
“สหรัฐฯ มีการควบคุมช่องแคบฮอร์มุซอย่างสมบูรณ์ และผมคิดว่าเราจะรักษาการควบคุมนี้ไว้!” ข้อความสุดมั่นใจจาก โดนัลด์ ทรัมป์ บน Truth Social ที่ออกมากล่าวย้ำรอบที่ร้อยเพื่อส่งสัญญาณสะกดจิตตลาดพลังงานโลกให้สยบลง แม้ว่าความตื่นตระหนกเรื่องราคาน้ำมันจะยังคงคุกรุ่นอยู่ก็ตาม
แต่ทว่าความจริงบนกระดานเศรษฐกิจกลับตึงเครียดสวนทางกับวาทกรรมอย่างสิ้นเชิง ในขณะที่ทรัมป์พยายามโชว์พาวเวอร์ว่า การปิดล้อมทางทะเลในขณะนี้คือ “กำแพงเหล็กกล้า” ที่สหรัฐฯ สร้างขึ้น แต่ตัวเลขจริงกลับฟ้องว่าเรือบรรทุกลำเลียงน้ำมันหายไปกว่า 90% เหลือวิ่งผ่านจุดยุทธศาสตร์นี้เพียง 6-8 ลำต่อวัน ชนิดที่สวนทางกับคำกล่าวอ้างของทรัมป์
วาทกรรมช่วงสงครามของทรัมป์กำลังสะท้อนวิกฤตห่วงโซ่อุปทานระดับโลก เมื่อท่าทีของอิหร่านบวกกับคลังน้ำมันสำรองที่กำลังลดลงอย่างรวดเร็ว เริ่มไล่ต้อนแผนภาพลักษณ์ “เอาอยู่” ของสหรัฐฯ จนมุม SPOTLIGHT ชวนส่องเกมสร้างภาพของสหรัฐฯ VS สถานการณ์ช่องแคบฮอร์มุซที่เกิดขึ้นจริง
ช่องว่างระหว่างคำกล่าวอ้างของผู้นำสหรัฐฯ กับตัวเลขจริงในตลาดพลังงานกำลังขยายกว้างขึ้นเรื่อย ๆ แม้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะออกมาโพสต์ประกาศความสำเร็จของมาตรการปิดล้อมทางทะเล โดยเปรียบเปรยว่าเป็น "กำแพงเหล็กกล้า" ที่ไร้เทียมทาน แต่ในมุมมองของภาคการค้าและนักวิเคราะห์ภาพรวมเศรษฐกิจ ภาพที่เกิดขึ้นกลับตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง
ขณะเดียวกัน คริส ไรท์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานสหรัฐฯ ก็พยายามช่วยเสริมภาพความมั่นใจ ด้วยการแถลงว่าปริมาณการส่งออกน้ำมันดิบผ่านช่องแคบฮอร์มุซยังคงสูงถึงเกือบ 9 ล้านบาร์เรลต่อวัน และเมื่อรวมกับระบบขนส่งทางบกก็ใกล้เคียงกับระดับปกติก่อนเกิดสงครามแล้ว อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์จากสถาบันวิจัยความเสี่ยงชั้นนำได้ออกมาหักล้างทันที โดยระบุว่าไม่มีหลักฐานเชิงตัวเลขใดๆ มาสนับสนุนคำกล่าวอ้างดังกล่าว และเป็นเพียงการพยายามสร้างภาพเพื่อประคองความเชื่อมั่นของตลาดเท่านั้น
ผลกระทบเชิงเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจริงในขณะนี้คือภาวะ Supply Shock หรืออุปทานพลังงานตึงตัวอย่างหนัก เนื่องจากเรือบรรทุกน้ำมันพาณิชย์และบริษัทผู้รับประกันภัยต่างปฏิเสธที่จะส่งเรือเข้าไปเสี่ยงภัยในพื้นที่ความขัดแย้ง เมื่อเส้นทางขนส่งหลักอัมพาตจนมีเรือผ่านเพียงวันละไม่กี่ลำ ภาระหนักจึงตกไปอยู่กับ คลังน้ำมันดิบสำรองทั่วโลก (Global Oil Stockpiles) ซึ่งสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ได้ออกมาประกาศเตือนแล้วว่า ปริมาณน้ำมันสำรองทั่วโลกกำลังลดลงในอัตราเร่งที่น่ากังวล
