
รัฐบาลอนุมัติออก พ.ร.ก. ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินวงเงิน 4 แสนล้านบาท เพื่อรับมือผลกระทบจากวิกฤตพลังงานและค่าครองชีพ หลังความขัดแย้งในตะวันออกกลางส่งแรงกระแทกต่อราคาน้ำมัน ต้นทุนการผลิต ราคาอาหาร และกำลังซื้อของประชาชน โดยรัฐบาลมองว่าสถานการณ์ครั้งนี้ไม่ใช่วิกฤตปกติ แต่เป็นแรงกดดันที่อาจลากเศรษฐกิจไทยเข้าสู่ภาวะ “เงินเฟ้อสูง แต่เศรษฐกิจชะลอตัว” หรือ stagflation หากไม่เร่งใช้เครื่องมือทางการคลังเข้าพยุงเศรษฐกิจ
เหตุผลสำคัญที่รัฐบาลเลือกใช้ พ.ร.ก. กู้เงิน คือข้อจำกัดของงบประมาณปกติที่เหลือไม่เพียงพอต่อการรับมือวิกฤต โดยงบประมาณปี 2569 ที่ยังใช้ได้เหลือไม่ถึง 5 หมื่นล้านบาท ขณะที่งบกลางเหลือราว 2 หมื่นล้านบาท ส่วนงบประมาณปี 2570 ต้องรอถึงเดือนตุลาคม ซึ่งไม่ทันต่อแรงกดดันค่าครองชีพและต้นทุนพลังงาน
ในขณะนี้ รัฐบาลจึงเสนอวงเงินกู้ 4 แสนล้านบาท จากเดิมที่เคยมีกระแสข่าวอาจกู้ 5 แสนล้านบาท พร้อมยืนยันว่าจะกู้ในประเทศทั้งหมด เพื่อลดความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน และยังอยู่ภายใต้กรอบวินัยการคลัง
อย่างไรก็ตาม เงินกู้ก้อนใหญ่ครั้งนี้เปิดคำถามสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย ทั้งในแง่ “กู้ไปทำอะไร” “มาตรการใดจะได้ใช้เงินจริง” และ “ช่วยเศรษฐกิจได้จริงแค่ไหน” เพราะแม้รัฐบาลระบุว่าเงินกู้จะถูกใช้ทั้งเพื่อช่วยค่าครองชีพ ลดต้นทุนประชาชน-ผู้ประกอบการ และเร่งเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน แต่นักวิเคราะห์ยังเตือนว่าเม็ดเงินกระตุ้นอาจหนุน GDP ได้จำกัด ขณะที่ความเสี่ยงเงินเฟ้อและหนี้สาธารณะที่เข้าใกล้เพดาน 70% ของ GDP จะกลายเป็นโจทย์ใหญ่ที่ต้องจับตาควบคู่กันไป
ในวันนี้ (5 พฤษภาคม 2569) รัฐบาลมีมติคณะรัฐมนตรีอนุมัติการออกพระราชกำหนด หรือ พ.ร.ก. ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน วงเงิน 4 แสนล้านบาท เพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากวิกฤตพลังงาน และรองรับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี แถลงที่ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล พร้อมคณะรัฐมนตรีว่า การตัดสินใจครั้งนี้เป็นการใช้เครื่องมือพิเศษของรัฐบาลภายใต้สถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความจำเป็นเร่งด่วน
นายกรัฐมนตรีระบุว่า สาเหตุสำคัญมาจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลกระทบต่อราคาพลังงานและกิจกรรมทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงไปทั่วโลก วิกฤตครั้งนี้เริ่มจากราคาพลังงาน ก่อนส่งผ่านไปยังราคาอาหาร ต้นทุนการผลิต และค่าครองชีพของประชาชนทั้งประเทศ จึงไม่ใช่สถานการณ์ปกติ และไม่ใช่สถานการณ์ที่รัฐบาลสามารถรอให้คลี่คลายเองได้
รัฐบาลมองว่า หากไม่เร่งดำเนินการ ความเสี่ยงสำคัญคือเศรษฐกิจไทยอาจเข้าสู่ภาวะ “เงินเฟ้อสูง แต่เศรษฐกิจชะลอตัว” หรือ stagflation ในระยะถัดไป ซึ่งจะกระทบทั้งประชาชน ภาคธุรกิจ และกำลังซื้อในระบบเศรษฐกิจ นายกรัฐมนตรีจึงย้ำว่า หน้าที่ของรัฐบาลคือการหยุดความเสี่ยงดังกล่าวอย่างทันท่วงที และประคับประคองประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มที่มีกำลังน้อยกว่า ให้สามารถผ่านวิกฤตครั้งนี้ไปได้
