชิป ซอฟต์แวร์ และระบบนิเวศ AI ของตัวเองมากขึ้นด้วย
หากน้ำมัน เหล็ก และอาวุธนิวเคลียร์เป็นทรัพยากรยุทธศาสตร์ของศตวรรษที่ 20 ชิปประมวลผล ข้อมูล และกำลังคำนวณอาจมีบทบาทใกล้เคียงกันในศตวรรษที่ 21
ปัจจุบัน สหรัฐฯ ครองความได้เปรียบในหลายส่วนของห่วงโซ่ AI ตั้งแต่การออกแบบชิป ซอฟต์แวร์สำหรับพัฒนาโมเดล ผู้ให้บริการคลาวด์ ไปจนถึงบริษัทที่สร้างโมเดลแนวหน้า จึงสามารถใช้การควบคุมการส่งออกเป็นเครื่องมือจำกัดความสามารถของคู่แข่งได้
นโยบายของสหรัฐฯ ไม่ได้มุ่งห้ามส่งออกชิปไปจีนเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมการติดตามการเปลี่ยนเส้นทางสินค้า การจำกัดอุปกรณ์ผลิตเซมิคอนดักเตอร์ และการร่วมมือกับประเทศพันธมิตรที่ครองเทคโนโลยีสำคัญในห่วงโซ่การผลิต
นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยังเดินหน้าส่งออก “ชุดเทคโนโลยี AI แบบครบวงจร” ตั้งแต่ฮาร์ดแวร์ โมเดล ซอฟต์แวร์ ไปจนถึงมาตรฐานความปลอดภัย เพื่อให้ประเทศพันธมิตรพึ่งพาระบบของสหรัฐฯ มากกว่าจีน
การแข่งขันจึงมีลักษณะคล้ายการสร้างค่ายเทคโนโลยี ประเทศต่างๆ อาจต้องตัดสินใจว่าจะใช้ชิป คลาวด์ โมเดล และมาตรฐานของฝ่ายใด โดยการตัดสินใจดังกล่าวจะส่งผลต่อความมั่นคงของข้อมูล ความเข้ากันได้ของระบบ และความสัมพันธ์ทางการเมืองในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม โลก AI ยังไม่สามารถแบ่งออกเป็นสองขั้วได้ชัดเจน เพราะห่วงโซ่เซมิคอนดักเตอร์ยังเชื่อมโยงผู้ผลิตจากหลายประเทศ บริษัทข้ามชาติยังพึ่งพาตลาดจีน ขณะที่นักวิจัย เงินทุน และองค์ความรู้ยังเคลื่อนย้ายข้ามพรมแดน การแยกตัวอย่างสมบูรณ์จึงมีต้นทุนสูงกว่าสงครามเย็นในอดีตอย่างมาก
ข้อถกเถียงระหว่าง Anthropic กับ Global Times สะท้อนปัญหาสำคัญของการแข่งขันด้าน AI นั่นคือ เส้นแบ่งระหว่างมาตรการรักษาความปลอดภัยกับมาตรการกีดกันคู่แข่งเริ่มเลือนรางลงทุกที
ฝ่ายที่สนับสนุนให้ชะลอการพัฒนา AI มองว่า ความสามารถของโมเดลชั้นนำเพิ่มขึ้นเร็วกว่าการออกกฎและการสร้างระบบตรวจสอบ โมเดลเหล่านี้อาจถูกนำไปใช้โจมตีทางไซเบอร์ พัฒนาอาวุธ สร้างข้อมูลบิดเบือน หรือทำงานบางอย่างโดยที่มนุษย์ไม่สามารถควบคุมได้อย่างเต็มที่
ความกังวลคือ หากทุกฝ่ายเร่งพัฒนา AI โดยไม่มีมาตรการป้องกันที่เพียงพอ บริษัทหรือประเทศต่างๆ อาจตัดสินใจนำเทคโนโลยีที่ยังไม่ปลอดภัยออกมาใช้ เพียงเพราะกลัวว่าจะตามหลังคู่แข่ง
อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอเรื่องความปลอดภัยเริ่มมีมิติทางภูมิรัฐศาสตร์ทันที เมื่อมีการเรียกร้องให้ใช้มาตรการเข้มงวดกับจีนเป็นพิเศษ เพราะหากบริษัทสหรัฐฯ สมัครใจชะลอการพัฒนา ขณะที่จีนไม่ชะลอตาม สหรัฐฯ ก็อาจสูญเสียความได้เปรียบเชิงยุทธศาสตร์
สถานการณ์เช่นนี้ทำให้เกิดภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ทุกฝ่ายอาจเห็นความสำคัญของความร่วมมือด้านความปลอดภัย แต่ไม่มีฝ่ายใดต้องการเป็นผู้ชะลอการพัฒนาเพียงฝ่ายเดียว เพราะอาจเปิดทางให้คู่แข่งก้าวขึ้นเป็นผู้นำแทน
ในมุมของจีน สหรัฐฯ กำลังใช้คำว่า “ความปลอดภัย” เพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับการควบคุมชิป จำกัดการเข้าถึงโมเดล AI และกีดกันบริษัทจีนออกจากการแข่งขัน ขณะที่สหรัฐฯ มองว่า การปล่อยให้ประเทศคู่แข่งเข้าถึงเทคโนโลยีขั้นสูงโดยไม่มีข้อจำกัด อาจเพิ่มภัยคุกคามด้านการทหารและความมั่นคงทางไซเบอร์
ความซับซ้อนอยู่ตรงที่เหตุผลของทั้งสองฝ่ายอาจเป็นจริงได้พร้อมกัน AI สามารถสร้างความเสี่ยงด้านความมั่นคงได้จริง แต่ความเสี่ยงนั้นก็อาจถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือเพื่อรักษาความได้เปรียบทางการค้าและภูมิรัฐศาสตร์ได้เช่นกัน
สงครามเย็นด้าน AI จะไม่ได้ตัดสินกันเฉพาะในซิลิคอนแวลลีย์ ปักกิ่ง หรือเซินเจิ้น แต่รวมถึงการตัดสินใจของประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แอฟริกา ลาตินอเมริกา และตะวันออกกลาง
จีนประกาศผลักดัน AI ให้เป็นสินค้าสาธารณะระดับโลก สนับสนุนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล เปิดเผยโมเดลและทรัพยากรบางส่วนผ่านระบบโอเพนซอร์ส พร้อมเสนอช่วยประเทศกำลังพัฒนาสร้างบุคลากรและขีดความสามารถด้าน AI ภายใต้แผนปฏิบัติการว่าด้วยธรรมาภิบาล AI ระดับโลก
สหรัฐฯ ใช้อีกแนวทางหนึ่ง คือส่งออกระบบ AI แบบครบชุดให้แก่พันธมิตร โดยเน้นความปลอดภัย ความน่าเชื่อถือ และมาตรฐานที่สะท้อนคุณค่าของสหรัฐฯ การแข่งขันจึงไม่ได้อยู่ที่ว่าใครสร้างโมเดลฉลาดที่สุดเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ว่าเทคโนโลยีของใครจะได้รับการติดตั้งในศูนย์ข้อมูล โรงงาน หน่วยงานรัฐ ระบบสาธารณสุข และโครงสร้างพื้นฐานของประเทศอื่นมากกว่า
ประเทศกำลังพัฒนาอาจได้รับประโยชน์จากการแข่งขันผ่านต้นทุนที่ต่ำลง การเข้าถึงโมเดลมากขึ้น และเงินลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน แต่ก็เสี่ยงพึ่งพาผู้ให้บริการต่างชาติมากเกินไป สูญเสียอำนาจควบคุมข้อมูล หรือถูกกดดันให้เลือกใช้ระบบของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
