Logo site Amarintv 34HD
Logo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
สรุปกู้เงิน 4 แสนล้านบาท เอาไปทำอะไร? มาตรการไหน? ช่วยเศรษฐกิจจริงไหม?
โดย : กองบรรณาธิการ SPOTLIGHT

สรุปกู้เงิน 4 แสนล้านบาท เอาไปทำอะไร? มาตรการไหน? ช่วยเศรษฐกิจจริงไหม?

5 พ.ค. 69
14:42 น.
แชร์

รัฐบาลอนุมัติออก พ.ร.ก. ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินวงเงิน 4 แสนล้านบาท เพื่อรับมือผลกระทบจากวิกฤตพลังงานและค่าครองชีพ หลังความขัดแย้งในตะวันออกกลางส่งแรงกระแทกต่อราคาน้ำมัน ต้นทุนการผลิต ราคาอาหาร และกำลังซื้อของประชาชน โดยรัฐบาลมองว่าสถานการณ์ครั้งนี้ไม่ใช่วิกฤตปกติ แต่เป็นแรงกดดันที่อาจลากเศรษฐกิจไทยเข้าสู่ภาวะ “เงินเฟ้อสูง แต่เศรษฐกิจชะลอตัว” หรือ stagflation หากไม่เร่งใช้เครื่องมือทางการคลังเข้าพยุงเศรษฐกิจ

เหตุผลสำคัญที่รัฐบาลเลือกใช้ พ.ร.ก. กู้เงิน คือข้อจำกัดของงบประมาณปกติที่เหลือไม่เพียงพอต่อการรับมือวิกฤต โดยงบประมาณปี 2569 ที่ยังใช้ได้เหลือไม่ถึง 5 หมื่นล้านบาท ขณะที่งบกลางเหลือราว 2 หมื่นล้านบาท ส่วนงบประมาณปี 2570 ต้องรอถึงเดือนตุลาคม ซึ่งไม่ทันต่อแรงกดดันค่าครองชีพและต้นทุนพลังงาน

ในขณะนี้ รัฐบาลจึงเสนอวงเงินกู้ 4 แสนล้านบาท จากเดิมที่เคยมีกระแสข่าวอาจกู้ 5 แสนล้านบาท พร้อมยืนยันว่าจะกู้ในประเทศทั้งหมด เพื่อลดความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน และยังอยู่ภายใต้กรอบวินัยการคลัง

อย่างไรก็ตาม เงินกู้ก้อนใหญ่ครั้งนี้เปิดคำถามสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย ทั้งในแง่ “กู้ไปทำอะไร” “มาตรการใดจะได้ใช้เงินจริง” และ “ช่วยเศรษฐกิจได้จริงแค่ไหน” เพราะแม้รัฐบาลระบุว่าเงินกู้จะถูกใช้ทั้งเพื่อช่วยค่าครองชีพ ลดต้นทุนประชาชน-ผู้ประกอบการ และเร่งเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน แต่นักวิเคราะห์ยังเตือนว่าเม็ดเงินกระตุ้นอาจหนุน GDP ได้จำกัด ขณะที่ความเสี่ยงเงินเฟ้อและหนี้สาธารณะที่เข้าใกล้เพดาน 70% ของ GDP จะกลายเป็นโจทย์ใหญ่ที่ต้องจับตาควบคู่กันไป

กู้ 4 แสนล้านบาท รับมือวิกฤตพลังงาน-ค่าครองชีพ เหตุงบปกติไม่พอ หวั่นเศรษฐกิจไทยเสี่ยงเข้าสู่ภาวะ Stagflation

ในวันนี้ (5 พฤษภาคม 2569) รัฐบาลมีมติคณะรัฐมนตรีอนุมัติการออกพระราชกำหนด หรือ พ.ร.ก. ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน วงเงิน 4 แสนล้านบาท เพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากวิกฤตพลังงาน และรองรับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี แถลงที่ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล พร้อมคณะรัฐมนตรีว่า การตัดสินใจครั้งนี้เป็นการใช้เครื่องมือพิเศษของรัฐบาลภายใต้สถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความจำเป็นเร่งด่วน 

