
สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังคงตึงเครียดต่อเนื่อง และกำลังลุกลามจาก “สงคราม” ไปสู่ “เศรษฐกิจโลก” อย่างชัดเจน โดยเฉพาะเมื่อสหรัฐฯ ภายใต้การนำของ Donald Trump เดินหน้าแผนใหม่ที่ชื่อว่า Project Freedom เพื่อคลี่คลายวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งกำลังกลายเป็นจุดคอขวดของพลังงานโลก
หัวใจของ Project Freedom คือการ “ปลดปล่อย” เรือบรรทุกสินค้าและเรือพลังงานที่ติดค้างอยู่ในช่องแคบฮอร์มุซ หลังจากอิหร่านปิดเส้นทางเดินเรือสำคัญนี้จากความขัดแย้งกับสหรัฐฯ
ทรัมป์อธิบายว่าภารกิจนี้มีลักษณะ “มนุษยธรรม” เพราะเรือเหล่านี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับความขัดแย้ง แต่กำลังกลายเป็นเหยื่อของสถานการณ์ โดยเฉพาะลูกเรือที่เริ่มขาดแคลนอาหารและสิ่งจำเป็น
ภายใต้แผนนี้ประกอบด้วย
อย่างไรก็ตาม แผนนี้ยังไม่ใช่การคุ้มกันเรือโดยกองทัพเรือโดยตรง แต่เป็นการ “ประสานงาน” ระหว่างประเทศ บริษัทประกัน และผู้ประกอบการเดินเรือ
แต่ดูเหมือนจะเป็นทรัมป์ ที่ประกาศอยู่ฝ่ายเดียว เพราะอีกด้านหนึ่งฝั่งอิหร่านส่งสัญญาณชัดว่าการแทรกแซงของสหรัฐฯ ในช่องแคบฮอร์มุซ อาจถูกมองว่า “เป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิง” นั่นจึงทำให้ Project Freedom ก็อาจกลายเป็น “เกมการเมืองระหว่างประเทศ”อีกครั้ง
ความน่ากังวลของสถานการณ์นี้ไม่ได้อยู่แค่การปิดช่องแคบฮอร์มุซ แต่อยู่ที่ “ราคาน้ำมันโลก” ซึ่งยังทรงตัวอยู่ในระดับสูง และเคลื่อนไหวผันผวนตามข่าวความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
จากข้อมูลล่าสุด ราคาน้ำมันในตลาดโลกยังอยู่ในระดับที่สูงต่อเนื่อง นับตั้งแต่เหตุการณ์ความขัดแย้งเริ่มขึ้นในปลายเดือน ก.พ.69 โดยน้ำมันดิบ Brent เคลื่อนไหวบริเวณ 101.94–108 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่น้ำมันดิบ West Texas Intermediate หรือ WTI ของสหรัฐฯ เคลื่อนไหวบริเวณ 102–108.33 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แม้ในบางช่วงราคาจะอ่อนตัวลงบ้าง แต่ก็ยังเป็นการอ่อนตัวจากระดับสูง ไม่ใช่การกลับเข้าสู่ภาวะปกติ
สาเหตุสำคัญมาจากช่องแคบฮอร์มุซยังคงถูกปิดกั้น ทำให้การจราจรทางทะเลผ่านเส้นทางพลังงานสำคัญแห่งนี้แทบหยุดชะงัก ทั้งที่ก่อนเกิดสงคราม ช่องแคบฮอร์มุซเป็นเส้นทางที่มีพลังงานของโลกราวหนึ่งในห้าขนส่งผ่านไปมาเป็นประจำ ดังนั้น เมื่อเส้นทางนี้มีปัญหาผลกระทบจึงไม่ได้จำกัดอยู่แค่ประเทศคู่ขัดแย้ง แต่กระทบต่อความมั่นคงด้านพลังงานของทั้งโลก
ความเสี่ยงยังเพิ่มขึ้นจากรายงานของ United Kingdom Maritime Trade Operations ที่ระบุว่า มีเรือบรรทุกน้ำมันถูกโจมตีด้วยกระสุนทางเหนือของเมืองฟูไจราห์ ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ แม้มีรายงานว่าลูกเรือปลอดภัย แต่เหตุการณ์นี้ตอกย้ำว่าเส้นทางเดินเรือในภูมิภาคตะวันออกกลางยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน และทำให้ตลาดต้องใส่ “ค่าความเสี่ยง” เข้าไปในราคาน้ำมันมากขึ้น
