Logo site Amarintv 34HD
logo duooneLogo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
Rare Earth สะดุด จีนคุมส่งออก สะเทือนสายผลิตรถยนต์โลก
โดย : กองบรรณาธิการ SPOTLIGHT

Rare Earth สะดุด จีนคุมส่งออก สะเทือนสายผลิตรถยนต์โลก

30 ส.ค. 69
11:43 น.
แชร์

รถยนต์หนึ่งคันประกอบด้วยชิ้นส่วนนับหมื่นชิ้น แต่หากขาดชิ้นส่วนสำคัญเพียงชิ้นเดียว ต่อให้มีขนาดเล็กเพียงใด รถทั้งคันก็อาจไม่สามารถออกจากสายการผลิตได้ 

Rare Earth หรือ “แร่หายาก” มีบทบาทในลักษณะเดียวกัน แม้ถูกใช้ในปริมาณไม่มาก แต่กลับเป็นวัตถุดิบสำคัญของรถยนต์ไฟฟ้า เครื่องใช้ไฟฟ้า กังหันลม หุ่นยนต์ เครื่องบิน อุปกรณ์ทางทหาร ไปจนถึง Data Center

ความเสี่ยงสำคัญอยู่ที่ห่วงโซ่การผลิต Rare Earth ของโลก ซึ่งหลายขั้นตอนกระจุกตัวอยู่ในจีน สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ หรือ IEA ประเมินว่า หากจีนบังคับใช้มาตรการควบคุมการส่งออกอย่างเต็มรูปแบบ อุตสาหกรรมนอกจีนที่มีมูลค่าการผลิตรวมประมาณ 6.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี อาจได้รับผลกระทบ

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า ความสำคัญของ Rare Earth ไม่ได้วัดจากมูลค่าหรือปริมาณของตัวแร่เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่มูลค่าของสินค้าปลายน้ำที่ไม่สามารถผลิตต่อได้ หากขาดวัตถุดิบหรือชิ้นส่วนสำคัญ และยังไม่สามารถหาสิ่งอื่นมาทดแทนได้ทันเวลา

Rare Earth สำคัญต่ออุตสาหกรรมสมัยใหม่อย่างไร

Rare Earth เป็นชื่อเรียกรวมธาตุ 17 ชนิด แม้ชื่อจะทำให้เข้าใจว่าเป็นแร่ที่พบได้ยากมาก แต่ความสำคัญที่แท้จริงอยู่ที่คุณสมบัติเฉพาะซึ่งเหมาะกับเทคโนโลยีขั้นสูง โดยเฉพาะ Neodymium, Praseodymium, Dysprosium และ Terbium ซึ่งถูกนำไปใช้ผลิตแม่เหล็กถาวรสมรรถนะสูง หรือ Permanent Magnet

แม่เหล็กชนิดนี้ให้แรงสูงแม้มีขนาดเล็ก จึงเหมาะกับมอเตอร์ไฟฟ้าที่ต้องการทั้งประสิทธิภาพสูงและน้ำหนักเบา ทำให้ถูกนำไปใช้ในรถยนต์ไฟฟ้า กังหันลม หุ่นยนต์ เครื่องจักรอัตโนมัติ ตลอดจนอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และระบบทางทหารหลายประเภท

แม้ Rare Earth จะมีสัดส่วนเพียงเล็กน้อยในต้นทุนสินค้า แต่ในบางการใช้งานยังหาวัสดุอื่นมาทดแทนได้ยาก หากโรงงานขาดแม่เหล็กที่จำเป็นสำหรับมอเตอร์ ต่อให้ชิ้นส่วนอื่นของรถยนต์พร้อมทั้งหมด รถก็ยังไม่สามารถออกจากสายการผลิตได้ ผลกระทบของ Rare Earth จึงใหญ่กว่ามูลค่าของตัวแร่ เพราะสิ่งที่ตกอยู่ในความเสี่ยงคือสินค้ามูลค่าสูงทั้งระบบ

อำนาจของจีนไม่ได้หยุดอยู่ที่เหมือง

จีนเป็นผู้ผลิต Rare Earth รายใหญ่ของโลก แต่จุดแข็งที่ทำให้จีนมีอำนาจเหนือห่วงโซ่อุปทานไม่ได้อยู่ที่การขุดแร่เพียงอย่างเดียว หากครอบคลุมไปถึงการแปรรูปและการผลิตแม่เหล็กด้วย

