Logo site Amarintv 34HD
logo duooneLogo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
น้ำท่วมหนักป่วนเศรษฐกิจไทย คาดเสียหายถึง 7,000-17,000 ล้านบาท
โดย : กองบรรณาธิการ SPOTLIGHT

น้ำท่วมหนักป่วนเศรษฐกิจไทย คาดเสียหายถึง 7,000-17,000 ล้านบาท

29 ก.ย. 69
12:03 น.
แชร์

สถานการณ์ฝนตกหนักต่อเนื่องระหว่างวันที่ 25-27 กันยายน 2569 ส่งผลให้เกิดอุทกภัยในกรุงเทพฯ และพื้นที่ปริมณฑล อาทิ สมุทรปราการ นนทบุรี และปทุมธานี ซึ่งต่อมามีการประกาศเป็นเขตภัยพิบัติ ขณะที่ในต่างจังหวัดมีพื้นที่ได้รับผลกระทบอีกไม่น้อยกว่า 20 จังหวัด รวมถึงสระแก้ว ปราจีนบุรี พระนครศรีอยุธยา ชลบุรี นครนายก และนครราชสีมา

แม้ปัจจุบันพื้นที่ส่วนใหญ่ในกรุงเทพฯ จะทยอยกลับเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว แต่ยังมีอีกหลายพื้นที่ที่ต้องเผชิญผลกระทบต่อเนื่อง โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า หากไม่มีเหตุการณ์อื่นเข้ามาซ้ำเติม อาจต้องใช้เวลาอย่างน้อย 1 สัปดาห์กว่าสถานการณ์ในพื้นที่เหล่านี้จะคลี่คลาย

ในเบื้องต้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า น้ำท่วมครั้งนี้สร้างผลกระทบสุทธิต่อเศรษฐกิจประมาณ 7,000-17,000 ล้านบาท หรือราว 0.03-0.11% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) โดยผลกระทบส่วนใหญ่ในระยะแรกมาจากการสูญเสียกิจกรรมทางเศรษฐกิจชั่วคราว มากกว่าความเสียหายต่อฐานการผลิต 

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวยังมีความไม่แน่นอนสูง เพราะจะเพิ่มขึ้นหรือลดลงตามระยะเวลาที่สถานการณ์ยืดเยื้อและขอบเขตของพื้นที่เศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบ

น้ำมาเร็ว กิจกรรมเศรษฐกิจสะดุด ค้าปลีก–ร้านอาหาร–SMEs รับผลกระทบหลัก

ผลกระทบทางเศรษฐกิจในระยะแรกเกิดจากการหยุดชะงักชั่วคราวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ (Temporary Disruption) เนื่องจากเหตุการณ์เกิดขึ้นค่อนข้างรวดเร็ว ทำให้ประชาชนและภาคธุรกิจมีเวลาเตรียมรับมืออย่างจำกัด เมื่อประกอบกับอุปสรรคด้านการเดินทาง กิจกรรมทางเศรษฐกิจบางส่วนจึงต้องหยุดหรือชะลอลงชั่วคราวตั้งแต่ช่วงสุดสัปดาห์

ผลกระทบดังกล่าวดำเนินต่อเนื่องมาจนถึงช่วงที่มีการประกาศวันหยุดราชการเป็นกรณีพิเศษ ขณะที่ภาคเอกชนหลายแห่งปรับรูปแบบการทำงานมาเป็นการทำงานจากที่บ้าน (Work From Home) เพื่อลดข้อจำกัดจากการเดินทางในพื้นที่ประสบภัย

สำหรับกรุงเทพฯ และปริมณฑล ผลกระทบหลักกระจุกตัวอยู่ในภาคค้าปลีก ร้านอาหาร ธุรกิจบริการ การเดินทาง และผู้ประกอบการ SMEs โดยเฉพาะกิจการที่ต้องพึ่งพาการเดินทางของผู้บริโภค หรือจำเป็นต้องให้บริการ ณ สถานที่ เมื่อประชาชนเดินทางได้ยาก จำนวนผู้ใช้บริการและกิจกรรมของธุรกิจเหล่านี้จึงชะลอลงตามไปด้วย

แรงงานรายวันเป็นอีกกลุ่มที่ได้รับผลกระทบโดยตรง เนื่องจากรายได้ผูกอยู่กับการออกไปทำงานหรือประกอบอาชีพในแต่ละวัน หากไม่สามารถเดินทางหรือทำงานได้ตามปกติ ก็อาจสูญเสียรายได้ในช่วงที่สถานการณ์น้ำท่วมยังไม่คลี่คลาย

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจภายใต้กรอบเวลาประมาณ 3–7 วัน โดยพิจารณาจากค่าเสียโอกาสของภาคธุรกิจและแรงงานในช่วงที่ไม่สามารถดำเนินกิจกรรมได้ตามปกติ ไม่ว่าจะเป็นการปิดให้บริการชั่วคราวของร้านอาหารและศูนย์การค้า การติดขัดของการจัดส่งสินค้าและอาหาร การชะลอตัวของการเดินทางและการท่องเที่ยว ตลอดจนผลกระทบต่อสถานีบริการน้ำมัน บริการด้านสุขภาพ และบริการทางการเงิน