สถานการณ์ดังกล่าวกำลังส่งผลให้ต้นทุนค่าขนส่งสินค้าทางเรือและค่าเบี้ยประกันภัยการเดินเรือพุ่งสูงขึ้นอย่างมหาศาล ซึ่งต้นทุนที่เพิ่มขึ้นเหล่านี้จะทยอยส่งผ่านไปยังราคาน้ำมันดิบ และกลายเป็นแรงกดดันเงินเฟ้อระลอกใหม่ที่กระทบต่อเศรษฐกิจโลกในท้ายที่สุด
ในขณะที่สหรัฐฯ พยายามโฆษณาว่าตนเองเปิดทางและควบคุมช่องแคบฮอร์มุซไว้ได้แล้ว ฝั่งอิหร่านกลับเลือกใช้ยุทธศาสตร์ War of Attrition (สงครามบั่นทอน) โดยที่ปรึกษาระดับสูงของผู้บัญชาการกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่าน (IRGC) ได้ส่งสัญญาณชัดเจนว่า รัฐบาลเตหะรานมีความพร้อมที่จะ "ยืดเยื้อสงคราม" ออกไปเรื่อย ๆ จนกว่าทรัมป์จะพ้นจากตำแหน่งประธานาธิบดี
ท่าทีดังกล่าวถือเป็นการแทงตรงจุดอ่อนทางเศรษฐกิจและการเมืองของทรัมป์อย่างจัง เนื่องจากเป้าหมายสำคัญของวอชิงตันคือการเร่งปิดเกมสงคราม เพื่อให้การลำเลียงน้ำมันกลับเข้าสู่ภาวะปกติ และกดราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกให้ปรับตัวลดลงก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมในเดือนพฤศจิกายน แต่การปฏิเสธที่จะถอยของอิหร่านกำลังทำให้สมมติฐานทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ล้มเหลว
อิหร่านเลือกใช้ช่องแคบฮอร์มุซเป็นเครื่องมือต่อรองทางเศรษฐกิจระดับโลก โดยยื่นคำขาดว่าจะไม่อนุญาตให้การเดินเรือผ่านช่องแคบกลับมาเต็มรูปแบบ จนกว่าสหรัฐฯ จะยกเลิกการปิดล้อมทางทะเล ยกเลิกมาตรการคว่ำบาตร และปลดล็อกทรัพย์สินของอิหร่านที่ถูกอายัดไว้ ประกอบกับการเจรจาโดยตรงระหว่างอิหร่านและโอมานในปัจจุบัน ไม่ได้เปิดโอกาสให้วอชิงตันเข้าร่วมด้วย ส่งผลให้กระบวนการสันติภาพตกอยู่ในภาวะหยุดชะงัก
ความขัดแย้งที่ยืดเยื้อนี้ทำให้ตลาดการเงินและตลาดสินค้าโภคภัณฑ์โลกต้องแบกรับ ค่าความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ เพิ่มเข้าไปในราคาน้ำมันดิบอย่างต่อเนื่อง ตราบใดที่สัญญาณการเจรจายังคงมืดมน ตลาดพลังงานโลกจะยิ่งเผชิญกับ ความผันผวนสูง และทำให้ความพยายามสื่อสารของทรัมป์ที่ว่า "สถานการณ์อยู่ในความควบคุม" กลายเป็นเพียงวาทกรรมทางการเมืองที่ไม่สามารถสะกดราคาน้ำมันในความเป็นจริงได้