
ไม่นานมานี้กระแสการขายทุเรียนผ่านช่องทางออนไลน์ในไทยได้รับความสนใจจากสาธารณชนอย่างกว้างขวาง เมื่ออินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังร่วมกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์จัดไลฟ์คอมเมิร์ซขายทุเรียน โดยรัฐมนตรีพาณิชย์ระบุ เหตุที่ภาครัฐต้องเร่งระบายผลผลิตด้วยวิธีการดังกล่าวมีต้นตอจากข้อเท็จจริงว่าผลผลิตทุเรียนปีนี้เพิ่มขึ้นกว่า 33% หรือราว 2 ล้านตัน
ในช่วงเวลาเดียวกัน รถไฟขบวนแรกที่ติดตั้งระบบห้องเย็นบรรทุกทุเรียนไทยออกจากท่าเรือแหลมฉบัง ผ่านลาว เข้าสู่มณฑลหยุนหนาน (ยูนนาน) ของจีน ตู้แช่เย็นรักษาอุณหภูมิ 13 องศาเซลเซียส ตลอดเส้นทาง 1,035 กิโลเมตร ถึงเมืองคุนหมิงในสามวัน ราคาทุเรียนนำเข้าในจีนลดลงราว 30% ทันที
ขณะที่ JD Fresh ภายใต้ JD.com บริษัทอีคอมเมิร์ซรายใหญ่ของจีน เริ่มยกระดับตลาดทุเรียนไปอีกขั้น ด้วยการเปิดตัวมาตรฐานใหม่ในกลุ่มพรีเมียมที่เรียกว่า “Guaranteed 5-Lobe” หรือ “ทุเรียนรับประกัน 5 พู” ซึ่งพยายามแก้ปัญหาที่ผู้บริโภคคุ้นเคยมานาน คือความไม่แน่นอนของปริมาณเนื้อภายในผล โดยกำหนดให้เป็นทุเรียนหมอนทองจากต้นอายุอย่างน้อยสิบปี และต้องผ่านเกณฑ์คุณภาพที่เข้มงวด
ภายใต้มาตรฐานนี้ หากทุเรียนมีจำนวนพูไม่ถึงตามที่กำหนด แพลตฟอร์มจะชดเชยให้ตามจำนวนที่ขาดไป และหากพบปัญหาเช่นผลยังไม่สุกหรือเน่าเสีย ก็สามารถขอคืนเงินได้เต็มจำนวน
แต่ต้องยอมรับว่า ปัจจุบันทุเรียนที่ผ่านเกณฑ์ระดับนี้มีสัดส่วนเพียงเล็กน้อย โดยเฉลี่ยราวหนึ่งในร้อยผลเท่านั้น ไม่ใช่เพราะถูก “คัดทิ้ง” โดยระบบ แต่เพราะมาตรฐานดังกล่าวถูกออกแบบให้เป็นสินค้าระดับหายาก JD Fresh จึงต้องอาศัยขนาดการจัดซื้อและระบบควบคุมคุณภาพตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน เพื่อรักษาปริมาณสินค้าในระดับนี้ให้เพียงพอต่อความต้องการของตลาด
สิ่งนี้สะท้อนว่า ภาคเอกชนจีนกำลังขยับจากการแข่งขันด้านปริมาณไปสู่การใช้ “คุณภาพ” เป็นจุดขายมากขึ้น ขณะที่ในความเป็นจริง ปริมาณทุเรียนจากหลายประเทศในภูมิภาคก็กำลังไหลเข้าสู่ตลาดจีนเพิ่มขึ้นเช่นกัน ทำให้ตลาดอยู่ในสภาพที่ทั้ง “ขยายตัว” และ “แข่งขันด้านคุณภาพ” ไปพร้อมกัน
อีกมุมหนึ่ง จีนในฐานะผู้ซื้อหลักกำลัง “เลือกมากขึ้น” และมีบทบาทในการกำหนดมาตรฐานตลาดมากขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ว่าจะผ่านแพลตฟอร์มเอกชนหรือกลไกของรัฐ ส่งผลให้ผู้ส่งออกต้องปรับตัวให้สอดคล้องกับกฎเกณฑ์ที่จีนเป็นผู้ตั้ง มากกว่าที่จะเป็นผู้กำหนดเอง
หลายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาใกล้เคียงกันทำให้เห็นภาพที่ชัดขึ้น ฝั่งไทยกำลังเร่งหาช่องทางระบายผลผลิตที่เพิ่มขึ้น โดยยังคงพึ่งพาตลาดจีนเป็นหลัก ขณะที่ฝั่งจีนไม่ได้เป็นเพียงผู้ซื้อ แต่กำลังสร้างทั้งโครงสร้างพื้นฐานและกำหนดมาตรฐานของตลาดนั้น
