Logo site Amarintv 34HD
logo duooneLogo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
ไทย-เอเชียแบกค่า LNGหลังหัก อุปทานวูบ ต้นทุนพุ่ง2เท่า คาดราคาไม่ลงง่าย
โดย : กองบรรณาธิการ SPOTLIGHT

ไทย-เอเชียแบกค่า LNGหลังหัก อุปทานวูบ ต้นทุนพุ่ง2เท่า คาดราคาไม่ลงง่าย

14 ก.ย. 69
15:35 น.
แชร์

สงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านทำให้อุปทานก๊าซธรรมชาติเหลว หรือ LNG ราวหนึ่งในห้าหายไปจากตลาด ส่งผลให้ต้นทุนพลังงานของประเทศตลาดเกิดใหม่ในเอเชียพุ่งสูงขึ้น หลายประเทศจึงต้องกลับมาทบทวนว่า ในระยะยาวยังควรพึ่งพา LNG มากน้อยเพียงใด ทั้งสำหรับการผลิตไฟฟ้า ภาคอุตสาหกรรม และในฐานะเชื้อเพลิงเปลี่ยนผ่านจากถ่านหินไปสู่พลังงานหมุนเวียน

นับตั้งแต่สงครามปะทุขึ้นในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ การขนส่ง LNG จากกาตาร์ผ่านช่องแคบฮอร์มุซแทบหยุดชะงัก ทำให้ผู้ซื้อในเอเชียได้รับก๊าซไม่ครบตามปริมาณที่ตกลงไว้ในสัญญา

ประเทศที่ยังจำเป็นต้องใช้ LNG จึงต้องหันไปซื้อจากตลาดสปอต ท่ามกลางราคาที่กำลังพุ่งสูง ขณะเดียวกันก็ไม่สามารถปรับเปลี่ยนสัดส่วนพลังงานได้ในทันที เพราะหากลดการใช้ก๊าซเร็วเกินไป อาจกระทบต่อความมั่นคงของระบบไฟฟ้าและเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดไฟฟ้าดับ

นับตั้งแต่สงครามเริ่มต้น อินเดีย ปากีสถาน บังกลาเทศ ไทย และเวียดนาม ซึ่งเป็นตลาดเกิดใหม่รายสำคัญของเอเชียนอกเหนือจากจีน ใช้เงินซื้อ LNG จากตลาดสปอตรวมกันถึง 7.4 พันล้านดอลลาร์ จากการวิเคราะห์ข้อมูลการประมูลซื้อของ Bloomberg News

ตัวเลขดังกล่าวสูงกว่าต้นทุน LNG ในปริมาณใกล้เคียงกันภายใต้สัญญาระยะยาวอย่างมาก โดยในช่วงเดียวกันของปีก่อน LNG ปริมาณดังกล่าวมีมูลค่าประมาณ 3.1 พันล้านดอลลาร์เท่านั้น

ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่าไม่เพียงสร้างแรงกดดันทางการเงินในระยะสั้น แต่ยังทำให้หลายประเทศเริ่มตั้งคำถามถึงความน่าเชื่อถือของ LNG ในฐานะแหล่งพลังงานด้วย

บาลาจี กฤษณมูรติ ประธานบริษัท Chevron Corp. ประจำออสเตรเลีย มองว่า ในช่วงประมาณ 6 เดือนข้างหน้า ราคา LNG ยังมีแนวโน้มทรงตัวอยู่ในระดับสูง และเป็นเรื่องยากที่จะเห็นราคาปรับลดลง

ฮอร์มุซตอกย้ำความเปราะบางของ LNG

การปิดช่องแคบฮอร์มุซทำให้ผู้ซื้อ LNG ในเอเชียเผชิญความเสี่ยงด้านอุปทานอย่างหนัก เนื่องจากก๊าซจากกาตาร์ที่ต้องส่งมอบตามสัญญาแทบไม่สามารถขนส่งผ่านเส้นทางดังกล่าวได้ ผู้ซื้อจึงต้องเร่งจัดหา LNG จากตลาดสปอตมาทดแทน เพื่อให้โรงไฟฟ้าและภาคอุตสาหกรรมมีเชื้อเพลิงใช้อย่างต่อเนื่อง

ภาวะขาดแคลนทำให้ประเทศเหล่านี้แทบไม่มีทางเลือก นอกจากซื้อ LNG ในตลาดสปอต แม้ราคาจะพุ่งสูงก็ตาม เพราะไม่สามารถปรับระบบพลังงานไปใช้เชื้อเพลิงชนิดอื่นได้ในเวลาอันสั้น โดยไม่กระทบต่อความมั่นคงของระบบไฟฟ้า 

ดังนั้น แม้หลายประเทศเริ่มวางแผนลดการพึ่งพา LNG ในระยะยาว แต่ในระยะสั้นยังจำเป็นต้องซื้อก๊าซต่อไป เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงจากไฟฟ้าดับ

