
ภาวะโลกร้อนและปรากฎการณ์เอลนีโญกำลังทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ บ่งบอกได้ชัดจากรูปแบบสภาพอากาศที่เปลี่ยนไปในประเทศไทย ทั้งการฝนที่ตกหนัก พายุที่รุนแรงขึ้น รวมไปถึงอากาศร้อนจัดขึ้นทุกปี
แต่ไม่ใช่แค่เพียงประเทศไทย หรือประเทศในเอเชีย เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา ออสเตรเลียต้องเผชิญเดือนกันยายนที่ร้อนที่สุดเป็นอันดับ 2 นับตั้งแต่มีการบันทึกสถิติ โดยเป็นผลมาจากภาวะโลกร้อนและเอลนีโญนั่นเอง
ข้อมูลจากสำนักงานอุตุนิยมวิทยาออสเตรเลีย (Bureau of Meteorology) ระบุว่า อุณหภูมิต่ำสุดในช่วงกลางคืนทั่วประเทศในเดือนกันยายนที่ผ่านมา สูงที่สุดเท่าที่เคยบันทึกไว้สำหรับเดือนนี้ นับตั้งแต่เริ่มเก็บข้อมูลในปี 1910
พื้นที่เทือกเขาแอลป์ของออสเตรเลียยังทำลายสถิติอุณหภูมิหลายรายการ ขณะที่ความหนาของหิมะในอุทยานแห่งชาติคอสซิอุสโก (Kosciuszko National Park) ลดลงเหลือศูนย์ในเดือนกันยายนเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เริ่มติดตามข้อมูลในปี 1954
ดร.ลินเดน แอชครอฟต์ นักวิทยาศาสตร์ด้านสภาพภูมิอากาศจากมหาวิทยาลัยเมลเบิร์น กล่าวว่า มีปัจจัยสำคัญเพียงอย่างเดียวที่อธิบายเรื่องนี้ได้ นั่นคือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
เธอกล่าวว่า ปรากฏการณ์ดังกล่าวยังเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของ “ฤดูกาลเคลื่อนตัว” (seasonal creep) ซึ่งหมายถึงฤดูหนาวสิ้นสุดเร็วขึ้น ขณะที่ฤดูใบไม้ผลิเริ่มต้นเร็วกว่าเดิม
ข้อมูลระบุว่า อุณหภูมิเฉลี่ยทั่วประเทศในเดือนกันยายนสูงกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวระหว่างปี 1961–1990 ถึง 2.71 องศาเซลเซียส
ส่วนอุณหภูมิต่ำสุดเฉลี่ยสูงกว่าค่าปกติ 2.52 องศาเซลเซียส ทำลายสถิติเดิมที่เพิ่งเกิดขึ้นในปี 2023 ซึ่งอยู่ที่ 2.51 องศาเซลเซียส
สำนักงานอุตุนิยมวิทยาระบุว่า ออสเตรเลียไม่เคยมีเดือนกันยายนที่อุณหภูมิเฉลี่ยต่ำกว่าค่าปกติมาตั้งแต่ปี 2004
นับตั้งแต่เริ่มมีการบันทึกข้อมูลทั่วประเทศในปี 1910 อุณหภูมิของออสเตรเลียเพิ่มขึ้นแล้วมากกว่า 1.5 องศาเซลเซียสจากภาวะโลกร้อน
ด้านปริมาณฝน รัฐและดินแดนทั้งหมดของออสเตรเลียมีฝนตกต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในเดือนกันยายน ยกเว้นรัฐเวสเทิร์นออสเตรเลีย ซึ่งมีฝนตกมากเป็นอันดับ 2 ในประวัติศาสตร์ และเป็นเดือนกันยายนที่มีฝนตกมากที่สุดนับตั้งแต่ปี 1904
ขณะที่รัฐนิวเซาท์เวลส์ (NSW) มีพื้นที่ถึง 45 แห่งที่บันทึกเดือนกันยายนที่ร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์
ดร.ไซมอน เกรนเจอร์ นักภูมิอากาศวิทยาอาวุโสของสำนักงานอุตุนิยมวิทยาออสเตรเลีย กล่าวว่า เดือนกันยายนที่ผ่านมา แทบทุกพื้นที่มีอากาศอบอุ่น
เขากล่าวว่า ระบบความกดอากาศสูงที่ปกคลุมพื้นที่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของออสเตรเลียอย่างต่อเนื่อง ทำให้อุณหภูมิในช่วงกลางวันสูงและสภาพอากาศแห้ง โดยรัฐนิวเซาท์เวลส์มีเดือนกันยายนที่แห้งแล้งที่สุดเป็นอันดับ 4 ขณะที่รัฐวิกตอเรียแห้งแล้งที่สุดเป็นอันดับ 6
นอกจากอิทธิพลจากภาวะโลกร้อนแล้ว เกรนเจอร์ระบุว่า ปรากฏการณ์เอลนีโญ ซึ่งยังคงทวีความรุนแรงขึ้นในมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อน และถูกคาดการณ์ว่า อาจเป็นเอลนีโญที่รุนแรงที่สุดเท่าที่เคยบันทึกไว้ มีแนวโน้มเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้เกิดรูปแบบอุณหภูมิและปริมาณฝนที่ผิดปกติในเดือนกันยายน
สถานีตรวจวัดสภาพอากาศหลายแห่งในพื้นที่เทือกเขาแอลป์ยังทำลายสถิติในเดือนกันยายน หลังจากรีสอร์ตสกีหลายแห่งต้องปิดให้บริการเร็วกว่าปกติถึง 1 เดือน เนื่องจากฤดูหนาวที่อบอุ่นและมีฝนตกมาก
สำนักงานอุตุนิยมวิทยาระบุว่า ข้อมูลจากสถานีวัดความลึกของหิมะที่ Spencers Creek ในอุทยานแห่งชาติคอสซิอุสโก ซึ่งดำเนินการโดย Snowy Hydro พบว่า ความหนาของหิมะลดลงเหลือศูนย์ในช่วงเดือนกันยายน ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นในเดือนกันยายนมาก่อน นับตั้งแต่เริ่มบันทึกข้อมูลในปี 1954
ที่เมืองเธรดโบ (Thredbo) ซึ่งมีการบันทึกอุณหภูมิมานาน 59 ปี อุณหภูมิต่ำสุดเฉลี่ยในช่วงกลางคืนอยู่ที่ 0.1 องศาเซลเซียส ถือเป็นครั้งแรกที่อุณหภูมิต่ำสุดรายวันเฉลี่ยตลอดเดือนกันยายนสูงกว่าจุดเยือกแข็ง
เธรดโบยังทำลายสถิติอุณหภูมิสูงสุดในเดือนกันยายน โดยแตะ 16 องศาเซลเซียส สูงกว่าสถิติเดิมที่ทำไว้ในปี 2001 ราว 1 องศาเซลเซียส
ส่วนพื้นที่เทือกเขาแอลป์ของรัฐวิกตอเรีย อุณหภูมิสูงสุดตลอดเดือนกันยายนที่ Mount Buller, Falls Creek และ Mount Hotham ต่างทำสถิติสูงสุดครั้งใหม่ทั้งหมด