ด้านนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า วิกฤตครั้งนี้เป็น “วิกฤตโลก” ที่กระทบปากท้องประชาชนโดยตรง และมีทั้งความรุนแรง ความรวดเร็ว และเกิดขึ้นเป็นระลอก ไม่ใช่วิกฤตแบบเดิมที่เกิดขึ้นรวดเร็วแล้วจบในครั้งเดียว โดยอธิบายเป็น 5 ระลอก ได้แก่ วิกฤตจากสงครามและความขัดแย้งระดับโลก วิกฤตราคาพลังงานและน้ำมันที่สูงขึ้น วิกฤตต้นทุนการผลิต วิกฤตค่าครองชีพ และสุดท้ายคือวิกฤตกำลังซื้อของประชาชนที่อาจหมดลง หากปล่อยไว้อาจยิ่งแก้ไขได้ยาก
กระทรวงการคลังชี้แจงว่า การออก พ.ร.ก. กู้เงินมีความจำเป็น เพราะงบประมาณปกติไม่เพียงพอรองรับสถานการณ์ โดยงบประมาณปี 2569 ที่เหลืออยู่มีไม่ถึง 5 หมื่นล้านบาท ขณะที่งบกลางเหลือประมาณ 2 หมื่นล้านบาท ส่วนงบประมาณปี 2570 ต้องรอถึงเดือนตุลาคม ซึ่งไม่ทันต่อการแก้วิกฤตปากท้องและต้นทุนพลังงานที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน รัฐบาลจึงเห็นว่าการใช้ พ.ร.ก. เป็นเครื่องมือที่เหมาะสมกับความเร่งด่วนของสถานการณ์
นายเอกนิติยังชี้ว่า เดิมมีกระแสข่าวว่ารัฐบาลอาจกู้เงิน 5 แสนล้านบาท แต่กระทรวงการคลังได้นำข้อกังวลต่าง ๆ กลับมาทบทวน ก่อนเสนอวงเงิน 4 แสนล้านบาทต่อ ครม. เพื่อไม่ให้เกินกรอบวินัยการคลัง พร้อมระบุว่าได้อธิบายกับบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือแล้ว โดยประเด็นที่บริษัทจัดอันดับให้ความสนใจไม่ใช่เพียงการกู้เงิน แต่เป็นคำถามว่าเงินกู้จะถูกนำไปใช้ทำอะไร
สำหรับแหล่งเงินกู้ นายเอกนิติยืนยันว่า การกู้เงินครั้งนี้จะกู้ภายในประเทศทั้งหมด จึงไม่มีความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน อีกทั้งระบบการเงินไทยยังมีสภาพคล่องส่วนเกินสูงมากกว่า 1 ล้านล้านบาท ขณะที่อัตราดอกเบี้ยในประเทศอยู่ในระดับต่ำ ทำให้ต้นทุนการกู้เงินอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้
เงินกู้ภายใต้ พ.ร.ก. วงเงิน 4 แสนล้านบาท จะถูกใช้ภายใต้วัตถุประสงค์หลัก 2 ประการ คือ หนึ่ง เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชนและประคองกิจกรรมทางเศรษฐกิจไม่ให้หยุดชะงัก และสอง เพื่อเร่งปรับโครงสร้างพลังงานของประเทศ ลดความเปราะบาง และสร้างความมั่นคงทางพลังงานในระยะยาว
นายกรัฐมนตรีระบุว่า มาตรการภายใต้ พ.ร.ก. ฉบับนี้จะมุ่งตรงไปยังกลุ่มเป้าหมายสำคัญ ได้แก่ ประชาชนผู้มีรายได้น้อยและรายได้ปานกลาง เกษตรกร ผู้ประกอบการรายเล็ก โดยเฉพาะ SME และภาคเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น โดยรัฐบาลจะดำเนินการใน 2 ทิศทางควบคู่กัน คือ “ช่วยเหลือและบรรเทา” กับ “ปรับโครงสร้างเพื่อการเปลี่ยนผ่าน”
ทิศทางแรก คือการช่วยเหลือและบรรเทาผลกระทบระยะสั้น โดยมุ่งลดภาระค่าครองชีพของประชาชน ควบคู่กับการลดต้นทุนให้กับภาคการผลิต โดยเฉพาะภาคเกษตรกรรม ผ่านการจัดหาปุ๋ยและปัจจัยการผลิตที่จำเป็น เพื่อลดแรงกดดันจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากราคาพลังงาน ซึ่งส่งผลต่อทั้งต้นทุนสินค้า อาหาร และรายจ่ายในชีวิตประจำวันของประชาชน