สำหรับประเทศอย่างไทย โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่การประกาศเลือกข้าง แต่เป็นการกระจายความเสี่ยง พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและบุคลากรของตนเอง กำหนดหลักเกณฑ์ดูแลข้อมูล และรักษาความสามารถในการเปลี่ยนผู้ให้บริการ เพื่อไม่ให้การตัดสินใจทางเทคโนโลยีในวันนี้กลายเป็นพันธะทางยุทธศาสตร์ในระยะยาว
คำตอบขึ้นอยู่กับว่าเรานิยามคำว่า “สงครามเย็น” อย่างไร
หากสงครามเย็นหมายถึงการแข่งขันระยะยาวระหว่างมหาอำนาจ ซึ่งใช้ทุกอย่างตั้งแต่เศรษฐกิจ เทคโนโลยี และการทหาร ไปจนถึงการสร้างพันธมิตรและกำหนดกติกาโลกเป็นเครื่องมือ โดยพยายามหลีกเลี่ยงการปะทะกันโดยตรง การแข่งขันด้าน AI ระหว่างสหรัฐฯ กับจีนก็เริ่มมีองค์ประกอบเหล่านี้เกือบครบถ้วนแล้ว
แต่หากสงครามเย็นหมายถึงโลกที่แบ่งออกเป็นสองค่ายอย่างชัดเจนเหมือนการแข่งขันระหว่างสหรัฐฯ กับสหภาพโซเวียต คำตอบคือยังไม่ถึงขั้นนั้น
เหตุผลคือ บริษัทเอกชนยังมีบทบาทสูง ห่วงโซ่การผลิตของทั้งสองฝ่ายยังเชื่อมโยงกัน และหลายประเทศไม่ต้องการเลือกข้างอย่างเด็ดขาด นอกจากนี้ AI ยังเป็นเทคโนโลยีที่แพร่กระจายผ่านซอฟต์แวร์ งานวิจัย บุคลากร และระบบโอเพนซอร์สได้รวดเร็วกว่าเทคโนโลยีทางทหารในอดีต
ดังนั้น คำที่อาจอธิบายสถานการณ์ได้แม่นยำกว่าคือ “สงครามเย็นทางเทคโนโลยี” ซึ่งมี AI เป็นศูนย์กลาง ขณะที่ชิป ข้อมูล พลังงาน เงินทุน มาตรฐานเทคโนโลยี และกลุ่มประเทศโลกใต้ กลายเป็นสมรภูมิสำคัญของการแข่งขัน
สิ่งที่น่ากังวลที่สุดอาจไม่ใช่การที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นผู้ชนะ แต่อาจเป็นการที่ทั้งสหรัฐฯ และจีนต่างเชื่อว่าตนเอง “ห้ามแพ้”
เมื่อชัยชนะด้าน AI ถูกผูกเข้ากับความมั่นคงและอำนาจของชาติ แรงกดดันให้เร่งพัฒนาเทคโนโลยีย่อมเพิ่มสูงขึ้น พร้อมกับความเสี่ยงที่แต่ละฝ่ายอาจลดทอนมาตรฐานด้านความปลอดภัยเพื่อไม่ให้ตามหลังคู่แข่ง ขณะเดียวกัน พื้นที่สำหรับความร่วมมือและการตรวจสอบร่วมกันก็ยิ่งแคบลง
AI จึงยังไม่ใช่สงครามเย็นครั้งใหม่ในรูปแบบเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นในศตวรรษที่ 20 แต่กำลังสร้างโครงสร้างการแข่งขันแบบใหม่ ซึ่งอาจเป็นตัวกำหนดว่าโลกจะแบ่งขั้วอย่างไรในอนาคต
หากสหรัฐฯ กับจีนไม่สามารถแยกความร่วมมือด้านความปลอดภัยออกจากการแข่งขันด้านอำนาจได้ “สงครามเย็น AI” ก็อาจกลายเป็นจริงได้ในอนาคต
อ้างอิง: Reuters, Stanford HAI, ทำเนียบขาว, Global AI Governance Action Plan