ข้อมูลของ IEA ระบุว่า ในปี 2024 จีนผลิต Rare Earth สำหรับทำแม่เหล็กประมาณ 60% ของโลก แต่มีส่วนแบ่งเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 91% ในขั้นแปรรูป และประมาณ 94% ในขั้นผลิตแม่เหล็กถาวรสมรรถนะสูง

ส่วนแบ่งของจีนในขั้นปลายน้ำสูงกว่าขั้นผลิตแร่อย่างมาก เพราะ Rare Earth ที่ขุดขึ้นมายังไม่สามารถนำไปใช้ในรถยนต์ไฟฟ้าหรือเครื่องใช้ไฟฟ้าได้ทันที แต่ต้องผ่านกระบวนการแยกธาตุ ทำให้บริสุทธิ์ เปลี่ยนเป็นโลหะหรือโลหะผสม ก่อนนำไปผลิตเป็นแม่เหล็ก แต่ละขั้นตอนต้องอาศัยเทคโนโลยี ความเชี่ยวชาญ เงินลงทุน และโรงงานเฉพาะทาง

ด้วยเหตุนี้ การเปิดเหมือง Rare Earth แห่งใหม่ในสหรัฐฯ ออสเตรเลีย หรือประเทศอื่น จึงช่วยลดการพึ่งพาจีนได้เพียงบางส่วน หากกำลังการแปรรูปและผลิตแม่เหล็กยังเพิ่มขึ้นไม่ทัน สิ่งที่จีนสั่งสมมาหลายสิบปีไม่ใช่เพียงฐานทรัพยากร แต่เป็นอุตสาหกรรมที่เชื่อมต่อกันตลอดทั้งห่วงโซ่

เกิดอะไรขึ้นเมื่อจีนคุมส่งออก Rare Earth เมื่อปี 2025?

เดือนเมษายน 2025 จีนประกาศควบคุมการส่งออก Heavy Rare Earth จำนวน 7 ชนิด รวมถึงวัสดุและแม่เหล็กบางประเภท โดยกำหนดให้ผู้ส่งออกต้องได้รับใบอนุญาตจากรัฐบาลก่อน

หลังมาตรการมีผล การส่งออกบางประเภทลดลงอย่างรวดเร็วและเริ่มกระทบผู้ผลิตรถยนต์ในสหรัฐฯ ยุโรป และประเทศอื่นที่พึ่งพาแม่เหล็กจากจีน เมื่อการส่งออกล่าช้าหรือไม่สามารถดำเนินไปได้ตามปกติ บริษัทบางแห่งเริ่มมีวัตถุดิบไม่เพียงพอ โรงงานบางแห่งต้องลดกำลังการผลิต ขณะที่บางแห่งหยุดสายการผลิตชั่วคราว

แม้สถานการณ์จะดีขึ้นหลังจีนทยอยอนุมัติใบอนุญาตมากขึ้น แต่เหตุการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า การพึ่งพา Rare Earth จากจีนสามารถกลายเป็นปัญหาในโรงงานได้จริง ไม่ใช่เพียงความเสี่ยงในทางทฤษฎี

ต่อมาในเดือนตุลาคม จีนยังประกาศขยายขอบเขตการควบคุมไปถึงสินค้าบางประเภทที่ผลิตนอกประเทศ หากสินค้านั้นมีวัตถุดิบ Rare Earth จากจีนหรือใช้เทคโนโลยีของจีนในการผลิต แม้มาตรการบางส่วนจะถูกระงับไว้เป็นเวลาหนึ่งปีในเวลาต่อมา แต่ท่าทีดังกล่าวยิ่งทำให้หลายประเทศมอง Rare Earth ในฐานะประเด็นความมั่นคงทางเศรษฐกิจมากขึ้น

โลกเร่งลดการพึ่งจีน แต่ช่องว่างยังอยู่ในขั้นแปรรูปและผลิตแม่เหล็ก

IEA ประเมินว่า หากข้อจำกัดของจีนถูกบังคับใช้อย่างเต็มรูปแบบ อุตสาหกรรมนอกจีนที่อาจได้รับผลกระทบมีมูลค่าการผลิตรวมประมาณ 6.5 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปี โดยสหรัฐฯ และยุโรปต่างมีความเสี่ยงมากกว่า 1.5 ล้านล้านดอลลาร์