นายเอกนิติระบุว่า เงินกู้ส่วนหนึ่ง โดยเฉพาะกรอบประมาณ 2 แสนล้านบาท จะถูกนำมาใช้ช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางและกลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากจากวิกฤตต้นทุนและค่าครองชีพ ขณะเดียวกันโครงการช่วยเหลือประชาชน เช่น โครงการคนละครึ่งพลัส และบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ สามารถเป็นหนึ่งในโครงการที่หน่วยงานราชการเสนอเข้ามาใช้แหล่งเงินกู้ได้ แต่ต้องผ่านกระบวนการพิจารณาของคณะกรรมการกลั่นกรองรายจ่ายเงินกู้ก่อน
สำหรับโครงการคนละครึ่งพลัส นายเอกนิติกล่าวว่า โครงการมีแน่นอน และตามแผนจะเริ่มในวันที่ 1 มิถุนายน 2569 แต่ยังต้องพิจารณาว่าจะใช้แหล่งเงินใด ระหว่างเงินกู้ภายใต้ พ.ร.ก. งบประมาณที่ปรับลดจากปี 2569 หรือแหล่งเงินอื่น ๆ โดยยืนยันว่าโครงการดังกล่าวจะยังไม่เข้าสู่ที่ประชุม ครม. ในวันที่ 12 พฤษภาคม 2569 เพราะตามกฎหมายต้องรอการพิจารณาของคณะกรรมการกลั่นกรองก่อน ซึ่งมีกำหนดประชุมทันทีในวันที่ 14 พฤษภาคม 2569
ทิศทางที่สอง คือการปรับโครงสร้างเพื่อการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน รัฐบาลต้องการใช้วิกฤตครั้งนี้เป็นโอกาสในการลดการพึ่งพาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ เพิ่มการใช้พลังงานทดแทนและพลังงานสะอาด ปรับโครงสร้างการใช้พลังงานของประเทศ และทำให้ต้นทุนพลังงานของไทยมีความมั่นคง แข่งขันได้ และไม่ต้องเผชิญกับความผันผวนแบบเดิมซ้ำแล้วซ้ำอีก
นายเอกนิติกล่าวว่า ประเทศไทยพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติคิดเป็นประมาณ 8% ของ GDP ซึ่งอยู่ในระดับสูงเป็นอันดับต้น ๆ ของเอเชีย การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานจึงไม่ใช่เรื่องไกลตัวหรือเรื่องที่รอได้ เพราะหากประเทศยังพึ่งพาพลังงานฟอสซิลในระดับสูง วิกฤตราคาน้ำมันแพงจะกลับมากระทบซ้ำ และทำให้การแก้ปัญหายากขึ้นในอนาคต
ในมุมของรัฐบาล การเปลี่ยนผ่านพลังงานยังมีเป้าหมายเพื่อลดค่าใช้จ่ายของประเทศในระยะยาว ลดการนำเข้าพลังงาน สนับสนุนโครงการพลังงานทดแทน และช่วยเตรียมเศรษฐกิจไทยให้พร้อมกับโลกยุคใหม่ที่ต้นทุนพลังงานสูงขึ้นและโครงสร้างการผลิตเปลี่ยนแปลงไป นอกจากนี้ ยังรวมถึงการพัฒนาทรัพยากรบุคคลในภาคการผลิตให้มีศักยภาพในการแข่งขันในโลกการผลิตยุคใหม่ด้วย
กระทรวงการคลังชี้แจงว่า พ.ร.ก. ฉบับนี้จะมีขอบเขตชัดเจน ไม่เปิดกว้างเหมือน พ.ร.ก. กู้เงินบางฉบับในอดีต โดยกฎหมายมีทั้งหมด 11 มาตรา และระบุวัตถุประสงค์ชัดเจนว่าต้องใช้เพื่อแก้ผลกระทบจากวิกฤตพลังงานและการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานเท่านั้น การใช้เงินกู้จะต้องผ่านคณะกรรมการกลั่นกรองรายจ่ายเงินกู้ ซึ่งมีปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธาน โดยหน่วยงานต่าง ๆ ต้องเสนอโครงการให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ ก่อนเสนอให้ ครม. เห็นชอบ
