
รถยนต์หนึ่งคันประกอบด้วยชิ้นส่วนนับหมื่นชิ้น แต่หากขาดชิ้นส่วนสำคัญเพียงชิ้นเดียว ต่อให้มีขนาดเล็กเพียงใด รถทั้งคันก็อาจไม่สามารถออกจากสายการผลิตได้
Rare Earth หรือ “แร่หายาก” มีบทบาทในลักษณะเดียวกัน แม้ถูกใช้ในปริมาณไม่มาก แต่กลับเป็นวัตถุดิบสำคัญของรถยนต์ไฟฟ้า เครื่องใช้ไฟฟ้า กังหันลม หุ่นยนต์ เครื่องบิน อุปกรณ์ทางทหาร ไปจนถึง Data Center
ความเสี่ยงสำคัญอยู่ที่ห่วงโซ่การผลิต Rare Earth ของโลก ซึ่งหลายขั้นตอนกระจุกตัวอยู่ในจีน สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ หรือ IEA ประเมินว่า หากจีนบังคับใช้มาตรการควบคุมการส่งออกอย่างเต็มรูปแบบ อุตสาหกรรมนอกจีนที่มีมูลค่าการผลิตรวมประมาณ 6.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี อาจได้รับผลกระทบ
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า ความสำคัญของ Rare Earth ไม่ได้วัดจากมูลค่าหรือปริมาณของตัวแร่เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่มูลค่าของสินค้าปลายน้ำที่ไม่สามารถผลิตต่อได้ หากขาดวัตถุดิบหรือชิ้นส่วนสำคัญ และยังไม่สามารถหาสิ่งอื่นมาทดแทนได้ทันเวลา
Rare Earth เป็นชื่อเรียกรวมธาตุ 17 ชนิด แม้ชื่อจะทำให้เข้าใจว่าเป็นแร่ที่พบได้ยากมาก แต่ความสำคัญที่แท้จริงอยู่ที่คุณสมบัติเฉพาะซึ่งเหมาะกับเทคโนโลยีขั้นสูง โดยเฉพาะ Neodymium, Praseodymium, Dysprosium และ Terbium ซึ่งถูกนำไปใช้ผลิตแม่เหล็กถาวรสมรรถนะสูง หรือ Permanent Magnet
แม่เหล็กชนิดนี้ให้แรงสูงแม้มีขนาดเล็ก จึงเหมาะกับมอเตอร์ไฟฟ้าที่ต้องการทั้งประสิทธิภาพสูงและน้ำหนักเบา ทำให้ถูกนำไปใช้ในรถยนต์ไฟฟ้า กังหันลม หุ่นยนต์ เครื่องจักรอัตโนมัติ ตลอดจนอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และระบบทางทหารหลายประเภท
แม้ Rare Earth จะมีสัดส่วนเพียงเล็กน้อยในต้นทุนสินค้า แต่ในบางการใช้งานยังหาวัสดุอื่นมาทดแทนได้ยาก หากโรงงานขาดแม่เหล็กที่จำเป็นสำหรับมอเตอร์ ต่อให้ชิ้นส่วนอื่นของรถยนต์พร้อมทั้งหมด รถก็ยังไม่สามารถออกจากสายการผลิตได้ ผลกระทบของ Rare Earth จึงใหญ่กว่ามูลค่าของตัวแร่ เพราะสิ่งที่ตกอยู่ในความเสี่ยงคือสินค้ามูลค่าสูงทั้งระบบ
จีนเป็นผู้ผลิต Rare Earth รายใหญ่ของโลก แต่จุดแข็งที่ทำให้จีนมีอำนาจเหนือห่วงโซ่อุปทานไม่ได้อยู่ที่การขุดแร่เพียงอย่างเดียว หากครอบคลุมไปถึงการแปรรูปและการผลิตแม่เหล็กด้วย
