Logo site Amarintv 34HD
logo duooneLogo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
หุ้นสหรัฐฯ พุ่ง Nasdaq นิวไฮ แม้ Bond Yield กดดัน ปัจจัยหนุนมาจากไหน ?
โดย : กองบรรณาธิการ SPOTLIGHT

หุ้นสหรัฐฯ พุ่ง Nasdaq นิวไฮ แม้ Bond Yield กดดัน ปัจจัยหนุนมาจากไหน ?

6 ต.ค. 69
12:47 น.
แชร์

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ กลับมาทำสถิติสูงสุดใหม่ในวันที่ 5 ตุลาคม 2026 แม้ตลาดตราสารหนี้ยังเผชิญแรงเทขายและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (bond yield) ปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง โดย bond yield ทั้งอายุ 10 ปี และอายุ 30 ปี ขึ้นมาอยู่ในระดับสูงสุดในรอบ 24 ปี

แต่ท่ามกลางภาวะดังกล่าว ดัชนี Nasdaq Composite ซึ่งมีหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่เป็นองค์ประกอบสำคัญกลับเดินหน้าทำสถิติสูงสุดใหม่ โดยปิดที่ 27,477.31 จุด เพิ่มขึ้น 1.05% จากวันก่อนหน้า ขณะที่ S&P 500 ปิดที่ 7,773.95 จุด เพิ่มขึ้น 0.66% และ Dow Jones Industrial Average ปิดที่ 51,267.90 จุด เพิ่มขึ้น 0.18% โดยแรงหนุนสำคัญมาจากหุ้นที่เกี่ยวข้องกับกระแสการลงทุนในปัญญาประดิษฐ์ (AI) ทั้ง SpaceX, Meta, Microsoft, Nvidia และ Tesla ที่ปรับตัวขึ้นในวันเดียวกัน

การเคลื่อนไหวครั้งนี้น่าสนใจ เพราะโดยปกติแล้ว bond yield ที่สูงขึ้นมักสร้างแรงกดดันต่อตลาดหุ้น ขณะที่รอบนี้ราคาหุ้นกับผลตอบแทนพันธบัตรกลับขยับขึ้นไปพร้อมกัน โดยนักลงทุนไม่ได้แสดงท่าทีตื่นตระหนกต่อการพุ่งขึ้นของ bond yield เหมือนที่ตลาดเคยกังวล

แล้วอะไรเป็นปัจจัยที่ทำให้ตลาดหุ้นยังเดินหน้าต่อได้ท่ามกลางแรงกดดันจากตลาดพันธบัตร ?

AI ยังเป็นแรงส่งสำคัญของตลาด

ปัจจัยที่เห็นได้ชัดที่สุด คือ กระแสการลงทุนใน AI ซึ่งยังคงดึงดูดเงินลงทุนเข้าสู่หุ้นเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง แม้ในช่วงเดียวกันตลาดพันธบัตรทั่วโลกกำลังเผชิญแรงเทขาย และต้นทุนการกู้ยืมอยู่ในระดับสูงขึ้นก็ตาม

การเคลื่อนไหวของหุ้นในวันดังกล่าวสะท้อนภาพนี้ค่อนข้างชัด โดยหุ้นที่เกี่ยวข้องกับ AI และเทคโนโลยีขนาดใหญ่ต่างปรับตัวขึ้นพร้อมกัน SpaceX เพิ่มขึ้นมากกว่า 7% ขณะที่ Nvidia และ Tesla เพิ่มขึ้นราว 2% ส่วน Meta และ Microsoft ก็ปรับตัวขึ้นเช่นกัน ส่งให้หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีกลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของ Nasdaq

หุ้นเทคโนโลยีถูกมองว่ารับมือดอกเบี้ยสูงได้ดีกว่า

นอกจากกระแส AI แล้ว ลักษณะของธุรกิจเทคโนโลยีเองก็เป็นอีกเหตุผลที่ทำให้หุ้นกลุ่มนี้ยังได้รับความสนใจ แม้ bond yield จะปรับตัวสูงขึ้น โดยนักลงทุนให้น้ำหนักกับบริษัทที่สามารถสร้างการเติบโตของกำไรได้รวดเร็ว

ลุก แลงโก (Luke Lango) นักวิเคราะห์ด้านเทคโนโลยีจาก investorPlace ระบุว่า ในภาวะที่อัตราดอกเบี้ยยังอยู่ในระดับสูงและต้นทุนเชื้อเพลิงกดดันเศรษฐกิจ หุ้นที่สามารถสร้างการเติบโตของกำไรได้เร็วพอที่จะเอาชนะผลกระทบจากอัตราคิดลด (discount rate) ที่สูงขึ้น กำลังเป็นกลุ่มที่ดึงดูดเงินลงทุน และในเวลานี้กลุ่มที่ว่านี้ส่วนใหญ่ก็คือหุ้นที่เกี่ยวข้องกับ AI

ในทิศทางเดียวกัน เจย์ แฮตฟิลด์ (Jay Hatfield) ซีอีโอของ Infrastructure Capital Advisors มองว่า หุ้นเทคโนโลยีมีความอ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ยค่อนข้างต่ำ โดยให้เหตุผลว่า กลุ่มนี้มีการเติบโตของกำไรสูง ขณะที่ความต้องการด้านการประมวลผลยังแข็งแกร่ง ทำให้ต้นทุนดอกเบี้ยไม่ได้เข้ามากระทบธุรกิจในระดับเดียวกับบางภาคส่วน

