
ค่าไฟที่มีแนวโน้มสูงขึ้นกำลังเปลี่ยนสถานะของ “โซลาร์รูฟท็อป” จากทางเลือกด้านพลังงานสะอาด ไปสู่การลงทุนที่จับต้องได้มากขึ้นสำหรับภาคครัวเรือน โดยเฉพาะในช่วงที่ต้นทุนพลังงานโลกยังผันผวนจากสงครามในตะวันออกกลาง ซึ่งกดดันราคาก๊าซธรรมชาติและ LNG ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้าของไทยให้มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง
SCB EIC ประเมินว่า หากสถานการณ์สงครามยืดเยื้อและทวีความรุนแรง ราคา LNG ในช่วงปี 2569-2573 อาจเพิ่มขึ้นเฉลี่ยแตะระดับ 14.9 ดอลลาร์สหรัฐต่อล้านบีทียู และผลักดันค่าไฟฟ้าเฉลี่ยให้ขยับขึ้นใกล้ 4 บาทต่อหน่วย ภาวะดังกล่าวจะทำให้ครัวเรือนที่ใช้ไฟฟ้าสูงต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานเพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ในบริบทนี้ EIC มองว่า ค่าไฟแพงกลับกลายเป็นปัจจัยเร่งให้การติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปมีความคุ้มค่ามากขึ้น เพราะยิ่งค่าไฟสูงขึ้นเท่าใด มูลค่าการประหยัดค่าไฟจากการผลิตไฟใช้เองก็ยิ่งเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ส่งผลให้ระยะเวลาคืนทุนของครัวเรือนสั้นลง โดยเฉพาะกลุ่มที่มีการใช้ไฟฟ้าในช่วงกลางวันเป็นจำนวนมาก
แรงหนุนสำคัญอีกด้านหนึ่งคือมาตรการลดหย่อนภาษีเงินได้สำหรับค่าซื้ออุปกรณ์และค่าติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา วงเงินสูงสุดไม่เกิน 200,000 บาทต่อระบบ ซึ่งมีผลตั้งแต่วันที่ 3 มีนาคม 2569 มาตรการนี้ช่วยลดต้นทุนตั้งต้นของครัวเรือน และทำให้การตัดสินใจลงทุนติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปเกิดขึ้นได้ง่ายขึ้น
เมื่อรวมผลจากค่าไฟที่มีแนวโน้มสูงขึ้นและสิทธิประโยชน์ทางภาษี EIC ประเมินว่า ระยะเวลาคืนทุนของการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปอาจสั้นลงจากเดิมราว 5-8 ปี เหลือประมาณ 3-6 ปี ขึ้นอยู่กับขนาดระบบ ปริมาณการใช้ไฟฟ้า และระดับความรุนแรงของวิกฤตพลังงานโลก
จากประกาศพระราชกฤษฎีกา มาตรการลดหย่อนภาษีเงินได้เพื่อส่งเสริมการใช้พลังงานแสงอาทิตย์และการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน เมื่อวันที่ 2 มีนาคมและเริ่มมีผลตั้งแต่วันที่ 3 มีนาคมนั้น ออกมาได้ประจวบเหมาะกับสถานการณ์ที่ไทยกำลังเผชิญกับวิกฤตพลังงานจากสงครามในตะวันออกกลาง โดยมาตรการลดหย่อนภาษีดังกล่าวมีรายละเอียดสำคัญแบ่งออกเป็น 2 มาตรการหลัก ได้แก่
1. มาตรการส่งเสริมการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ในภาคครัวเรือน (มาตรา 3)
2. มาตรการส่งเสริมการลงทุนในอุปกรณ์ประหยัดพลังงานประสิทธิภาพสูง (มาตรา 4)
เงื่อนไขสำคัญ : หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขทั่วไป (มาตรา 5)