ข้อมูลของ IEA ระบุว่า ในปี 2024 จีนผลิต Rare Earth สำหรับทำแม่เหล็กประมาณ 60% ของโลก แต่มีส่วนแบ่งเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 91% ในขั้นแปรรูป และประมาณ 94% ในขั้นผลิตแม่เหล็กถาวรสมรรถนะสูง
ส่วนแบ่งของจีนในขั้นปลายน้ำสูงกว่าขั้นผลิตแร่อย่างมาก เพราะ Rare Earth ที่ขุดขึ้นมายังไม่สามารถนำไปใช้ในรถยนต์ไฟฟ้าหรือเครื่องใช้ไฟฟ้าได้ทันที แต่ต้องผ่านกระบวนการแยกธาตุ ทำให้บริสุทธิ์ เปลี่ยนเป็นโลหะหรือโลหะผสม ก่อนนำไปผลิตเป็นแม่เหล็ก แต่ละขั้นตอนต้องอาศัยเทคโนโลยี ความเชี่ยวชาญ เงินลงทุน และโรงงานเฉพาะทาง
ด้วยเหตุนี้ การเปิดเหมือง Rare Earth แห่งใหม่ในสหรัฐฯ ออสเตรเลีย หรือประเทศอื่น จึงช่วยลดการพึ่งพาจีนได้เพียงบางส่วน หากกำลังการแปรรูปและผลิตแม่เหล็กยังเพิ่มขึ้นไม่ทัน สิ่งที่จีนสั่งสมมาหลายสิบปีไม่ใช่เพียงฐานทรัพยากร แต่เป็นอุตสาหกรรมที่เชื่อมต่อกันตลอดทั้งห่วงโซ่
เดือนเมษายน 2025 จีนประกาศควบคุมการส่งออก Heavy Rare Earth จำนวน 7 ชนิด รวมถึงวัสดุและแม่เหล็กบางประเภท โดยกำหนดให้ผู้ส่งออกต้องได้รับใบอนุญาตจากรัฐบาลก่อน
หลังมาตรการมีผล การส่งออกบางประเภทลดลงอย่างรวดเร็วและเริ่มกระทบผู้ผลิตรถยนต์ในสหรัฐฯ ยุโรป และประเทศอื่นที่พึ่งพาแม่เหล็กจากจีน เมื่อการส่งออกล่าช้าหรือไม่สามารถดำเนินไปได้ตามปกติ บริษัทบางแห่งเริ่มมีวัตถุดิบไม่เพียงพอ โรงงานบางแห่งต้องลดกำลังการผลิต ขณะที่บางแห่งหยุดสายการผลิตชั่วคราว
แม้สถานการณ์จะดีขึ้นหลังจีนทยอยอนุมัติใบอนุญาตมากขึ้น แต่เหตุการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า การพึ่งพา Rare Earth จากจีนสามารถกลายเป็นปัญหาในโรงงานได้จริง ไม่ใช่เพียงความเสี่ยงในทางทฤษฎี
ต่อมาในเดือนตุลาคม จีนยังประกาศขยายขอบเขตการควบคุมไปถึงสินค้าบางประเภทที่ผลิตนอกประเทศ หากสินค้านั้นมีวัตถุดิบ Rare Earth จากจีนหรือใช้เทคโนโลยีของจีนในการผลิต แม้มาตรการบางส่วนจะถูกระงับไว้เป็นเวลาหนึ่งปีในเวลาต่อมา แต่ท่าทีดังกล่าวยิ่งทำให้หลายประเทศมอง Rare Earth ในฐานะประเด็นความมั่นคงทางเศรษฐกิจมากขึ้น
IEA ประเมินว่า หากข้อจำกัดของจีนถูกบังคับใช้อย่างเต็มรูปแบบ อุตสาหกรรมนอกจีนที่อาจได้รับผลกระทบมีมูลค่าการผลิตรวมประมาณ 6.5 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปี โดยสหรัฐฯ และยุโรปต่างมีความเสี่ยงมากกว่า 1.5 ล้านล้านดอลลาร์
อุตสาหกรรมยานยนต์เผชิญความเสี่ยงสูงที่สุด โดยมูลค่าการผลิตนอกจีนที่อาจได้รับผลกระทบมีมากกว่า 3 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปี หรือเกือบครึ่งหนึ่งของทั้งหมด ตามมาด้วยอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องบิน รถบรรทุก รถไฟ อุตสาหกรรมกลาโหม และ Data Center