ตัวเลขจ้างงานชะลอ ลดกังวล Fed ขึ้นดอกเบี้ยระยะสั้น

อีกปัจจัยที่ช่วยผ่อนคลายแรงกดดันต่อตลาดหุ้นมาจากข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ โดยตัวเลขการจ้างงานเดือนกันยายนชะลอตัวลงมากกว่าที่ตลาดคาด ขณะที่ตัวเลขการจ้างงานของสองเดือนก่อนหน้าก็ถูกปรับลดลง ทำให้นักลงทุนลดความกังวลเรื่องการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ในระยะใกล้

ข้อมูลดังกล่าวมีความสำคัญต่อการประเมินทิศทางดอกเบี้ย เพราะก่อนหน้านี้การปรับขึ้นของ bond yield ส่วนหนึ่งเกิดจากความกังวลว่าเงินเฟ้อที่ยังอยู่ในระดับสูงอาจทำให้ Fed ต้องคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับสูงเป็นเวลานาน หรืออาจปรับขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติม

หลังตัวเลขการจ้างงานออกมา นักลงทุนจึงลดน้ำหนักความเป็นไปได้ของการขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมเดือนตุลาคม โดยข้อมูลจาก CME FedWatch ระบุว่า โอกาสที่ Fed จะขึ้นดอกเบี้ยในเดือนนี้ลดลงจาก 64% เหลือประมาณ 24% ภายในหนึ่งสัปดาห์

แม้ตลาดยังต้องรอติดตามรายงานการประชุม Fed เดือนกันยายน เพื่อดูมุมมองของกรรมการต่อเงินเฟ้อและทิศทางดอกเบี้ยในช่วงที่เหลือของปี แต่ข้อมูลการจ้างงานล่าสุดก็ช่วยลดแรงกังวลเรื่องการขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติมในระยะสั้นลงได้

ราคาน้ำมันลดลง ช่วยผ่อนแรงกดดันเศรษฐกิจ

ขณะที่ตลาดกำลังรับมือกับ bond yield ที่สูงขึ้น ราคาน้ำมันก็เคลื่อนไหวในทิศทางที่ช่วยผ่อนแรงกดดัน โดยราคาน้ำมันดิบ Brent ปรับตัวลงเกือบ 1.9% มาอยู่ที่ประมาณ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่วน WTI ลดลงประมาณ 1.8% มาอยู่ที่ราว 89 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

การลดลงของราคาน้ำมันเกิดขึ้นหลังปริมาณการส่งออกน้ำมันจากตะวันออกกลางเพิ่มขึ้น และกลุ่ม G7 ให้คำมั่นว่าจะเพิ่มปริมาณน้ำมันในตลาด ส่งผลให้ความกังวลเรื่องภาวะตึงตัวของอุปทานน้ำมันผ่อนคลายลง

ทั้งนี้ ราคาพลังงานเป็นอีกปัจจัยที่ตลาดจับตา เพราะในช่วงที่เงินเฟ้อยังเป็นประเด็นสำคัญและ bond yield อยู่ในระดับสูง การที่ราคาน้ำมันไม่ได้เร่งตัวขึ้นต่อจึงช่วยลดแรงกดดันบางส่วนต่อภาพเศรษฐกิจและเงินเฟ้อ เมื่อราคาน้ำมันลดลงจึงเห็นการปรับขึ้นของหุ้น

ตลาดมองหุ้นแกร่งพอที่จะรับแรงกระแทก

อีกปัจจัยหนึ่งที่สนับสนุนหุ้นสหรัฐฯ คือ มุมมองต่อตลาดหุ้นโดยรวม แม้จะมีปัจจัยกดดันหลายด้านพร้อมกัน ทั้ง bond yield ที่สูงขึ้น ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ และต้นทุนการกู้ยืมที่เพิ่มขึ้น แต่ตลาดหุ้นทั่วโลกยังสามารถปรับตัวขึ้นและเคลื่อนไหวใกล้ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์

บีอาตา แมนไท (Beata Manthey) นักกลยุทธ์ของ Citi ระบุว่า ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวขึ้นประมาณ 12% นับตั้งแต่ต้นปี แม้ต้องเผชิญกับความเสี่ยงจากภูมิรัฐศาสตร์และต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้น โดยตั้งคำถามว่า ความเคลื่อนไหวที่ค่อนข้างสงบของตลาดสะท้อนว่าปัจจัยพื้นฐานของหุ้นยังมีความแข็งแกร่งเพียงพอที่จะรับแรงกระแทกจากเศรษฐกิจมหภาคหรือไม่

สำหรับ Citi ขณะนี้ยังให้น้ำหนักกับมุมมองว่า ตลาดมีความแข็งแกร่ง หรือ ‘resilience’ โดยยังติดตามว่าปัจจัยพื้นฐานและผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนจะสามารถรองรับแรงกดดันจากปัจจัยมหภาคที่เพิ่มขึ้นได้ต่อไปหรือไม่

อ้างอิง : Quartz via Yahoo, Business Insider, Reuters และ CNBC

แชร์
หุ้นสหรัฐฯ พุ่ง Nasdaq นิวไฮ แม้ Bond Yield กดดัน ปัจจัยหนุนมาจากไหน ?