โดยสิทธิการลดหย่อนภาษีภายใต้มาตรการส่งเสริมการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ในภาคครัวเรือน (มาตรา 3) ข้างต้นนับเป็นมาตรการสำคัญที่ภาครัฐนำมาใช้เพื่อจูงใจประชาชนทั่วไปให้เห็นถึงความคุ้มค่าของการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปและส่งผลให้การลงทุนในโซลาร์รูฟท็อปได้รับความสนใจจากประชาชนเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
SCB EIC ระบุว่า การติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปมีโอกาสคืนทุนได้เร็วขึ้นจากค่าใช้จ่ายที่ลดลงผ่านมาตรการลดหย่อนภาษีที่ออกมาและยังช่วยลดภาระค่าไฟฟ้าที่มีแนวโน้มสูงขึ้นจากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง โดยมาตรการลดหย่อนภาษีติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปจะทำให้ครัวเรือนได้รับค่าใช้จ่ายบางส่วนกลับคืนมาหลังยื่นแบบภาษี (ขึ้นอยู่กับอัตราภาษีของแต่ละบุคคล)
ตัวอย่างเช่น หากติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปขนาด 3 กิโลวัตต์ (KWp) จะมีค่าใช้จ่ายในการติดตั้งราว 110,000–120,000 บาท และสามารถนำไปยื่นคืนภาษีได้ราว 5,000-25,000 บาท โดยเงินที่ได้คืนจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปได้มากถึง 5%-20% ซึ่งหากเป็นครัวเรือนที่ใช้ไฟฟ้าในปริมาณสูงและต้องติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปที่มีขนาดกำลังการผลิตมากขึ้นก็จะมีสิทธิได้รับคืนเงินภาษีที่สูงขึ้นตามค่าใช้จ่ายที่ติดตั้ง
ยิ่งไปกว่านั้น หากพิจารณาควบคู่ไปกับราคา LNG ที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตในตะวันออกกลาง ตามการประเมินของ SCB EIC ที่ราคา LNG มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นตามระดับความรุนแรงและความยืดเยื้อของสงคราม โดยการประเมินดังกล่าวได้พิจารณารวมถึงแนวโน้มการขนส่ง LNG ผ่านช่องแคบฮอร์มุซและท่อ Yanbu/Fujairah ตลอดจนความเสียหายของโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน
โดยหากสงครามสามารถยุติได้ภายในกรอบระยะเวลา 2-3 เดือน ต้นทุน LNG เฉลี่ยในช่วงปี 2569-2573 จะอยู่ที่ราว 9.7 ดอลลาร์สหรัฐต่อล้านบีทียู และส่งผลให้ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยอยู่ที่ 3.82 บาทต่อหน่วย แต่หากสถานการณ์สงครามยืดเยื้อและยกระดับความรุนแรงขึ้นจะทำให้ราคาเฉลี่ยของ LNG ในช่วงปี 2569-2573 มี โอกาสปรับเพิ่มสูงขึ้นที่ระดับ 14.9 ดอลลาร์สหรัฐต่อล้านบีทียู และจะส่งผลให้ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยขึ้นมาอยู่ที่ 4 บาทต่อหน่วย ซึ่งจะทำให้ครัวเรือนต้องแบกภาระค่าไฟฟ้าที่อยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง
ดังนั้น มาตรการลดหย่อนภาษีที่เข้ามาลดค่าใช้จ่ายในการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปในครัวเรือนประกอบกับแนวโน้มค่าไฟฟ้าที่ยังอยู่ในระดับสูงจากสงครามในตะวันออกกลาง จะช่วยเร่งให้การติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปคืนทุนได้เร็วขึ้น
โดยปกติการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปขนาด 3 KWp สำหรับครัวเรือนที่มีค่าไฟฟ้า 2,000-5,000 บาทต่อเดือน จะมีระยะเวลาคืนทุนเฉลี่ยอยู่ที่ราว 8 ปี แต่มาตรการลดหย่อนภาษีและภาระค่าไฟฟ้าที่สูงขึ้นทำให้สามารถคืนทุนเร็วขึ้นที่ 7 ปี และถ้าสถานการณ์สงครามรุนแรงขึ้นจะสามารถคืนทุนได้ภายใน 6 ปี ซึ่งหากครัวเรือนที่มีค่าไฟฟ้าสูงและติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปขนาดใหญ่ขึ้นก็จะยิ่งคืนทุนได้เร็วขึ้น
ยกตัวอย่างเช่น การติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปขนาด 5 KWp สำหรับครัวเรือนที่มีค่าไฟฟ้า 5,000-10,000 บาทต่อเดือน โดยปกติจะมีระยะเวลาคืนทุนที่ 7 ปี ด้วยมาตรการลดหย่อนภาษีและภาระค่าไฟฟ้าที่สูงขึ้นจึงสามารถคืนทุนได้ใน 6 ปี และหากสถานการณ์สงครามรุนแรงก็มีโอกาสคืนทุนได้ภายใน 4 ปี ซึ่งจะเกิดแรงจูงใจให้ครัวเรือนหันมาติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปกันเพิ่มมากขึ้น
ระยะเวลาคืนทุนของการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป
ขนาดโซลาร์รูฟท็อป (ค่าไฟฟ้าและค่าใช้จ่าย) | ระยะเวลาคืนทุน(1) | ||
ปกติ (ก่อนมาตรการและก่อนสงคราม) | มาตรการลดหย่อนภาษี + สงครามยุติใน 2-3 เดือน | มาตรการลดหย่อนภาษี + สงครามยืดเยื้อรุนแรง | |
3 kWp ค่าไฟฟ้า : 2-5 พันบาท/เดือน | 8 ปี | 7 ปี | 6 ปี |
5 kWp ค่าไฟฟ้า : 5 พัน-1 หมื่นบาท/เดือน ค่าติดตั้ง : 1.4-1.7 แสนบาท | 7 ปี | 6 ปี | 4 ปี |
10 kWp ค่าไฟฟ้า : 1-2.5 หมื่นบาท/เดือน ค่าติดตั้ง : 2.3-2.5 แสนบาท | 6 ปี | 5 ปี | 4 ปี |
15-20 kWp ค่าไฟฟ้า : 2.5 หมื่นบาท/เดือน ขึ้นไป ค่าติดตั้ง : 3.2-4.2 แสนบาท | 5 ปี | 4 ปี | 3 ปี |
หมายเหตุ : (1) การประเมินระยะเวลาคืนทุนประเมินจากค่าไฟฟ้าในช่วงต่าง ๆ ได้ประเมินอัตราค่าไฟฟ้าก้าวหน้า (Progressive rate) ใหม่แล้ว พบว่ามีผลทำให้มีการคืนทุนเร็วขึ้นจากอัตราค่าไฟฟ้าเดิมที่ราว 1-3 เดือน
อย่างไรก็ดี หากภาครัฐใช้อัตราค่าไฟฟ้าแบบ Progressive โดยการใช้ไฟฟ้า 200 หน่วยแรกคิดอัตราค่าไฟฟ้าที่ 3 บาทต่อหน่วย, สำหรับการใช้ไฟฟ้า 201-400 หน่วย คิดอัตราค่าไฟฟ้าที่ 3.95 บาทต่อหน่วยและสำหรับการใช้ไฟฟ้า 401 หน่วยขึ้นไป คิดอัตราค่าไฟฟ้าที่ 5 บาทต่อหน่วย จะทำให้กลุ่มที่ใช้ไฟฟ้าเกิน 620 หน่วยขึ้นไปมีค่าไฟฟ้าเฉลี่ยสูงขึ้นตามจำนวนหน่วยไฟฟ้าที่ใช้มากขึ้นเมื่อเทียบกับอัตราค่าไฟฟ้าแบบเดิม(ประเมินจาก Ft ที่ 0.1667 บาทต่อหน่วย ค่าบริการที่ 24.62 บาทและภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) 7%)
ภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นจากอัตราค่าไฟฟ้ารูปแบบใหม่นี้จะยิ่งช่วยให้การติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปในกลุ่มครัวเรือนที่ใช้ไฟฟ้าสูงสามารถคืนทุนได้เร็วขึ้นอีกราว 1-3 เดือน โดยขึ้นอยู่กับปริมาณการใช้ไฟฟ้า
