
สหรัฐฯ เคยเป็นจุดหมายปลายทางสำคัญสำหรับเด็กนักเรียนในหลายประเทศที่จะไปศึกษาต่อ โดยเฉพาะเด็กนักเรียนจากฝั่งเอเชียและแอฟริกา แต่ตัวเลขล่าสุดพบว่า ในปี 2026 นี้ จำนวนนักศึกษาต่างชาติที่สมัครเข้าเรียนมหาวิทยาลัยของสหรัฐฯ กลับลดลงจากปี 2025 ถึง 10 เปอร์เซ็นต์ หรือคิดเป็นจำนวนถึงเกือบ 16,000 คน
ข้อมูลดังกล่าวเป็นของ Common App ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มสมัครเข้ามหาวิทยาลัยที่มีผู้ใช้งานมากที่สุดของสหรัฐฯ และตัวเลขจำนวนนักศึกษาที่น้อยลงก็สอดคล้องกับการที่รัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์เดินหน้ายกระดับมาตรการจำกัดการเดินทางเข้าประเทศของนักศึกษาต่างชาติ รวมถึงการเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบด้านวีซ่า
รายงานฉบับนี้สำรวจข้อมูลจากมหาวิทยาลัยและสถาบันการศึกษาทั้งหมด 1,146 แห่ง เพิ่มขึ้น 4% จากปีการศึกษา 2024-2025
การลดลงดังกล่าวถือเป็นสัญญาณชัดเจนที่สุดจนถึงขณะนี้ว่า มหาวิทยาลัยสหรัฐฯ มีแนวโน้มเผชิญกับจำนวนนักศึกษาต่างชาติที่ลดลงอย่างมากในภาคการศึกษาที่กำลังจะมาถึง โดยสถานการณ์ดังกล่าวจะยิ่งเพิ่มแรงกดดันทางการเงินให้กับมหาวิทยาลัยหลายแห่งในสหรัฐฯ ซึ่งกำลังเผชิญกับจำนวนประชากรวัยมหาวิทยาลัยที่ลดลง รวมถึงคำถามเกี่ยวกับความคุ้มค่าของการศึกษาระดับอุดมศึกษา
ข้อมูลจาก Common App พบว่า จำนวนใบสมัครจากนักศึกษาในเอเชียและแอฟริกาลดลงในระดับเลขสองหลัก ขณะที่จำนวนผู้สมัครจากยุโรปก็ลดลง 4% เช่นกัน ถือเป็นการพลิกกลับจากแนวโน้มที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
การลดลงดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากประเทศต่าง ๆ รวมถึง ฝรั่งเศสและเยอรมนี เพิ่มความพยายามดึงดูดนักศึกษาที่เริ่มไม่มั่นใจกับการเข้ามาศึกษาต่อในสหรัฐฯ
ตลอดช่วงปีที่ผ่านมา รัฐบาลทรัมป์ได้ปรับเปลี่ยนกฎระเบียบเกี่ยวกับวีซ่านักศึกษาหลายครั้ง และเดินหน้ามาตรการอย่างจริงจังเพื่อจำกัดจำนวนนักศึกษาต่างชาติที่เดินทางเข้าสหรัฐฯ
ในรอบการสมัครปีการศึกษา 2024-2025 ซึ่งสิ้นสุดลงไม่นานหลังจากรัฐบาลทรัมป์เริ่มเดินหน้าปราบปรามผู้ถือวีซ่านักศึกษา จำนวนผู้สมัครจากต่างชาติลดลงเพียง 1% เมื่อเทียบกับปีการศึกษา 2023-2024
ร็อดนีย์ ฮิวจ์ส นักวิทยาศาสตร์ข้อมูลอาวุโสของ Common App กล่าวว่า การลดลงครั้งล่าสุดถือเป็นการลดลงครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่หน่วยงานเริ่มเก็บข้อมูลการสมัครแบบดิจิทัลในปี 2013
เขากล่าวว่า หากการขอวีซ่าทำได้ยากขึ้น ก็อาจทำให้นักศึกษาตัดสินใจสมัครเรียนในสหรัฐฯ น้อยลง
แนวโน้มจำนวนนักศึกษาต่างชาติที่ลดลงอาจรุนแรงขึ้น หลังรัฐบาลสหรัฐฯ ปรับเปลี่ยนนโยบายที่ใช้มานานหลายทศวรรษ ซึ่งจำกัดความสามารถของผู้ถือวีซ่าในการเปลี่ยนสาขาวิชา ย้ายมหาวิทยาลัย และพำนักอยู่ในสหรัฐฯ หลังสำเร็จการศึกษา
อย่างไรก็ตาม ผลกระทบไม่ได้เกิดขึ้นเท่ากันในทุกสถาบัน โดยมหาวิทยาลัยที่มีการแข่งขันสูงที่สุดยังมีแนวโน้มได้รับผลกระทบน้อยกว่า
ข้อมูลพบว่า จำนวนใบสมัครจากนักศึกษาต่างชาติไปยังมหาวิทยาลัยที่รับนักศึกษา น้อยกว่า 25% ของผู้สมัครทั้งหมด ลดลงเพียง 1% ขณะที่มหาวิทยาลัยที่รับนักศึกษามากกว่าครึ่งหนึ่งของผู้สมัคร เผชิญจำนวนใบสมัครจากต่างชาติลดลงราว 20%
ข้อมูลจาก U.S. Department of Commerce ที่อ้างผลสำรวจปี 2024 ของสำนักงาน ก.พ. ระบุว่า “สหราชอาณาจักร (UK)” เป็นจุดหมายอันดับ 1 ของเด็กไทยที่ไปเรียนต่อต่างประเทศ รองลงมาถึงเป็นสหรัฐฯ ออสเตรเลีย จีน และเยอรมนี
อย่างไรก็ตาม แนวโน้มสำคัญที่กำลังเกิดขึ้นคือ นักเรียนไทยหันไปศึกษาต่อในประเทศที่ไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลักมากขึ้น ได้แก่ จีน ญี่ปุ่น เยอรมนี เกาหลีใต้ และสิงคโปร์
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ประเทศเหล่านี้ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น ได้แก่ ระยะทางที่ใกล้ประเทศไทย ค่าเล่าเรียนที่เข้าถึงได้มากกว่า และมีหลักสูตรให้เลือกหลากหลาย