นายกรัฐมนตรีระบุว่า สาเหตุสำคัญมาจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลกระทบต่อราคาพลังงานและกิจกรรมทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงไปทั่วโลก วิกฤตครั้งนี้เริ่มจากราคาพลังงาน ก่อนส่งผ่านไปยังราคาอาหาร ต้นทุนการผลิต และค่าครองชีพของประชาชนทั้งประเทศ จึงไม่ใช่สถานการณ์ปกติ และไม่ใช่สถานการณ์ที่รัฐบาลสามารถรอให้คลี่คลายเองได้

รัฐบาลมองว่า หากไม่เร่งดำเนินการ ความเสี่ยงสำคัญคือเศรษฐกิจไทยอาจเข้าสู่ภาวะ “เงินเฟ้อสูง แต่เศรษฐกิจชะลอตัว” หรือ stagflation ในระยะถัดไป ซึ่งจะกระทบทั้งประชาชน ภาคธุรกิจ และกำลังซื้อในระบบเศรษฐกิจ นายกรัฐมนตรีจึงย้ำว่า หน้าที่ของรัฐบาลคือการหยุดความเสี่ยงดังกล่าวอย่างทันท่วงที และประคับประคองประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มที่มีกำลังน้อยกว่า ให้สามารถผ่านวิกฤตครั้งนี้ไปได้

ด้านนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า วิกฤตครั้งนี้เป็น “วิกฤตโลก” ที่กระทบปากท้องประชาชนโดยตรง และมีทั้งความรุนแรง ความรวดเร็ว และเกิดขึ้นเป็นระลอก ไม่ใช่วิกฤตแบบเดิมที่เกิดขึ้นรวดเร็วแล้วจบในครั้งเดียว โดยอธิบายเป็น 5 ระลอก ได้แก่ วิกฤตจากสงครามและความขัดแย้งระดับโลก วิกฤตราคาพลังงานและน้ำมันที่สูงขึ้น วิกฤตต้นทุนการผลิต วิกฤตค่าครองชีพ และสุดท้ายคือวิกฤตกำลังซื้อของประชาชนที่อาจหมดลง หากปล่อยไว้อาจยิ่งแก้ไขได้ยาก

กระทรวงการคลังชี้แจงว่า การออก พ.ร.ก. กู้เงินมีความจำเป็น เพราะงบประมาณปกติไม่เพียงพอรองรับสถานการณ์ โดยงบประมาณปี 2569 ที่เหลืออยู่มีไม่ถึง 5 หมื่นล้านบาท ขณะที่งบกลางเหลือประมาณ 2 หมื่นล้านบาท ส่วนงบประมาณปี 2570 ต้องรอถึงเดือนตุลาคม ซึ่งไม่ทันต่อการแก้วิกฤตปากท้องและต้นทุนพลังงานที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน รัฐบาลจึงเห็นว่าการใช้ พ.ร.ก. เป็นเครื่องมือที่เหมาะสมกับความเร่งด่วนของสถานการณ์

นายเอกนิติยังชี้ว่า เดิมมีกระแสข่าวว่ารัฐบาลอาจกู้เงิน 5 แสนล้านบาท แต่กระทรวงการคลังได้นำข้อกังวลต่าง ๆ กลับมาทบทวน ก่อนเสนอวงเงิน 4 แสนล้านบาทต่อ ครม. เพื่อไม่ให้เกินกรอบวินัยการคลัง พร้อมระบุว่าได้อธิบายกับบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือแล้ว โดยประเด็นที่บริษัทจัดอันดับให้ความสนใจไม่ใช่เพียงการกู้เงิน แต่เป็นคำถามว่าเงินกู้จะถูกนำไปใช้ทำอะไร