อย่างไรก็ตาม SCB EIC ระบุว่า ครัวเรือนจำนวนไม่น้อยยังชะลอการตัดสินใจติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป เนื่องจากเผชิญข้อจำกัดหลายด้าน ทั้งการเข้าถึงแหล่งเงินทุน การคัดเลือกผู้ให้บริการที่น่าเชื่อถือ และการประเมินเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับรูปแบบการใช้ไฟฟ้าของแต่ละครัวเรือน โดยครัวเรือนสามารถลดอุปสรรคดังกล่าวผ่าน 2 แนวทาง ดังนี้
1. เลือกผู้ให้บริการติดตั้งที่มีทางเลือกด้านเงินทุนและการชำระเงินที่หลากหลาย เพื่อให้ครัวเรือนมีตัวเลือกในการชำระเงินที่เหมาะกับภาระทางการเงิน อย่างเช่น สินเชื่อเช่าซื้อดอกเบี้ยต่ำที่เป็นทางเลือกใหม่นอกจากสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำหรือดอกเบี้ย 0% ที่ปัจจุบันสถาบันการเงินหลายแห่งได้เริ่มออกแพ็กเกจดังกล่าวแล้ว โดยแนวทางนี้จะช่วยลดอุปสรรคในการจัดหาแหล่งเงินทุนและเกิดความคุ้มค่ามากขึ้นจากมาตรการลดหย่อนภาษี
2. เลือกผู้ให้บริการติดตั้งที่มีความน่าเชื่อถือจากการเสนอสินค้าและการบริการที่มีการรับประกัน โดยผู้ให้บริการติดตั้งควรมีหลักฐานแสดงถึงความเชี่ยวชาญและคุณภาพการบริการ พร้อมเสนอรายละเอียดผลิตภัณฑ์ ราคา การรับประกัน และบริการหลังการขายอย่างชัดเจน โดยคัดเลือกจากบริษัทที่ให้บริการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปแบบครบวงจร สามารถประเมินการติดตั้งรวมถึงค่าใช้จ่ายและระยะเวลาคืนทุน ควบคู่กับการแสดงให้เห็นถึงผลงานที่ติดตั้งสำเร็จแล้วพร้อมการรีวิวจากผู้ที่ติดตั้ง เป็นต้น
นอกจากมาตรการลดหย่อนภาษีการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปและโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft loan) ที่ครม. ได้มีมติอนุมัติมาตรการช่วยเหลือประชาชนจากผลกระทบของสงครามในตะวันออกกลางเพิ่มเติมแล้ว ภาครัฐอาจพิจารณาออกนโยบายเพิ่มเติมเพื่อตอบโจทย์ภาคครัวเรือนตั้งแต่การแก้ไขอุปสรรคที่ฉุดรั้งการตัดสินใจไปจนถึงการกำหนดนโยบายที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ได้แก่
1. การเพิ่มกลไกตรวจสอบคุณภาพอุปกรณ์และผู้ให้บริการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป
มาตรการสำคัญประการแรกคือ การจัดทำกลไกตรวจสอบและรับรองคุณภาพอุปกรณ์ รวมถึงผู้ให้บริการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปภาคสมัครใจ หรือ Voluntary certification program เพื่อช่วยให้ครัวเรือนที่ต้องการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปสามารถเลือกผู้ให้บริการจากรายชื่อที่ผ่านการตรวจสอบมาตรฐานจากภาครัฐแล้ว ทั้งในด้านคุณภาพ ความน่าเชื่อถือ และราคาที่เหมาะสม
กลไกดังกล่าวจะช่วยลดความกังวลของครัวเรือนในการตัดสินใจเลือกอุปกรณ์และผู้ให้บริการติดตั้ง ซึ่งเป็นหนึ่งในอุปสรรคสำคัญของการขยายตลาดโซลาร์รูฟท็อปภาคครัวเรือน โดยเฉพาะในกรณีที่ผู้บริโภคยังขาดข้อมูลเปรียบเทียบด้านเทคโนโลยี คุณภาพอุปกรณ์ ต้นทุนการติดตั้ง และบริการหลังการขาย
