Logo site Amarintv 34HD
Logo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
เปิด 14 ข้อยุติศึก: ดีลสันติภาพสหรัฐฯ-อิหร่าน จะส่งผลอย่างไร?
โดย : กองบรรณาธิการ SPOTLIGHT

เปิด 14 ข้อยุติศึก: ดีลสันติภาพสหรัฐฯ-อิหร่าน จะส่งผลอย่างไร?

18 มิ.ย. 69
10:17 น.
แชร์

ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา และประธานาธิบดี มาซูด เปเซชเคียน แห่งอิหร่าน ได้ร่วมจรดปากกาลงนามดิจิทัลในบันทึกความเข้าใจ (MOU) ชั่วคราวความยาว 14 ข้อ เพื่อประกาศหยุดยิงและยุติปฏิบัติการทางทหารร่วมกัน โดยมีผลบังคับใช้ในทันที 

ข้อตกลงประวัติศาสตร์นี้มุ่งหมายที่จะดับไฟสงครามในตะวันออกกลาง แลกกับการฟื้นฟูเศรษฐกิจของอิหร่านด้วยเม็ดเงินมูลค่าสูงถึง 3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และเปิดเส้นทางเดินเรือยุทธศาสตร์ช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง ท่ามกลางคำขู่กร้าวจากทรัมป์ที่ส่งสัญญาณเตือนอย่างดุดันว่า สหรัฐฯ พร้อมจะกลับไปทิ้งระเบิดใส่ทันทีหากอิหร่านตลบตะแลงหรือไม่ปฏิบัติตามข้อผูกพัน

Spotlight สรุปเงื่อนไข 14 ข้อ มีรายละเอียดอย่างไรบ้าง จะส่งผลต่อสถานการณ์การเมือง-เศรษฐกิจโลกอย่างไร และภายใต้กรอบเจรจา 60 วัน ทั้งสองฝั่งจะได้ข้อตกลงฉบับสุดท้ายหรือไม่

ปูมหลังศึกสายฟ้าแลบ และการพลิกท่าทีของทรัมป์

ข้อตกลงหยุดยิงครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากการสู้รบอย่างดุเดือดนานเกือบ 4 เดือน ซึ่งเปิดฉากขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2026 โดยสหรัฐฯ และอิสราเอลได้เปิดปฏิบัติการร่วมถล่มอิหร่านและลอบสังหารอยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดวัย 86 ปี ตั้งแต่วันแรก จนสงครามลุกลามบานปลายกลายเป็นวิกฤตการณ์ระดับโลกที่ฉุดรั้งเศรษฐกิจ ดันราคาน้ำมันและเงินเฟ้อพุ่งสูง รวมถึงเสี่ยงสร้างวิกฤตอาหารในประเทศกำลังพัฒนา

ในการลงนามครั้งนี้ซึ่งเกิดขึ้นระหว่างการประชุมสุดยอด G7 ที่ฝรั่งเศส ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้เปลี่ยนท่าทีครั้งใหญ่ด้วยการยอมให้อิหร่านครอบครองขีปนาวุธนำวิถีต่อไปได้ โดยระบุว่าในเมื่อประเทศอื่นยังมีได้ การห้ามไม่อิหร่านมีคงเป็นเรื่องที่ "ไม่ยุติธรรม" ทั้งที่ในช่วงแรกของสงคราม ทรัมป์เคยประกาศกร้าวว่าจะถล่มอุตสาหกรรมขีปนาวุธของอิหร่านให้ราบคาบเป็นหน้ากลอง

ทางด้านกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน นำโดยโฆษก เอสมาอิล บาฆาอี ออกมายืนยันว่าข้อตกลงดังกล่าวมีผลบังคับใช้โดยสมบูรณ์แล้วตั้งแต่วันพุธที่ผ่านมา และจะไม่มีการจัดพิธีลงนามซ้ำอย่างเป็นทางการที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์อีก เนื่องจากผู้นำของทั้งสองประเทศได้จรดปากกาลงนามในรูปแบบดิจิทัลร่วมกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

เจาะลึกพิมพ์เขียว 14 ข้อ เงื่อนไขหยุดยิง

สำหรับเนื้อหาเชิงลึกของบันทึกความเข้าใจ (MOU) ชั่วคราวฉบับนี้ ได้มีการวางโครงร่างพิมพ์เขียวแบ่งออกเป็น 14 ข้อสำคัญ ซึ่งเป็นเงื่อนไขต่างตอบแทนที่ทั้งสองฝ่ายต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด ดังนี้

ข้อ 1: หยุดยิงถาวรทุกแนวรบ — ยุติการสู้รบและห้ามข่มขู่ใช้กำลังต่อกันทันที รวมถึงในเลบานอน

ข้อ 2: เคารพอธิปไตยซึ่งกันและกัน — ต่างฝ่ายต่างไม่แทรกแซงกิจการภายใน และไม่พยายามเปลี่ยนระบอบปกครอง

ข้อ 3: เส้นตายข้อตกลงจริงใน 60 วัน — มุ่งเจรจาเพื่อให้ได้ข้อตกลงฉบับสุดท้ายภายใน 60 วัน ซึ่งเงื่อนไขระบุไว้ว่าขยายเวลาได้

ข้อ 4: สหรัฐฯ ยกเลิกการปิดล้อมทางทะเล — สหรัฐฯ จะยุติการปิดล้อมทางทะเลใน 30 วัน และถอนทหารออกจากพื้นที่รอบอิหร่าน

ข้อ 5: เปิดช่องแคบฮอร์มุซให้เดินเรือฟรี — อิหร่านเปิดให้เรือพาณิชย์ผ่านฟรี 60 วัน และจะจับมือโอมานจัดระเบียบใหม่ในอนาคต