สำหรับแหล่งเงินกู้ นายเอกนิติยืนยันว่า การกู้เงินครั้งนี้จะกู้ภายในประเทศทั้งหมด จึงไม่มีความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน อีกทั้งระบบการเงินไทยยังมีสภาพคล่องส่วนเกินสูงมากกว่า 1 ล้านล้านบาท ขณะที่อัตราดอกเบี้ยในประเทศอยู่ในระดับต่ำ ทำให้ต้นทุนการกู้เงินอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้

เงินกู้ใช้ 2 ทางคู่ขนาน ช่วยค่าครองชีพ-ลดต้นทุนทันที พร้อมเร่งเปลี่ยนผ่านพลังงาน ลดพึ่งพาน้ำมันและก๊าซ

เงินกู้ภายใต้ พ.ร.ก. วงเงิน 4 แสนล้านบาท จะถูกใช้ภายใต้วัตถุประสงค์หลัก 2 ประการ คือ หนึ่ง เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชนและประคองกิจกรรมทางเศรษฐกิจไม่ให้หยุดชะงัก และสอง เพื่อเร่งปรับโครงสร้างพลังงานของประเทศ ลดความเปราะบาง และสร้างความมั่นคงทางพลังงานในระยะยาว

นายกรัฐมนตรีระบุว่า มาตรการภายใต้ พ.ร.ก. ฉบับนี้จะมุ่งตรงไปยังกลุ่มเป้าหมายสำคัญ ได้แก่ ประชาชนผู้มีรายได้น้อยและรายได้ปานกลาง เกษตรกร ผู้ประกอบการรายเล็ก โดยเฉพาะ SME และภาคเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น โดยรัฐบาลจะดำเนินการใน 2 ทิศทางควบคู่กัน คือ “ช่วยเหลือและบรรเทา” กับ “ปรับโครงสร้างเพื่อการเปลี่ยนผ่าน”

ทิศทางแรกของการใช้เงินกู้ คือการช่วยเหลือและบรรเทาผลกระทบระยะสั้นจากวิกฤตพลังงาน โดยมุ่งลดภาระค่าครองชีพของประชาชน และลดต้นทุนให้ภาคการผลิต โดยเฉพาะภาคเกษตรกรรมที่ได้รับแรงกดดันจากราคาพลังงานและต้นทุนปัจจัยการผลิตที่สูงขึ้น

ภายใต้แผนงานนี้ รัฐบาลวางกรอบวงเงิน 200,000 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากวิกฤตด้านพลังงาน เป้าหมายสำคัญคือการบรรเทาภาระค่าครองชีพ ประคองกิจกรรมทางเศรษฐกิจไม่ให้หยุดชะงัก และช่วยให้กลุ่มรายได้น้อย รายได้ปานกลาง เกษตรกร และผู้ประกอบการ SME ยังสามารถดำเนินชีวิตและประกอบอาชีพต่อไปได้

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ระบุว่า เงินกู้ในกรอบประมาณ 200,000 ล้านบาท จะเน้นใช้ช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางและกลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักจากต้นทุนและค่าครองชีพที่สูงขึ้น ขณะที่โครงการช่วยเหลือประชาชน เช่น คนละครึ่งพลัส และบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ สามารถเป็นหนึ่งในโครงการที่หน่วยงานรัฐเสนอขอใช้เงินกู้ได้ แต่ต้องผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการกลั่นกรองรายจ่ายเงินกู้ก่อน

สำหรับโครงการคนละครึ่งพลัส นายเอกนิติยืนยันว่าโครงการจะมีแน่นอน และตามแผนจะเริ่มวันที่ 1 มิถุนายน 2569 อย่างไรก็ตาม ยังต้องพิจารณาแหล่งเงินที่จะนำมาใช้ ระหว่างเงินกู้ภายใต้ พ.ร.ก. งบประมาณปี 2569 ที่ปรับลดลง หรือแหล่งเงินอื่น โดยโครงการนี้จะยังไม่เข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีในวันที่ 12 พฤษภาคม 2569 เนื่องจากต้องรอให้คณะกรรมการกลั่นกรองรายจ่ายเงินกู้พิจารณาก่อน ซึ่งมีกำหนดประชุมในวันที่ 14 พฤษภาคม 2569