อุตสาหกรรมยานยนต์เผชิญความเสี่ยงสูงที่สุด โดยมูลค่าการผลิตนอกจีนที่อาจได้รับผลกระทบมีมากกว่า 3 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปี หรือเกือบครึ่งหนึ่งของทั้งหมด ตามมาด้วยอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องบิน รถบรรทุก รถไฟ อุตสาหกรรมกลาโหม และ Data Center

สหรัฐฯ ยุโรป ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย และอีกหลายประเทศจึงเร่งลงทุนในอุตสาหกรรม Rare Earth อย่างไรก็ตาม การลงทุนที่ผ่านมาจำนวนมากมุ่งไปที่การสำรวจแหล่งแร่และเปิดเหมือง ขณะที่กำลังการแปรรูปและผลิตแม่เหล็กเพิ่มขึ้นช้ากว่า

IEA คาดว่า ภายในปี 2035 ความต้องการ Rare Earth สำหรับผลิตแม่เหล็กนอกจีนจะเพิ่มขึ้นประมาณ 50% ตามการขยายตัวของรถยนต์ไฟฟ้า พลังงานสะอาด ระบบอัตโนมัติ และเทคโนโลยีใหม่ ๆ แต่เมื่อนับรวมกำลังการผลิตที่มีอยู่กับโครงการที่ประกาศแล้ว ประเทศนอกจีนจะรองรับความต้องการได้เพียงประมาณครึ่งหนึ่งในขั้นเหมือง ราวหนึ่งในสี่ในขั้นแปรรูป และต่ำกว่า 20% ในขั้นผลิตแม่เหล็ก

ช่องว่างสำคัญจึงไม่ได้อยู่ที่การหาแหล่งแร่เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การสร้างโรงงานและความสามารถในขั้นตอนหลังจากนั้นให้เพียงพอ ซึ่งต้องใช้ทั้งเวลา เงินทุน เทคโนโลยี และความรู้เฉพาะทาง

IEA ประเมินว่า การสร้างห่วงโซ่ Rare Earth นอกประเทศผู้ผลิตรายใหญ่ให้เพียงพอกับความต้องการในช่วงสิบปีข้างหน้า อาจต้องใช้เงินลงทุนประมาณ 60,000 ล้านดอลลาร์ โดยเงินส่วนใหญ่ต้องเข้าสู่ขั้นแปรรูปและผลิตแม่เหล็ก

เมื่อเทียบกับมูลค่าอุตสาหกรรม 6.5 ล้านล้านดอลลาร์ที่อาจได้รับผลกระทบ เงินลงทุนดังกล่าวคิดเป็นไม่ถึง 1% อย่างไรก็ตาม การสร้างอุตสาหกรรมขึ้นมาใหม่ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ทันที เพราะนอกจากเงินทุนแล้ว ยังต้องมีตลาดรองรับ เทคโนโลยี บุคลากร และโครงสร้างพื้นฐานที่พัฒนาขึ้นไปพร้อมกัน

สถานการณ์นี้กำลังเปลี่ยนวิธีที่หลายประเทศมองห่วงโซ่อุปทาน จากเดิมที่บริษัทมักเลือกซื้อวัตถุดิบจากแหล่งที่มีต้นทุนต่ำและมีประสิทธิภาพที่สุด ไปสู่การตั้งคำถามเพิ่มเติมว่า หากวันหนึ่งแหล่งผลิตหลักไม่สามารถส่งสินค้าได้ จะมีทางเลือกอื่นรองรับหรือไม่

โจทย์ของสหรัฐฯ ยุโรป และประเทศอื่นจึงไม่ใช่เพียงการหาเหมืองแห่งใหม่ แต่คือการกระจายความเสี่ยงตลอดทั้งห่วงโซ่ ตั้งแต่การขุด การแปรรูป ไปจนถึงการผลิตแม่เหล็กและชิ้นส่วนที่พร้อมใช้งานจริง เพราะท้ายที่สุด สิ่งที่ทำให้โรงงานขนาดใหญ่ต้องหยุดชะงักอาจไม่ใช่การขาดวัตถุดิบจำนวนมหาศาล แต่อาจเป็นเพียงชิ้นส่วนขนาดเล็กที่ยังไม่มีสิ่งอื่นทดแทนได้ในเวลานั้น

อ้างอิง : Nikkei Asia

แชร์
Rare Earth สะดุด จีนคุมส่งออก สะเทือนสายผลิตรถยนต์โลก