ตัวอย่างที่น่าสนใจคือประเทศอินเดีย ซึ่งภาครัฐจัดทำแพลตฟอร์ม The National Portal for Rooftop Solar PV เพื่อให้ประชาชนที่ต้องการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปสามารถค้นหาผู้ให้บริการติดตั้งและตรวจสอบรายการอุปกรณ์ที่ผ่านการรับรองคุณภาพจากภาครัฐได้โดยตรง กลไกนี้ช่วยเพิ่มความโปร่งใสในตลาด ลดความเสี่ยงจากการเลือกผู้ให้บริการที่ไม่ได้มาตรฐาน และสร้างความมั่นใจให้ครัวเรือนตัดสินใจลงทุนติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปได้ง่ายขึ้น
2. การรับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินจากโซลาร์รูฟท็อปเข้าระบบ
อีกหนึ่งมาตรการสำคัญที่อาจจูงใจให้ประชาชนติดโซลาร์รูฟท็อปได้มากขึ้นคือ การเปิดให้ครัวเรือนขายไฟฟ้าส่วนเกินจากโซลาร์รูฟท็อปกลับเข้าสู่ระบบไฟฟ้า โดยเฉพาะระบบ Net metering ซึ่งเป็นกลไกที่นำรายได้จากการขายไฟฟ้าส่วนเกินให้การไฟฟ้าฯ ในอัตราเดียวกับราคาค่าไฟฟ้าขายปลีก มาหักลบกับค่าไฟฟ้าที่ครัวเรือนซื้อจากการไฟฟ้าฯ เมื่อสิ้นรอบการเรียกเก็บค่าไฟฟ้า
แม้ภาครัฐจะประกาศเร่งเดินหน้าระบบ Net billing ซึ่งเป็นการนำรายได้จากการขายไฟฟ้าส่วนเกินให้การไฟฟ้าฯ ในราคาที่รัฐกำหนด หรือราว 2.2 บาทต่อหน่วย มาหักลบกับค่าไฟฟ้าที่ซื้อจากการไฟฟ้าฯ เมื่อสิ้นงวด โดยตั้งเป้ารับซื้อไฟฟ้าจากโซลาร์รูฟท็อปรวม 500 เมกะวัตต์ และคาดว่าจะเริ่มดำเนินการในเดือนมิถุนายน 2026 แต่แรงจูงใจของระบบดังกล่าวอาจยังจำกัด เนื่องจากราคารับซื้อไฟฟ้าต่อหน่วยยังอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับค่าไฟฟ้าขายปลีกที่ครัวเรือนจ่ายจริง ซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ราว 4 บาทต่อหน่วย
ด้วยเหตุนี้ ระบบ Net metering จึงอาจสร้างแรงจูงใจในการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปได้มากกว่า เนื่องจากสามารถหักลบค่าไฟฟ้าได้ในอัตราเดียวกับราคาขายปลีก ช่วยให้ครัวเรือนเห็นผลประหยัดค่าไฟได้ชัดเจนขึ้น อีกทั้งยังสนับสนุนให้เกิดการวางแผนใช้ไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อเพิ่มปริมาณไฟฟ้าส่วนเกินที่สามารถขายคืนให้การไฟฟ้าฯ ได้ ซึ่งไม่เพียงช่วยลดภาระค่าไฟฟ้าในครัวเรือน แต่ยังไม่กระทบต่อระยะเวลาคืนทุนของการลงทุนติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป
ปัจจุบัน ระบบ Net metering ถูกนำมาใช้ร่วมกับโซลาร์รูฟท็อปแล้วในหลายประเทศ เช่น สหรัฐฯ และอินเดีย อย่างไรก็ดี สำหรับไทย ภาครัฐอาจเริ่มจากการทดลองใช้ระบบดังกล่าวในพื้นที่ที่มีการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปหนาแน่นก่อน เพื่อประเมินข้อจำกัดที่อาจเกิดขึ้น ทั้งต้นทุนจากการเปลี่ยนมิเตอร์ไฟฟ้า การปรับปรุงหม้อแปลงและระบบสายส่งของการไฟฟ้าฯ รวมถึงประเด็นทางเทคนิคด้านอุปกรณ์และการควบคุมระบบไฟฟ้า ก่อนนำผลการทดลองและข้อเสนอแนะไปปรับปรุงเพื่อต่อยอดสู่การใช้งานในระดับภูมิภาคและระดับประเทศต่อไป