บทความนี้จึงขออาสาอธิบายว่าโครงสร้างดังกล่าวทำงานอย่างไร และไทยยืนอยู่ตรงไหนในระบบนั้น
สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ภายใต้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ของไทย ซึ่งรวบรวมสถิติจากกรมศุลกากร รายงานว่าในปี 2567 ไทยส่งออกสินค้าเกษตรรวม 1.93 ล้านล้านบาท และมีส่วนเกินดุลการค้าเกษตร 1.19 ล้านล้านบาท ในจำนวนนั้น ทุเรียนเพียงอย่างเดียวมีมูลค่า 158,319 ล้านบาท คิดเป็นราวหนึ่งในสามของส่วนเกินดุลเกษตรที่ไทยได้จากจีน
แต่เมื่อมองไปที่ตัวเลขจากฝั่งตลาดจีน ภาพที่ได้กลับซับซ้อนขึ้น ข้อมูลจากสำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรประจำกรุงปักกิ่ง ซึ่งอ้างอิงสถิติของสำนักงานศุลกากรแห่งชาติจีน (GACC) ระบุว่าในปี 2568 ไทยส่งทุเรียนไปจีน 920,749 ตัน เพิ่มขึ้น 14% จากปีก่อนหน้า ขณะที่มูลค่ารวมอยู่ที่ 3,998 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แทบไม่เปลี่ยนแปลง นั่นหมายความว่าไทยขายได้มากขึ้น แต่ราคาต่อกิโลกรัมกลับลดลงราว 12 ถึง 14% ภายในเวลาเพียงปีเดียว
ในช่วง 11 เดือนแรกของปีเดียวกัน ส่วนแบ่งตลาดทุเรียนในจีนของเวียดนามอยู่ที่ 49.33% ขณะที่ไทยอยู่ที่ 50.39% ต่างกันเพียงเล็กน้อย ทั้งที่เวียดนามเพิ่งเริ่มส่งออกทุเรียนไปจีนในปี 2565 แต่สามารถขยายส่วนแบ่งตลาดจากศูนย์มาเกือบครึ่งหนึ่งได้ภายในเวลาไม่ถึงสามปี
แนวโน้มนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ ย้อนกลับไปในปี 2560 ซึ่งไทยเผชิญภัยแล้งรุนแรง ความได้เปรียบทางการค้าของไทยลดลงจนต่ำกว่าเวียดนาม และจีนก็หันไปนำเข้าจากเวียดนามแทบจะทันที เหตุการณ์นั้นสะท้อนความจริงง่าย ๆ ว่า เมื่อมีตัวเลือกผู้ซื้อไม่ได้รอและไทยสามารถสูญเสียส่วนแบ่งตลาดได้อย่างรวดเร็ว แม้ปัญหาจะเกิดขึ้นเพียงช่วงสั้น ๆ
ภาพรวมดุลการค้าเกษตรกับจีนก็สะท้อนทิศทางเดียวกัน ปี 2567 ไทยมีส่วนเกินดุลเกษตรกับจีน 414,923 ล้านบาท ลดลงจาก 439,776 ล้านบาทในปีก่อนหน้า ขณะที่การนำเข้าสินค้าเกษตรจากจีนกลับเพิ่มขึ้นเป็น 105,549 ล้านบาท แนวโน้มของทั้งสองด้านกำลังเคลื่อนไปในทิศทางที่ไม่เป็นคุณต่อไทย
คนจำนวนไม่น้อยมักเข้าใจว่าการเปิดตลาดทุเรียนเป็นเรื่องของภาษีศุลกากร แต่ในความเป็นจริง ประเด็นไม่ได้อยู่ตรงนั้น เพราะภาษีทุเรียนจากอาเซียนเข้าสู่จีนเป็นศูนย์มานานแล้วตั้งแต่กรอบความตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน–จีน (ACFTA) มีผลบังคับใช้ในปี 2548 สิ่งที่จีนถือไว้ในมือจริง ๆ คือ “Durian Protocol” หรือการอนุมัติด้านมาตรฐานสุขอนามัยพืช (SPS) ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่ทำให้สินค้าเกษตรจากประเทศหนึ่งสามารถเข้าสู่ตลาดจีนได้อย่างถูกกฎหมาย หากไม่มีการอนุมัตินี้ ต่อให้ภาษีเป็นศูนย์ก็ไม่สามารถส่งออกได้