ประเมินผลกระทบ 7,000-17,000 ล้านบาท จับตาหากน้ำลามถึงฐานการผลิต

อย่างไรก็ตาม กิจกรรมทางเศรษฐกิจที่หยุดชะงักในช่วงน้ำท่วมไม่ได้กลายเป็นความสูญเสียทั้งหมด เพราะผลกระทบบางส่วนอาจได้รับการชดเชยในภายหลัง เนื่องจากกิจกรรมหรือการใช้จ่ายบางประเภทเป็นเพียงการเลื่อนออกไป และอาจกลับมาเกิดขึ้นอีกครั้งเมื่อสถานการณ์คลี่คลาย

ขณะเดียวกัน การใช้จ่ายบางประเภทอาจได้รับแรงหนุนในช่วงก่อนหรือระหว่างเกิดเหตุ โดยเฉพาะการซื้ออาหาร เครื่องดื่ม และสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น จากการที่ประชาชนเร่งซื้อสินค้าเพื่อเตรียมรับมือกับสถานการณ์

สำหรับภาคการท่องเที่ยว ผลกระทบถูกจำกัดไว้ในระดับหนึ่ง เนื่องจากเดือนกันยายนไม่ได้เป็นช่วงที่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทยสูงมาก เมื่อรวมกับกิจกรรมบางส่วนที่อาจกลับมาดำเนินการหรือมีการใช้จ่ายชดเชยในภายหลัง

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยจึงประเมินผลกระทบสุทธิต่อเศรษฐกิจเบื้องต้นภายใต้สมมติฐานดังกล่าวไว้ที่ประมาณ 7,000–17,000 ล้านบาท หรือราว 0.03–0.11% ของ GDP

อย่างไรก็ตาม การประเมินดังกล่าวตั้งอยู่บนกรอบเวลาที่สถานการณ์กระทบกิจกรรมทางเศรษฐกิจประมาณ 3–7 วัน ตัวเลขจึงยังมีความไม่แน่นอนสูงและขึ้นอยู่กับระยะเวลาของสถานการณ์เป็นสำคัญ

หากน้ำท่วมยืดเยื้อหรือขยายวงไปกระทบโรงงาน นิคมอุตสาหกรรม ระบบขนส่ง หรือห่วงโซ่อุปทานที่สำคัญ ผลกระทบอาจไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการหยุดชะงักของกิจกรรมชั่วคราว แต่อาจลุกลามไปถึงฐานการผลิต และทำให้ผลกระทบต่อเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

น้ำลดแต่ภาระยังไม่จบ เร่งสร้างภูมิคุ้มกันรับภัยพิบัติระยะยาว

ผลกระทบจากน้ำท่วมไม่ได้สิ้นสุดลงทันทีเมื่อน้ำลด เพราะครัวเรือนและภาคธุรกิจยังต้องทยอยสำรวจและรับรู้ความเสียหายต่อทรัพย์สิน ไม่ว่าจะเป็นที่อยู่อาศัย รถยนต์ เครื่องจักร หรืออุปกรณ์ต่างๆ ขณะเดียวกัน ยังมีค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมและฟื้นฟูตามมา ซึ่งอาจทำให้ครัวเรือนและธุรกิจต้องจัดสรรเงินไปใช้กับการฟื้นฟูความเสียหาย และระมัดระวังการใช้จ่ายด้านอื่นมากขึ้น

ระดับผลกระทบและความสามารถในการฟื้นตัวจะแตกต่างกันตามฐานะทางการเงินและความสามารถในการรับมือของแต่ละครัวเรือนและธุรกิจ โดยเฉพาะกลุ่มที่มีภาระหนี้สูง มีเงินออมจำกัด หรือมีข้อจำกัดในการเข้าถึงสินเชื่อ ซึ่งจะมีความสามารถในการรองรับค่าใช้จ่ายและความเสียหายต่ำกว่ากลุ่มอื่น

ในระยะข้างหน้า ความเสี่ยงจากภัยพิบัติและสภาพอากาศสุดขั้วที่มีแนวโน้มเกิดถี่และรุนแรงขึ้น จะกลายเป็นโจทย์เชิงโครงสร้างที่สำคัญมากขึ้นต่อเศรษฐกิจไทย เพราะผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะความเสียหายต่อทรัพย์สิน แต่ยังครอบคลุมถึงวิถีชีวิตของประชาชน การดำเนินธุรกิจ ความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐาน และภาระทางการคลัง

ดังนั้น การเพิ่มความสามารถในการรับมือและฟื้นตัว (Resilience) จึงจำเป็นต้องดำเนินการพร้อมกันในหลายมิติ ตั้งแต่การพัฒนาระบบบริหารจัดการน้ำและโครงสร้างพื้นฐาน การยกระดับระบบเตือนภัยให้รองรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว และการวางแผนบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ ไปจนถึงการพัฒนากลไกประกันภัยและเครื่องมือทางการเงินที่ช่วยกระจายความเสี่ยง เพื่อไม่ให้ภาระจากภัยพิบัติตกอยู่กับครัวเรือน ภาคธุรกิจ หรือภาครัฐเพียงฝ่ายเดียว

แชร์
น้ำท่วมหนักป่วนเศรษฐกิจไทย คาดเสียหายถึง 7,000-17,000 ล้านบาท