วิกฤตครั้งนี้เกิดขึ้นเพียงไม่กี่ปีหลังสงครามรัสเซีย-ยูเครนเคยทำให้ LNG ขาดแคลนและราคาพุ่งสูง การต้องเผชิญปัญหาด้านอุปทานและราคาอันเป็นผลจากสงครามอีกครั้ง จึงยิ่งบั่นทอนความเชื่อมั่นต่อ LNG ในฐานะแหล่งพลังงานที่มั่นคงและเชื่อถือได้ในสายตาของตลาดเอเชีย

ภาระที่เพิ่มขึ้นสะท้อนผ่านข้อมูลการประมูลซื้อที่ Bloomberg News นำมาวิเคราะห์ โดยนับตั้งแต่สงครามเริ่มต้น อินเดีย ปากีสถาน บังกลาเทศ ไทย และเวียดนาม ใช้เงินซื้อ LNG จากตลาดสปอตรวมกันถึง 7.4 พันล้านดอลลาร์ เทียบกับต้นทุนประมาณ 3.1 พันล้านดอลลาร์สำหรับ LNG ในปริมาณใกล้เคียงกันภายใต้สัญญาระยะยาวในช่วงเดียวกันของปีก่อน นั่นหมายความว่าต้นทุนการจัดหาก๊าซเพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่า

บาลาจี กฤษณมูรติ ประธาน Chevron ประจำออสเตรเลีย กล่าวกับ Bloomberg TV เมื่อวันจันทร์ ระหว่างเข้าร่วมงาน Gastech ที่กรุงเทพฯ ว่า เป็นไปได้ยากที่ราคา LNG จะลดลงในช่วงประมาณ 6 เดือนข้างหน้า พร้อมระบุว่า LNG จากออสเตรเลียกำลังซื้อขายในราคาพรีเมียม เพราะมีข้อได้เปรียบจากทำเลที่ตั้งซึ่งอยู่ใกล้ตลาดเอเชีย

Chevron บริษัทน้ำมันรายใหญ่ของสหรัฐฯ ซึ่งดำเนินโครงการ Gorgon และ Wheatstone ในออสเตรเลีย เป็นหนึ่งในบริษัทที่ได้รับประโยชน์จากราคา LNG ที่พุ่งสูงขึ้น หลังตลาดสูญเสียอุปทานจากกาตาร์ ซึ่งก่อนเกิดสงครามมีสัดส่วนการผลิตประมาณหนึ่งในห้าของปริมาณ LNG ทั่วโลก

“หากราคายังอยู่ในระดับนี้ เรามองว่า LNG จะแข่งขันกับเชื้อเพลิงทางเลือกได้ยาก” ฟาเบียน คอร์ รองประธานบริหารประจำเอเชียของ SEFE Marketing & Trading Ltd. บริษัทผู้ซื้อ LNG จากเยอรมนี กล่าวระหว่างการประชุมที่สิงคโปร์เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

บทบาท “เชื้อเพลิงสะพาน” ของ LNG ถูกตั้งคำถาม

ที่ผ่านมา LNG ถูกวางให้มีบทบาทเป็น “เชื้อเพลิงสะพาน” สำหรับการเปลี่ยนผ่านจากถ่านหินซึ่งก่อมลพิษมากกว่า ไปสู่พลังงานหมุนเวียน แต่ปัญหาขาดแคลนและราคาที่พุ่งสูงจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ กำลังทำให้ประเทศผู้ซื้อต้องกลับมาทบทวนว่า LNG ยังเป็นพลังงานที่ทำหน้าที่นั้นได้จริงหรือไม่

ก่อนเกิดวิกฤตรอบนี้ ภาคอุตสาหกรรมยังเชื่อมั่นว่าความต้องการ LNG จะเติบโตอย่างมากในระยะยาว โดย Shell Plc หนึ่งในผู้ผลิตรายใหญ่ของโลก คาดการณ์ไว้ในรายงานเมื่อเดือนสิงหาคมว่า ความต้องการ LNG จะเพิ่มขึ้น 65% ภายในปี 2050 โดยมีเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ

อย่างไรก็ตาม การส่งออกจากกาตาร์ที่หายไปและราคาที่พุ่งสูงตามมา เริ่มทำให้ความต้องการ LNG ลดลงในระยะสั้น ขณะเดียวกันยังเพิ่มความเสี่ยงที่การใช้ LNG จะชะลอตัวลงในระยะยาว เนื่องจากหลายประเทศอาจหันไปใช้พลังงานทางเลือกมากขึ้น เพื่อป้องกันตนเองจากวิกฤตอุปทานที่อาจเกิดขึ้นซ้ำในอนาคต