หน่วยงานที่มีอำนาจในเรื่องนี้คือ สำนักงานศุลกากรแห่งชาติจีน ซึ่งสามารถออก แก้ไข หรือระงับ Durian Protocol ได้ทันทีโดยไม่ต้องผ่านกระบวนการเขตการค้าเสรีใด ๆ ไม่มีกรอบเวลาบังคับ และไม่มีเงื่อนไขตายตัวว่าจะเปิดหรือปิดเมื่อใด ที่สำคัญคือ ในช่วงยี่สิบปีที่ผ่านมา การให้ Durian Protocol กับประเทศใด มักเกิดขึ้นในช่วงที่ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจหรือการเมืองกำลังขยับตัว
ในเดือนกรกฎาคม 2565 เวียดนามได้รับ Durian Protocol หลังการเจรจายาวนานกว่าสองปี นี่เกิดขึ้นในจังหวะที่จีนต้องการกระจายแหล่งนำเข้าและลดการพึ่งพาซัพพลายจากไทยเพียงประเทศเดียว เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองในตลาด
ถัดมาในเดือนมกราคม 2566 ฟิลิปปินส์ได้รับสิทธิ์ทันทีหลังการเยือนของประธานาธิบดีเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ ซึ่งมาพร้อมกับข้อตกลงการลงทุนมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ การเปิดตลาดทุเรียนในกรณีนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องการค้า แต่เป็นส่วนหนึ่งของความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่กว้างกว่านั้น
ในเดือนมิถุนายน 2567 มาเลเซียได้รับสิทธิ์ส่งออกทุเรียนมูซานคิงแบบผลสด พร้อมกับการเปิดเส้นทาง “สายไหมทางอากาศ” หรือ Air Silk Road ซึ่งเป็นเครือข่ายโลจิสติกส์ทางอากาศภายใต้โครงการหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (Belt and Road Initiative: BRI) ที่ช่วยให้สินค้าสดสามารถเข้าสู่ตลาดจีนได้รวดเร็วขึ้น การเปิดเส้นทางลักษณะนี้ไม่ได้แค่ลดเวลา แต่ยังเปลี่ยนรูปแบบการแข่งขัน จากเดิมที่พึ่งพาการขนส่งทางบกหรือทางทะเล ไปสู่ระบบที่เน้นความเร็วและคุณภาพมากขึ้น
ต่อมาในเดือนเมษายน 2568 กัมพูชาได้รับสิทธิ์หลังการเยือนของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ซึ่งสะท้อนความสัมพันธ์ทางการเมืองที่แน่นแฟ้นระหว่างสองประเทศ และในเดือนธันวาคมปีเดียวกัน ลาวได้รับสิทธิ์หลังการเยือนของนายกรัฐมนตรีหลี่ เฉียง พร้อมกับการผลักดันยุทธศาสตร์ BRI ซึ่งเชื่อมโยงโดยตรงกับโครงสร้างพื้นฐานอย่างรถไฟจีน-ลาว
ในแต่ละกรณี จีนแทบไม่ต้องใช้ต้นทุนทางการทูตมากนัก เพราะภาษีเป็นศูนย์อยู่แล้ว เพียงแค่ออกโปรโตคอลด้าน SPS ก็สามารถสร้าง “goodwill” หรือความไว้วางใจและความสัมพันธ์เชิงบวกกับประเทศคู่ค้าได้ทันที ขณะเดียวกันก็ได้ซัพพลายเออร์ทุเรียนเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งราย ซึ่งหมายถึงอำนาจต่อรองด้านราคาที่มากขึ้นในระยะยาว
ผลที่ตามมาชัดเจน ก่อนปี 2565 ไทยครองตลาดทุเรียนในจีนเกือบ 95% และมีอำนาจต่อรองสูง แต่เมื่อเวียดนาม มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ กัมพูชา และลาว ทยอยเข้าสู่ตลาดพร้อมกัน ราคาก็เริ่มถูกกดลงจากการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น และตลาดที่เคยพึ่งพาผู้ขายรายเดียวก็กลายเป็นตลาดที่ผู้ซื้อมีทางเลือกมากขึ้น