ทิศทางที่สองของการใช้เงินกู้ คือการปรับโครงสร้างประเทศเพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน โดยรัฐบาลต้องการใช้วิกฤตพลังงานครั้งนี้เป็นจุดเร่งให้ไทยลดการพึ่งพาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ หันไปใช้พลังงานทดแทน พลังงานทางเลือก และพลังงานสะอาดมากขึ้น เพื่อลดความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาพลังงานในอนาคต

ภายใต้แผนงานนี้ รัฐบาลวางกรอบวงเงิน 200,000 ล้านบาท เพื่อส่งเสริมการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ รองรับการเปลี่ยนผ่านจากพลังงานฟอสซิลไปสู่เทคโนโลยีพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก รวมถึงการพัฒนาทักษะประชาชนและนวัตกรรมที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่

แนวทางดำเนินการสำคัญประกอบด้วย การลดการใช้พลังงานฟอสซิล การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน การสนับสนุนการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการสร้างรายได้จากคาร์บอนเครดิต นอกจากนี้ ยังครอบคลุมการสนับสนุนยานพาหนะที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลในภาคขนส่ง และการติดตั้งสถานีอัดประจุไฟฟ้า เพื่อรองรับการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าในวงกว้างมากขึ้น

นายเอกนิติ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ระบุว่า ประเทศไทยพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติคิดเป็นประมาณ 8% ของ GDP ซึ่งอยู่ในระดับสูงเป็นอันดับต้น ๆ ของเอเชีย ทำให้การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานไม่ใช่เรื่องไกลตัวหรือเรื่องที่สามารถรอได้ เพราะหากไทยยังพึ่งพาพลังงานฟอสซิลในระดับสูง วิกฤตราคาน้ำมันแพงอาจกลับมากระทบเศรษฐกิจซ้ำ และทำให้การแก้ปัญหาในอนาคตยากขึ้น

ในมุมของรัฐบาล การใช้เงินกู้เพื่อปรับโครงสร้างพลังงานจึงมีเป้าหมายมากกว่าการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่เป็นการลดค่าใช้จ่ายของประเทศในระยะยาว ลดการนำเข้าพลังงาน เพิ่มความมั่นคงด้านพลังงาน และเตรียมเศรษฐกิจไทยให้พร้อมรับโลกยุคใหม่ที่ต้นทุนพลังงานและโครงสร้างการผลิตกำลังเปลี่ยนแปลง ขณะเดียวกัน ยังรวมถึงการพัฒนาทักษะแรงงานและทรัพยากรบุคคลในภาคการผลิต เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

กระทรวงการคลังชี้แจงว่า พ.ร.ก. ฉบับนี้จะมีขอบเขตชัดเจน ไม่เปิดกว้างเหมือน พ.ร.ก. กู้เงินบางฉบับในอดีต โดยกฎหมายมีทั้งหมด 11 มาตรา และระบุวัตถุประสงค์ชัดเจนว่าต้องใช้เพื่อแก้ผลกระทบจากวิกฤตพลังงานและการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานเท่านั้น การใช้เงินกู้จะต้องผ่านคณะกรรมการกลั่นกรองรายจ่ายเงินกู้ ซึ่งมีปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธาน โดยหน่วยงานต่าง ๆ ต้องเสนอโครงการให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ ก่อนเสนอให้ ครม. เห็นชอบ

ขั้นตอนหลังจาก ครม. อนุมัติ พ.ร.ก. คือรอประกาศในราชกิจจานุเบกษา จากนั้นจะนำเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎรในวันที่ 14 พฤษภาคม 2569 โดยรัฐบาลตั้งใจให้การดำเนินการเป็นไปอย่างเร่งด่วน หน่วยงานที่ต้องการใช้เงินกู้สามารถเสนอโครงการเข้ามาได้ และตั้งเป้าพิจารณาโครงการให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 30 กันยายน 2569 ขณะที่ตัวเงินกู้สามารถเบิกจ่ายได้ถึงวันที่ 30 กันยายน 2570