แม้ก่อนสงครามครั้งล่าสุด ราคาที่อยู่ในระดับสูงต่อเนื่องมาหลายปีก็เป็นอุปสรรคต่อการใช้ LNG อยู่แล้ว โดยเฉพาะในภาคการผลิตไฟฟ้า ซึ่งเคยถูกคาดหวังว่าจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของความต้องการ LNG ในอนาคต

ข้อมูลจาก Institute for Energy Economics and Financial Analysis หรือ IEEFA ระบุว่า ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา โครงการโรงไฟฟ้าก๊าซที่อยู่ในแผนพัฒนาจำนวน 47 แห่ง มูลค่ารวม 5.2 หมื่นล้านดอลลาร์ ถูกยกเลิก ถอนออกจากแผน หรือไม่มีความคืบหน้า โดยโครงการเหล่านี้กระจายอยู่ในหลายประเทศ รวมถึงฟิลิปปินส์ ไทย และเวียดนาม

“หากย้อนกลับไปดูการคาดการณ์ของอุตสาหกรรมเมื่อ 10 ปีก่อน ทุกฝ่ายต่างบอกว่าการใช้ LNG ผลิตไฟฟ้าจะเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของความต้องการ” แซม เรย์โนลด์ส หัวหน้าฝ่ายวิจัย LNG และก๊าซในเอเชียของ IEEFA กล่าว

“ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ครั้งแรกอาจถูกมองว่าเป็นเหตุการณ์ร้ายแรงเพียงครั้งเดียว แต่เมื่อเกิดขึ้นเป็นครั้งที่สอง นั่นย่อมสะท้อนให้เห็นว่าเหตุการณ์ลักษณะนี้มีโอกาสเกิดขึ้นซ้ำ และนี่คือสิ่งที่ประเทศต่างๆ ในเอเชียกำลังเริ่มตระหนักอย่างแท้จริง”

ทั้งนี้ ในอีกด้านหนึ่ง บาลาจี กฤษณมูรติ ประธาน Chevron ประจำออสเตรเลีย มองว่า การเติบโตของปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของความต้องการ LNG ขณะที่ออสเตรเลียเองก็มีศักยภาพรองรับการขยายตัวของดาต้าเซ็นเตอร์

“ในระยะสั้น เรายังคงจะเห็นความต้องการปรับลดลงบางส่วน” กฤษณมูรติกล่าว แต่ย้ำว่า “ในระยะยาว ปัจจัยพื้นฐานของ LNG ยังคงแข็งแกร่งมาก”

อย่างไรก็ดี แนวโน้มดังกล่าวจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ กำลังเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นหารือในงาน Gastech การประชุมอุตสาหกรรม LNG ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งจัดขึ้นที่กรุงเทพฯ ในสัปดาห์นี้ ท่ามกลางสถานการณ์ที่ประเทศกำลังพัฒนาในเอเชียต้องรับมือทั้งกับราคาสปอตที่พุ่งสูงและความไม่แน่นอนของการส่งมอบก๊าซตามสัญญา

ไทยในฐานะเจ้าภาพจัดงานปีนี้ เพิ่งเปิดเผยแผนพลังงานระยะยาวที่ตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเป็นอย่างน้อย 65% ภายในปี 2050 โดยส่วนหนึ่งของการเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดจะมาจากการลดบทบาทของก๊าซธรรมชาติลง

โซลาร์และพลังน้ำเด่นขึ้นในฐานะทางเลือกใหม่

แม้หลายประเทศในเอเชียยังจำเป็นต้องใช้ก๊าซในระยะสั้น แต่ความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นทำให้ในระยะยาวประเทศเหล่านี้เริ่มมองหาทางลดการพึ่งพา LNG มากขึ้น โดยพิจารณาทางเลือกที่หลากหลาย ตั้งแต่พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม ถ่านหิน และนิวเคลียร์ ไปจนถึงก๊าซที่ผลิตได้ภายในประเทศและก๊าซที่ขนส่งผ่านระบบท่อ

ในบรรดาทางเลือกเหล่านี้ พลังงานแสงอาทิตย์กำลังได้รับความสนใจมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาของเอเชีย หลังต้นทุนแบตเตอรี่ลดลงมากกว่า 30% ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา ทำให้โซลาร์มีความคุ้มค่ามากขึ้นและกลายเป็นหนึ่งในทางเลือกสำคัญสำหรับการผลิตไฟฟ้าในอนาคต

ปากีสถานเคยถูกมองว่าเป็นหนึ่งในตลาด LNG ที่มีศักยภาพเติบโตสูง แต่ปัญหาการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซกำลังเปลี่ยนแนวโน้มดังกล่าว อักเชย์ โมดี นักวิเคราะห์ของ BloombergNEF มองว่า หลังได้รับผลกระทบจากวิกฤตครั้งนี้ ปากีสถานมีแนวโน้มเพิ่มการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์และพลังน้ำมากขึ้น