สหรัฐฯ ยุโรป ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย และอีกหลายประเทศจึงเร่งลงทุนในอุตสาหกรรม Rare Earth อย่างไรก็ตาม การลงทุนที่ผ่านมาจำนวนมากมุ่งไปที่การสำรวจแหล่งแร่และเปิดเหมือง ขณะที่กำลังการแปรรูปและผลิตแม่เหล็กเพิ่มขึ้นช้ากว่า
IEA คาดว่า ภายในปี 2035 ความต้องการ Rare Earth สำหรับผลิตแม่เหล็กนอกจีนจะเพิ่มขึ้นประมาณ 50% ตามการขยายตัวของรถยนต์ไฟฟ้า พลังงานสะอาด ระบบอัตโนมัติ และเทคโนโลยีใหม่ ๆ แต่เมื่อนับรวมกำลังการผลิตที่มีอยู่กับโครงการที่ประกาศแล้ว ประเทศนอกจีนจะรองรับความต้องการได้เพียงประมาณครึ่งหนึ่งในขั้นเหมือง ราวหนึ่งในสี่ในขั้นแปรรูป และต่ำกว่า 20% ในขั้นผลิตแม่เหล็ก
ช่องว่างสำคัญจึงไม่ได้อยู่ที่การหาแหล่งแร่เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การสร้างโรงงานและความสามารถในขั้นตอนหลังจากนั้นให้เพียงพอ ซึ่งต้องใช้ทั้งเวลา เงินทุน เทคโนโลยี และความรู้เฉพาะทาง
IEA ประเมินว่า การสร้างห่วงโซ่ Rare Earth นอกประเทศผู้ผลิตรายใหญ่ให้เพียงพอกับความต้องการในช่วงสิบปีข้างหน้า อาจต้องใช้เงินลงทุนประมาณ 60,000 ล้านดอลลาร์ โดยเงินส่วนใหญ่ต้องเข้าสู่ขั้นแปรรูปและผลิตแม่เหล็ก
เมื่อเทียบกับมูลค่าอุตสาหกรรม 6.5 ล้านล้านดอลลาร์ที่อาจได้รับผลกระทบ เงินลงทุนดังกล่าวคิดเป็นไม่ถึง 1% อย่างไรก็ตาม การสร้างอุตสาหกรรมขึ้นมาใหม่ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ทันที เพราะนอกจากเงินทุนแล้ว ยังต้องมีตลาดรองรับ เทคโนโลยี บุคลากร และโครงสร้างพื้นฐานที่พัฒนาขึ้นไปพร้อมกัน
สถานการณ์นี้กำลังเปลี่ยนวิธีที่หลายประเทศมองห่วงโซ่อุปทาน จากเดิมที่บริษัทมักเลือกซื้อวัตถุดิบจากแหล่งที่มีต้นทุนต่ำและมีประสิทธิภาพที่สุด ไปสู่การตั้งคำถามเพิ่มเติมว่า หากวันหนึ่งแหล่งผลิตหลักไม่สามารถส่งสินค้าได้ จะมีทางเลือกอื่นรองรับหรือไม่
โจทย์ของสหรัฐฯ ยุโรป และประเทศอื่นจึงไม่ใช่เพียงการหาเหมืองแห่งใหม่ แต่คือการกระจายความเสี่ยงตลอดทั้งห่วงโซ่ ตั้งแต่การขุด การแปรรูป ไปจนถึงการผลิตแม่เหล็กและชิ้นส่วนที่พร้อมใช้งานจริง เพราะท้ายที่สุด สิ่งที่ทำให้โรงงานขนาดใหญ่ต้องหยุดชะงักอาจไม่ใช่การขาดวัตถุดิบจำนวนมหาศาล แต่อาจเป็นเพียงชิ้นส่วนขนาดเล็กที่ยังไม่มีสิ่งอื่นทดแทนได้ในเวลานั้น
อ้างอิง : Nikkei Asia