มาตรการอาจช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่อาจทำให้เงินเฟ้อขึ้น หนี้แตะเพดานเร็วกว่าเดิม

บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ (InnovestX) บริษัทด้านการลงทุนภายใต้กลุ่มเอสซีบีเอกซ์ (SCBX Group) ระบุว่า บริบทเศรษฐกิจที่รัฐบาลต้องเร่งออกมาตรการรองรับมีความรุนแรงกว่าที่ประเมินไว้เดิม โดยกระทรวงการคลังปรับลดคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจไทยปี 2569 หรือ GDP เหลือเพียง 1.6% ใกล้เคียงกับประมาณการของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ที่คาดว่าเศรษฐกิจจะขยายตัว 1.5% ขณะที่แรงกดดันเงินเฟ้อมีแนวโน้มกลับมาเพิ่มขึ้น โดยคาดว่าเงินเฟ้ออาจเร่งตัวสู่ระดับ 2.9% จากผลของราคาพลังงานในตลาดโลก

สถานการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางความเปราะบางของเศรษฐกิจฐานราก โดยหนี้ครัวเรือนเฉลี่ยปรับเพิ่มขึ้นเกือบ 5 แสนบาทต่อครัวเรือน ขณะที่กำลังซื้อของประชาชนติดลบเป็นครั้งแรกในรอบ 5 ปี สะท้อนแรงกดดันต่อรายได้และภาระค่าครองชีพที่สูงขึ้น นอกจากนี้ ภาคธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ SME ยังเผชิญแรงกดดันสองด้าน ทั้งต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้น และการแข่งขันจากสินค้านำเข้าราคาถูกจากจีน ส่งผลให้ผู้ประกอบการบางส่วนทยอยปิดกิจการ

อย่างไรก็ตาม คำถามสำคัญคือมาตรการดังกล่าวจะสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้มากเพียงใด โดย กนง.ประเมินว่า เม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจวงเงิน 3 แสนล้านบาท จะช่วยหนุน GDP ได้เพียง 0.5-0.7% เท่านั้น 

ขณะเดียวกัน รัฐบาลยังต้องเผชิญข้อจำกัดเชิงโครงสร้างจากระดับหนี้สาธารณะที่เข้าใกล้เพดาน 70% ของ GDP ซึ่งอาจจำกัดพื้นที่ทางการคลัง หรือ Fiscal Space สำหรับรองรับวิกฤตในระยะต่อไป

INVX วิเคราะห์ว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบมีเป้าหมาย หรือ Targeted Fiscal Stimulus วงเงิน 4 แสนล้านบาทของรัฐบาล ซึ่งครอบคลุมทั้งโครงการไทยช่วยไทยพลัสและโครงสร้างค่าไฟแบบอัตราก้าวหน้า ถือเป็นปัจจัยบวกที่อาจช่วยดึงโมเมนตัมเศรษฐกิจในไตรมาส 2-3 ของปี 2569 ให้ดีกว่าที่คาดไว้

อย่างไรก็ดี INVX ระบุว่ายังมีประเด็นที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะประสิทธิภาพของมาตรการในรูปแบบ Cash Transfer ว่าจะสามารถกระตุ้นการบริโภคและเศรษฐกิจจริงได้มากน้อยเพียงใด หากมาตรการส่งผลต่ออุปสงค์มากกว่าคาด อาจเพิ่มแรงกดดันเงินเฟ้อจากฝั่งความต้องการได้

อีกประเด็นหนึ่งคือความเสี่ยงจากสถานการณ์สงครามหรือวิกฤตพลังงานที่ยืดเยื้อ ซึ่งอาจทำให้รัฐบาลต้องใช้งบประมาณเพิ่มเติม และผลักดันให้ระดับหนี้สาธารณะทะลุเพดาน 70% ของ GDP เร็วกว่าที่ INVX เคยคาดการณ์ไว้ในปี 2570


แชร์
สรุปกู้เงิน 4 แสนล้านบาท เอาไปทำอะไร? มาตรการไหน? ช่วยเศรษฐกิจจริงไหม?