บังกลาเทศเป็นอีกประเทศที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากการขาดหายไปของ LNG จากกาตาร์ โดยต้องใช้เงินมากกว่า 2 พันล้านดอลลาร์เพื่อจัดหาก๊าซมาทดแทน ขณะเดียวกัน รัฐบาลกำลังออกมาตรการจูงใจให้ผู้บริโภคติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ เพื่อส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์และลดความเสี่ยงจากการพึ่งพา LNG ในอนาคต

เวียดนามและฟิลิปปินส์อาจหวนพึ่งถ่านหิน

อย่างไรก็ตาม การลดการพึ่งพา LNG ไม่ได้หมายความว่าทุกประเทศจะหันไปใช้พลังงานหมุนเวียนทั้งหมด สำหรับเวียดนามและฟิลิปปินส์ ราคาก๊าซที่พุ่งสูงอาจทำให้ทั้งสองประเทศกลับมาใช้ถ่านหินมากขึ้น ตามมุมมองของอักเชย์ โมดี นักวิเคราะห์จาก BloombergNEF

แม้ถ่านหินจะเป็นเชื้อเพลิงฟอสซิลที่ก่อมลพิษมากที่สุด แต่ปริมาณการใช้ถ่านหินในปีนี้มีแนวโน้มแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ 

สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศระบุว่า ความต้องการถ่านหินกำลังได้รับแรงหนุนจากทั้งราคาก๊าซที่สูงขึ้นและปรากฏการณ์เอลนีโญที่รุนแรง ซึ่งทำให้ความต้องการใช้เครื่องปรับอากาศและไฟฟ้าเพิ่มขึ้น

ปัจจัยเหล่านี้ทำให้ถ่านหินกลับมาเป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับเวียดนามและฟิลิปปินส์ เมื่อ LNG มีราคาแพงเกินไป แนวโน้มดังกล่าวยังสะท้อนความย้อนแย้งของบทบาท LNG ซึ่งเดิมถูกวางให้เป็น “เชื้อเพลิงสะพาน” ที่จะช่วยให้ประเทศต่างๆ ลดการใช้ถ่านหินและเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานหมุนเวียน 

เพราะเมื่อราคาก๊าซพุ่งสูง LNG กลับสูญเสียความสามารถในการแข่งขันและผลักให้หลายประเทศหันกลับไปพึ่งพาถ่านหินอีกครั้ง

กระจายแหล่งซื้อ ขณะที่โครงการโรงไฟฟ้าสะดุด

นอกเหนือจากการเปลี่ยนส่วนผสมพลังงาน สงครามในตะวันออกกลางยังกำลังบีบให้ประเทศผู้ซื้อค้นหาผู้ผลิตรายอื่นแทนกาตาร์ 

ก่อนเกิดความขัดแย้ง กาตาร์เป็นประเทศผู้จัดหา LNG คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 20% ของเชื้อเพลิงชนิดนี้ แต่เมื่อเส้นทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซหยุดชะงัก การพึ่งพาแหล่งจัดหาที่กระจุกตัวจึงกลายเป็นประเด็นสำคัญของกลยุทธ์การจัดซื้อ

ผลสำรวจของ McKinsey & Co. ระบุว่า ผู้ซื้อ LNG ประมาณ 80% คาดว่าจะเปลี่ยนกลยุทธ์การจัดหาในช่วงไม่กี่ปีข้างหน้า โดยให้ความสำคัญกับการกระจายแหล่งจัดหาตามภูมิศาสตร์มากขึ้น 

กฤษณมูรติกล่าวด้วยว่า สงครามทำให้ลูกค้าหันมาแสวงหาสัญญาจัดหา LNG ระยะยาวมากขึ้น เนื่องจากความมั่นคงด้านพลังงานกลายเป็นสิ่งที่ผู้ซื้อให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ

การให้ความสำคัญกับความหลากหลายทางภูมิศาสตร์อาจเพิ่มความน่าสนใจให้แก่โครงการที่สามารถเข้าถึงตลาดเอเชียได้โดยตรง TotalEnergies SE และ Exxon Mobil Corp. กำลังพยายามผลักดันโครงการ Papua LNG ในปาปัวนิวกินี โดยมีกำหนดตัดสินใจลงทุนขั้นสุดท้ายภายในปีนี้ ขณะเดียวกัน สหรัฐฯ และแคนาดาอาจได้รับประโยชน์จากความต้องการกระจายแหล่งจัดหาของผู้ซื้อเช่นกัน

อ้างอิง: Bloomberg 1, Bloomberg 2


แชร์
ไทย-เอเชียแบกค่า LNGหลังหัก อุปทานวูบ ต้นทุนพุ่ง2เท่า คาดราคาไม่ลงง่าย