ขั้นตอนหลังจาก ครม. อนุมัติ พ.ร.ก. คือรอประกาศในราชกิจจานุเบกษา จากนั้นจะนำเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎรในวันที่ 14 พฤษภาคม 2569 โดยรัฐบาลตั้งใจให้การดำเนินการเป็นไปอย่างเร่งด่วน หน่วยงานที่ต้องการใช้เงินกู้สามารถเสนอโครงการเข้ามาได้ และตั้งเป้าพิจารณาโครงการให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 30 กันยายน 2569 ขณะที่ตัวเงินกู้สามารถเบิกจ่ายได้ถึงวันที่ 30 กันยายน 2570
บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ (InnovestX) บริษัทด้านการลงทุนภายใต้กลุ่มเอสซีบีเอกซ์ (SCBX Group) ระบุว่า บริบทเศรษฐกิจที่รัฐบาลต้องเร่งออกมาตรการรองรับมีความรุนแรงกว่าที่ประเมินไว้เดิม โดยกระทรวงการคลังปรับลดคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจไทยปี 2569 หรือ GDP เหลือเพียง 1.6% ใกล้เคียงกับประมาณการของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ที่คาดว่าเศรษฐกิจจะขยายตัว 1.5% ขณะที่แรงกดดันเงินเฟ้อมีแนวโน้มกลับมาเพิ่มขึ้น โดยคาดว่าเงินเฟ้ออาจเร่งตัวสู่ระดับ 2.9% จากผลของราคาพลังงานในตลาดโลก
สถานการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางความเปราะบางของเศรษฐกิจฐานราก โดยหนี้ครัวเรือนเฉลี่ยปรับเพิ่มขึ้นเกือบ 5 แสนบาทต่อครัวเรือน ขณะที่กำลังซื้อของประชาชนติดลบเป็นครั้งแรกในรอบ 5 ปี สะท้อนแรงกดดันต่อรายได้และภาระค่าครองชีพที่สูงขึ้น นอกจากนี้ ภาคธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ SME ยังเผชิญแรงกดดันสองด้าน ทั้งต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้น และการแข่งขันจากสินค้านำเข้าราคาถูกจากจีน ส่งผลให้ผู้ประกอบการบางส่วนทยอยปิดกิจการ
อย่างไรก็ตาม คำถามสำคัญคือมาตรการดังกล่าวจะสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้มากเพียงใด โดย กนง.ประเมินว่า เม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจวงเงิน 3 แสนล้านบาท จะช่วยหนุน GDP ได้เพียง 0.5-0.7% เท่านั้น
ขณะเดียวกัน รัฐบาลยังต้องเผชิญข้อจำกัดเชิงโครงสร้างจากระดับหนี้สาธารณะที่เข้าใกล้เพดาน 70% ของ GDP ซึ่งอาจจำกัดพื้นที่ทางการคลัง หรือ Fiscal Space สำหรับรองรับวิกฤตในระยะต่อไป
INVX วิเคราะห์ว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบมีเป้าหมาย หรือ Targeted Fiscal Stimulus วงเงิน 4 แสนล้านบาทของรัฐบาล ซึ่งครอบคลุมทั้งโครงการไทยช่วยไทยพลัสและโครงสร้างค่าไฟแบบอัตราก้าวหน้า ถือเป็นปัจจัยบวกที่อาจช่วยดึงโมเมนตัมเศรษฐกิจในไตรมาส 2-3 ของปี 2569 ให้ดีกว่าที่คาดไว้
อย่างไรก็ดี INVX ระบุว่ายังมีประเด็นที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะประสิทธิภาพของมาตรการในรูปแบบ Cash Transfer ว่าจะสามารถกระตุ้นการบริโภคและเศรษฐกิจจริงได้มากน้อยเพียงใด หากมาตรการส่งผลต่ออุปสงค์มากกว่าคาด อาจเพิ่มแรงกดดันเงินเฟ้อจากฝั่งความต้องการได้
อีกประเด็นหนึ่งคือความเสี่ยงจากสถานการณ์สงครามหรือวิกฤตพลังงานที่ยืดเยื้อ ซึ่งอาจทำให้รัฐบาลต้องใช้งบประมาณเพิ่มเติม และผลักดันให้ระดับหนี้สาธารณะทะลุเพดาน 70% ของ GDP เร็วกว่าที่ INVX เคยคาดการณ์ไว้ในปี 2570