ในมุมของเศรษฐกิจโลก Gaurav Ganguly หัวหน้าฝ่ายเศรษฐกิจระหว่างประเทศของ Moody’s Analytics ให้สัมภาษณ์ในรายการ “Squawk Box Asia” ของ CNBC โดยเตือนว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ ขณะที่ราคาน้ำมันยังอยู่ในระดับสูง อาจกลายเป็นแรงกดดันสำคัญต่อเศรษฐกิจโลก
เขาระบุว่า จากจุดนี้ไป “ไม่ต้องมีอะไรมาก” ก็อาจทำให้เศรษฐกิจโลกไหลเข้าสู่ภาวะถดถอยได้ โดย Moody’s Analytics ประเมินว่า หากราคาน้ำมัน Brent ยืนอยู่ที่ราว 125 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเป็นระยะเวลาต่อเนื่อง ก็เพียงพอที่จะผลักให้เศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะถดถอยในระดับหนึ่ง
คำเตือนนี้สำคัญ เพราะราคาน้ำมันไม่ใช่แค่ราคาพลังงาน แต่เป็นต้นทุนพื้นฐานของเศรษฐกิจ ตั้งแต่ค่าขนส่ง ต้นทุนการผลิต ราคาสินค้า ไปจนถึงค่าครองชีพของประชาชน เมื่อราคาน้ำมันยืนสูงนานขึ้น ภาคธุรกิจต้องแบกรับต้นทุนเพิ่ม ผู้บริโภคมีภาระค่าใช้จ่ายมากขึ้น และกำลังซื้ออาจอ่อนแรงลง
ในอีกด้านหนึ่ง แม้ที่ประชุม OPEC+ (มี 7 ประเทศเข้าร่วม ได้แก่ ซาอุดีอาระเบีย อิรัก คูเวต แอลจีเรีย คาซัคสถาน รัสเซีย และโอมาน) จะตกลงเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมัน 188,000 บาร์เรลต่อวัน โดยโควต้าการผลิตของซาอุดีอาระเบียจะเพิ่มเป็น 10.291 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือนมิ.ย. สูงกว่าระดับการผลิตจริงที่รายงาน แต่อย่างไรก็ตามตลาดยังต้องประเมินว่า การเพิ่มกำลังผลิตดังกล่าวจะเพียงพอหรือไม่ เมื่อเทียบกับความเสี่ยงจากช่องแคบฮอร์มุซที่ยังไม่คลี่คลาย และเรือจำนวนมากยังติดค้างอยู่ในอ่าว
ดังนั้น ภาพรวมของราคาน้ำมันในเวลานี้จึงไม่ใช่แค่ “แพง” แต่เป็นภาวะที่ตลาดยังไม่มั่นใจว่าอุปทานพลังงานโลกจะกลับมาไหลเวียนได้ตามปกติเมื่อไร และตราบใดที่ช่องแคบฮอร์มุซยังเป็นจุดตึงเครียด ราคาน้ำมันก็มีแนวโน้มทรงตัวในระดับสูงและผันผวนต่อไป
สำหรับประเทศไทยสถานการณ์ราคาน้ำมันยัง “ไม่นิ่ง” ก่อนเข้าสู่ช่วงหยุดยาว 1–4 พฤษภาคม 2569มีการปรับขึ้นราคาน้ำมัน โดยมีผลตั้งแต่ 1 พฤษภาคม เวลา 05.00 น.
ราคาขายปลีกล่าสุด
(ยังไม่รวมภาษีบำรุงกรุงเทพมหานคร)
สำหรับประเทศไทย ซึ่งเป็นประเทศผู้นำเข้าน้ำมันเป็นหลักสิ่งที่ต้องจับตาคือ “น้ำมันสำรอง” ที่เรามีไว้ใช้ในประเทศยิ่งสถานการณ์ยืดเยื้อน้ำมันที่มีอยู่ก็จะถูกใช้ไปเรื่อย ๆ ขณะที่การเติมสต็อกใหม่อาจทำได้ยากขึ้นหรือมีต้นทุนสูงขึ้นแปลตรง ๆคือยิ่งฮอร์มุซปิดนาน ความมั่นคงพลังงานยิ่งลดลงราคามีโอกาสยืนสูงต่อ