นอกจากการออกใบอนุญาตแล้ว อีกเครื่องมือสำคัญคือการ “ปรับระดับการตรวจสอบสินค้า” ภายใต้กฎด้านสุขอนามัยพืช จีนสามารถเปลี่ยนจากการตรวจแบบสุ่มไปเป็นการตรวจทุกชิ้นได้ทันทีโดยไม่ต้องแจ้งล่วงหน้า สำหรับสินค้าที่เน่าเสียง่ายอย่างทุเรียน ความล่าช้าเพียงไม่กี่วันก็เพียงพอจะทำให้สินค้าเสียหาย ต้นทุนเพิ่มขึ้น และการส่งออกหยุดลงในทางปฏิบัติ แม้จะไม่มีการประกาศแบนอย่างเป็นทางการก็ตาม
ปัญหาสาร BY2 เป็นตัวอย่างที่ชัดเจน BY2 หรือ Basic Yellow 2 เป็นสีย้อมอุตสาหกรรมที่ผิดกฎหมายอาหารทั้งในไทยและจีน ต้นตอของปัญหาอยู่ในห่วงโซ่การผลิตที่ทุเรียนมักถูกเก็บก่อนสุกเต็มที่เพื่อให้ทนต่อการขนส่งระยะไกลห้าถึงเจ็ดวัน แต่ผู้บริโภคจีนกลับนิยมทุเรียนผิวสีเหลืองสวย ผู้ส่งออกบางรายจึงใช้สีย้อมเป็นทางลัดเพื่อเพิ่มความน่าซื้อ สิ่งที่ดูเหมือนเป็นกลอุบายทางการค้าธรรมดากลายเป็นช่องทางให้ศุลกากรจีนเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบได้ทันที โดยมีเหตุผลทางวิทยาศาสตร์รองรับ
กรณีของเวียดนามในต้นปี 2568 แสดงให้เห็นชัดว่ากลไกนี้ทำงานอย่างไร เมื่อศุลกากรจีนตรวจพบสาร BY2 และแคดเมียมในทุเรียนเวียดนาม หน่วยงานก็สั่งตรวจสินค้า 100% ทันที ส่งผลให้ยอดส่งออกของเวียดนามร่วงลงถึง 83%ภายในเวลาเพียงสองเดือน ก่อนจะค่อย ๆ ฟื้นตัวในไตรมาสสามหลังจากมีการแก้ไขปัญหา
รายงานของสำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรประจำกรุงปักกิ่ง ฉบับเดือนมกราคม 2569 ระบุว่า เพียงเดือนเดียวต้องประสานงานกับศุลกากรจีนมากกว่าสิบห้าเรื่อง ตั้งแต่การแจ้งเตือนสารตกค้าง การปรับรายชื่อสวนและโรงคัดบรรจุที่ได้รับอนุญาต ไปจนถึงการระงับการนำเข้าชั่วคราวจากบางแห่งและการยืนยันรูปแบบรายงานผลทดสอบ สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เหตุการณ์พิเศษ แต่เป็นงานที่ต้องทำอย่างต่อเนื่องทุกเดือน บ่งบอกว่าศุลกากรจีนถือ “กุญแจของตลาด” ไว้ และสามารถเปลี่ยนกติกาได้ตลอดเวลา
คำถามคือ เหตุใดไทยจึงไม่ใช้กลไกขององค์การการค้าโลก (WTO) เพื่อตอบโต้ ในทางปฏิบัติ การดำเนินคดีในกรอบ WTO ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะกฎ SPS เปิดช่องให้ประเทศสามารถกำหนดมาตรฐานได้ หากมีฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับ อีกทั้งกระบวนการฟ้องร้องใช้เวลาหลายปี และภาระการพิสูจน์ตกอยู่กับฝ่ายผู้ฟ้อง
ยิ่งไปกว่านั้น ไทยยังพึ่งพาจีนในหลายมิติพร้อมกัน ทั้งด้านการท่องเที่ยว การลงทุนโดยตรง และตลาดสินค้าเกษตรอื่น ๆ การใช้กลไก WTO จึงไม่ใช่แค่เรื่องกฎหมาย แต่มีต้นทุนทางการเมืองสูง เมื่อเทียบกับผลลัพธ์ที่อาจไม่แน่นอน
เรื่องราวของทุเรียนไทยในเกมภูมิรัฐศาสตร์ยังมีต่อใน EP 2 โปรดติดตาม

อาจารย์ประจำภาควิชาการตลาด คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่