ข้อ 6: ตั้งทุนฟื้นฟูเศรษฐกิจ 3 แสนล้านดอลลาร์ — สหรัฐฯ และพันธมิตรจัดทำแผนพัฒนาให้อิหร่าน (โดยดึงทุนจากกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับ สหรัฐฯ ไม่จ่ายตรง)

ข้อ 7: ยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรต่ออิหร่าน — สหรัฐฯ จะระงับมาตรการคว่ำบาตรเศรษฐกิจทั้งหมด ทั้งแบบฝ่ายเดียวและข้อมติ UNSC

ข้อ 8: อิหร่านต้องไม่มีอาวุธนิวเคลียร์ — อิหร่านตกลงไม่พัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ ยอมลดระดับความเข้มข้นยูเรเนียมภายใต้การตรวจของ IAEA

ข้อ 9: คงสถานะโครงการนิวเคลียร์และห้ามคว่ำบาตรเพิ่ม — ในระหว่างเจรจา อิหร่านจะแช่แข็งระบบนิวเคลียร์ สหรัฐฯ จะไม่เพิ่มการคว่ำบาตรหรือเพิ่มทหาร

ข้อ 10: เปิดทางให้อิหร่านส่งออกน้ำมัน — กระทรวงการคลังสหรัฐฯ จะออกข้อยกเว้นให้อิหร่านขายน้ำมันและทำธุรกรรมแบงก์ได้ชั่วคราว

ข้อ 11: ปลดล็อกคืนเงินสินทรัพย์ที่ถูกอายัด — สหรัฐฯ ยอมปล่อยเงินและสินทรัพย์ของอิหร่านที่เคยยึดไว้ (คาดว่าสูงถึง 1.24 - 1.67 แสนล้านดอลลาร์)

ข้อ 12: ตั้งคณะกรรมการร่วมตรวจสอบสัญญา — จัดตั้งกลไกพิเศษเพื่อทำหน้าที่ติดตามและทวนสอบว่าทั้งสองฝ่ายปฏิบัติตามข้อตกลงจริง

ข้อ 13: ดำเนินการขั้นแรกก่อนเจรจาขั้นต่อไป — ต้องทำข้อ 1, 4, 5, 10, 11 ให้สำเร็จก่อน จึงจะคุยข้อที่เหลือ

ข้อ 14: ข้อตกลงสุดท้ายต้องผ่าน UNSC — สัญญาฉบับสมบูรณ์จะต้องได้รับการรับรองเป็นข้อมติที่มีผลผูกพันโดยคณะมนตรีความมั่นคง UN

สัญญาณบวกเศรษฐกิจโลก และระเบิดเวลาที่ต้องจับตาใน 60 วัน

ทันทีที่มีข่าวการลงนาม ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ดิ่งลงต่ำกว่า 80 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นระดับต่ำที่สุดนับตั้งแต่สงครามเปิดฉาก ช่วยลดแรงกดดันด้านเงินเฟ้อและคลายกังวลเรื่องวิกฤตอาหารโลก ทว่าในมุมความมั่นคง ดีลนี้กลับทิ้ง "ระเบิดเวลา" ลูกใหญ่ไว้ในเลบานอน เพราะหลังจากลงนามเพียงไม่กี่ชั่วโมง อิสราเอล (ซึ่งไม่ได้ร่วมโต๊ะเจรจา) ยังคงเดินหน้าทิ้งระเบิดถล่มเลบานอนตอนใต้อย่างต่อเนื่อง จนประธานาธิบดีทรัมป์ต้องออกปากเตือนเบนจามิน เนทันยาฮู ให้ "เพลา ๆ มือลงบ้าง" หากอิสราเอลไม่ยอมหยุด สงครามในเลบานอนอาจกลายเป็นชนวนเหตุให้อิหร่านล้มโต๊ะเจรจาเพราะถือว่าสหรัฐฯ ผิดสัญญาข้อแรก

นอกจากปัจจัยภายนอกแล้ว กรอบเวลา 60 วันในการเจรจาข้อตกลงถาวร (ซึ่งจะสิ้นสุดราววันที่ 16 สิงหาคม) ยังต้องเผชิญกับอุปสรรคภายในประเทศอิหร่านเอง โดยคาดว่าการพูดคุยจะสะดุดลงในช่วงเดือนกรกฎาคม เนื่องจากมีวันสำคัญทางศาสนาอาชูรอ และพิธีฝังศพหลายวันที่จัดขึ้นเพื่อไว้อาลัยแก่อดีตผู้นำสูงสุด คาเมเนอี ที่ถูกลอบสังหาร

แม้ว่าข้อตกลงนี้จะมีข้อดีตรงที่เป็นระบบ "แบ่งจ่ายผลประโยชน์ตามผลงาน" ซึ่งช่วยกระตุ้นให้อิหร่านยอมทำตามสัญญาเพื่อแลกกับเงินก้อนโตและสิทธิ์ในการขายน้ำมัน แต่ด้วยอารมณ์ที่พร้อมจะแปรปรวนของโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ย้ำขู่ตลอดเวลาว่า "พร้อมจะกลับไปทิ้งระเบิดใส่หัวทันที" หากอิหร่านทำตัวไม่ดี ทำให้สัญญาสันติภาพชั่วคราวฉบับนี้ยังคงแขวนอยู่บนเส้นด้าย และต้องลุ้นกันวันต่อวันว่า 60 วันหลังจากนี้ ตะวันออกกลางจะเดินหน้าสู่ความสงบ หรือดิ่งลงสู่สงครามเต็มรูปแบบอีกครั้ง


แชร์
เปิด 14 ข้อยุติศึก: ดีลสันติภาพสหรัฐฯ-อิหร่าน จะส่งผลอย่างไร?