
แม้ประเทศไทยจะได้ชื่อว่า “เป็นครัวของโลก” เราส่งอาหารออกไปยังประเทศต่างๆในโลกจำนวนมากต่อปี แต่ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้นจากสงครามในตะวันออกกลาง ประเด็น ”ความมั่นคงทางอาหาร” กำลังกลายเป็นความท้าทายที่ส่งผลกระทบต่อผู้คนจำนวนมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มเปราะบางที่มีรายได้จำกัด
ปัจจุบันมีประชากรหลายร้อยล้านคนบนโลก กำลังเผชิญกับปัญหาการขาดแคลนอาหาร และไม่สามารถเข้าถึงอาหารที่มีคุณภาพได้ ท่ามกลางความท้าทายนี้ บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด จึงร่วมกับโครงการอาหารโลกแห่งสหประชาชาติ (World Food Programme: WFP) เปิดตัวแคมเปญ “The Next Bucket: Save Lives & Change Lives” เพื่อชวนให้ผู้คนเปลี่ยนมื้ออาหารในชีวิตประจำวันให้กลายเป็นพลังแห่งการให้ และร่วมสนับสนุนความมั่นคงทางอาหารแก่ชุมชนเปราะบางในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก
สำหรับหลายคน อาหารอาจเป็นเรื่องใกล้ตัวจนถูกมองข้าม แต่ปัจจุบันวิกฤตด้านอาหารกำลังมีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
เบื้องหลังตัวเลขหลายร้อยล้านคนที่กำลังเผชิญความหิวโหย คือครอบครัวที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้ง ผู้คนที่ต้องพลัดถิ่นจากบ้านเกิด เกษตรกรที่สูญเสียผลผลิตจากภัยพิบัติ และชุมชนที่กำลังเผชิญแรงกดดันจากเศรษฐกิจที่เปราะบางมากขึ้นทุกวัน
ดร.วิรไท สันติประภพ รองประธานกรรมการ บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด และประธานกรรมการกำกับดูแลกิจการ โครงการอาหารโลกเผยว่า การแก้ไขปัญหาความหิวโหยเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะหากโลกยังเต็มไปด้วยความหิวโหย ยากนักที่เราจะสามารถอยู่ร่วมกันอย่างสันติ และยั่งยืนได้ ดังนั้นความมั่นคงทางอาหารไม่ใช่แค่เรื่องของปากท้อง แต่ยังเป็นเส้นทางสู่สันติภาพด้วย
เขากล่าวเสริมว่า ความร่วมมือระหว่างสยามพิวรรธน์ และ WFP ครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่าความยั่งยืนไม่ได้มีเพียงมิติด้านสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการสร้างโอกาส และยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนในสังคมด้วยการช่วยเหลือมีมากกว่าการแจกอาหารในยามฉุกเฉิน
เมื่อพูดถึงการช่วยเหลือด้านอาหาร ภาพของการแจกจ่ายอาหารในช่วงเกิดภัยพิบัติ หรือในยามฉุกเฉิน มักถูกนึกถึงลำดับแรก แต่ในความเป็นจริงแล้ว นั่นเป็นเพียงการช่วยเหลือในระยะสั้นเท่านั้น
ซาเมียร์ วันมาลี ผู้อำนวยการภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โครงการอาหารโลกแห่งสหประชาชาติ สำนักงานประจำกรุงเทพฯ เผยว่า ในช่วงวิกฤต การช่วยชีวิตผู้คนเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการจัดหาอาหาร เงินสด น้ำสะอาด หรือที่พักพิงให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบ แต่นั่นไม่ใช่วิธีที่ยั่งยืนในระยะยาว เขากล่าวเสริมว่า การแก้ปัญหาความมั่นคงทางอาหารเป็นสิ่งที่ภาครัฐ ภาคธุรกิจ ชุมชน และประชาชนทุกคนสามารถมีส่วนร่วมได้
หนึ่งในตัวอย่างสำคัญคือโครงการอาหารกลางวันในโรงเรียน ซึ่ง WFP ให้การสนับสนุนรัฐบาลทั่วโลกมานานกว่า60 ปี เพื่อให้เด็กนักเรียนได้รับอาหารที่มีคุณภาพอย่างน้อยวันละหนึ่งมื้อ ซึ่งปัจจุบันแนวคิดดังกล่าวได้ขยายผลไปไกลกว่าเรื่องโภชนาการของเด็กเพียงอย่างเดียว โดยเชื่อมโยงโรงเรียนเข้ากับเศรษฐกิจในชุมชน ผ่านการส่งเสริมให้โรงเรียนจัดซื้อวัตถุดิบจากเกษตรกร และผู้ประกอบการในท้องถิ่น
แนวทางดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า ความมั่นคงทางอาหารไม่ได้หมายถึงการมีอาหารเพียงพอในวันนี้เท่านั้น แต่ยังหมายถึงการสร้างระบบที่ทำให้ผู้คนสามารถเข้าถึงอาหารที่มีคุณภาพได้อย่างยั่งยืนในอนาคต
ภายใต้แคมเปญ “The Next Bucket: Save Lives & Change Lives” ซึ่งตั้งเป้าส่งมอบอาหารจำนวน 100,000 มื้อแก่ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก ดร.วิรไทมองว่า เงินเพียง 20 บาทอาจดูเป็นจำนวนเล็กน้อยสำหรับใครหลายคน แต่เมื่อรวมพลังจากผู้คนจำนวนมาก ก็สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงที่มีความหมายได้
เพื่อขยายผลการช่วยเหลือให้เข้าถึงผู้คนในวงกว้าง สยามพิวรรธน์ได้นำเครือข่ายร้านอาหารและพันธมิตรทางธุรกิจเข้ามาร่วมสนับสนุนโครงการ พร้อมเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมผ่านเมนูพิเศษจากร้านร้านสรรพรส, FIKKA และ L'Antica Pizzeria Da Michele Bangkok ณ NEXTOPIA ชั้น 5 สยามพารากอน หรือสามารถร่วมบริจาคผ่านแพลตฟอร์ม “เทใจ”
ในวันที่โลกยังมีผู้คนหลายร้อยล้านคนเผชิญความไม่มั่นคงทางอาหาร ความร่วมมือระหว่างองค์กรระหว่างประเทศ ภาคธุรกิจ และประชาชน อาจเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่จะช่วยเปลี่ยนจากการบรรเทาวิกฤตระยะสั้น ไปสู่การสร้างระบบอาหารที่ยั่งยืน และเข้าถึงได้สำหรับทุกคนในระยะยาว