Logo site Amarintv 34HD
Logo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
ไทยเตรียมเจอเงินเฟ้ออาหาร พบนำเข้าปุ๋ยผ่านฮอร์มุซ27% ดันต้นทุนผลิตพุ่ง
โดย : กองบรรณาธิการ SPOTLIGHT

ไทยเตรียมเจอเงินเฟ้ออาหาร พบนำเข้าปุ๋ยผ่านฮอร์มุซ27% ดันต้นทุนผลิตพุ่ง

8 มิ.ย. 69
16:28 น.
แชร์

ทุกครั้งที่ความตึงเครียดระหว่างประเทศปะทุขึ้น โดยเฉพาะในตะวันออกกลาง สายตาของตลาดโลกมักพุ่งไปที่ราคาน้ำมันเป็นอันดับแรก เพราะน้ำมันคือสินค้ายุทธศาสตร์ที่สะท้อนทั้งต้นทุนพลังงาน ค่าขนส่ง และทิศทางกิจกรรมทางเศรษฐกิจทั่วโลก

อย่างไรก็ตาม ผลกระทบจากวิกฤตพลังงานไม่ได้หยุดอยู่เพียงตลาดน้ำมันหรือก๊าซธรรมชาติเท่านั้น แต่ยังลามไปถึงสินค้าอีกกลุ่มหนึ่งที่อยู่ใกล้ตัวผู้บริโภคมากกว่าที่หลายคนคิด นั่นคือ “ปุ๋ย” โดยเฉพาะเมื่อความเสี่ยงเกิดขึ้นบนเส้นทางเดินเรือสำคัญอย่างช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นหนึ่งในจุดยุทธศาสตร์ของการค้าโลก

ปุ๋ยถือเป็นต้นน้ำสำคัญของระบบอาหารโลก เพราะเป็นปัจจัยการผลิตที่อยู่เบื้องหลังผลผลิตทางการเกษตรแทบทุกชนิด ตั้งแต่ข้าว ธัญพืช ผัก ผลไม้ ไปจนถึงวัตถุดิบอาหารสัตว์ ดังนั้น เมื่อราคาปุ๋ยปรับตัวสูงขึ้น ผลกระทบจึงไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะเกษตรกรที่ต้องแบกรับต้นทุนเพิ่มขึ้น แต่ยังสามารถส่งผ่านต่อไปยังโรงงานแปรรูป ผู้ค้าส่ง ผู้ค้าปลีก และผู้บริโภคในท้ายที่สุด

ขนาดของตลาดปุ๋ยโลกยิ่งทำให้ความเสี่ยงนี้มีนัยสำคัญมากขึ้น เพราะในปี 2566 โลกใช้ปุ๋ยมากกว่า 190 ล้านตัน โดยมีผู้ใช้รายใหญ่ ได้แก่ จีน อินเดีย สหรัฐ และบราซิล สะท้อนว่าปุ๋ยไม่ใช่เพียงสินค้าการเกษตรทั่วไป แต่เป็นปัจจัยสำคัญต่อความมั่นคงทางอาหารของหลายประเทศ

หัวใจของความเปราะบางอยู่ที่ความเชื่อมโยงระหว่างปุ๋ยกับตลาดพลังงานโลก โดยเฉพาะปุ๋ยไนโตรเจน ซึ่งคิดเป็นราว 59% ของการใช้ปุ๋ยทั่วโลก และต้องพึ่งพาก๊าซธรรมชาติเป็นวัตถุดิบหลักในการผลิต เมื่อราคาก๊าซธรรมชาติหรือราคาพลังงานปรับสูงขึ้น ต้นทุนการผลิตปุ๋ยจึงมักขยับขึ้นตามอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ด้วยเหตุนี้ วิกฤตพลังงานจึงอาจค่อย ๆ แปรสภาพเป็นวิกฤต “เงินเฟ้ออาหาร” ในระยะถัดไป จากราคาก๊าซที่สูงขึ้น สู่ราคาปุ๋ยที่แพงขึ้น และท้ายที่สุดอาจสะท้อนผ่านราคาอาหารที่ผู้บริโภคต้องจ่ายในชีวิตประจำวัน 

ทำไมเมื่อราคาพลังงานสูงขึ้น ต้นทุนปุ๋ยจะขยับตาม

รายงานของ Bnomics ศูนย์วิเคราะห์ข้อมูลเชิงเศรษฐกิจและมหภาคของธนาคารกรุงเทพ ระบุว่า สาเหตุสำคัญที่ทำให้ราคาพลังงานเชื่อมโยงกับต้นทุนปุ๋ยโดยตรง คือก๊าซธรรมชาติเป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตปุ๋ยไนโตรเจน เมื่อราคาก๊าซธรรมชาติปรับตัวสูงขึ้น ต้นทุนการผลิตปุ๋ยจึงเพิ่มขึ้นตามทันที โดยเฉพาะในภาวะที่ปุ๋ยไนโตรเจนคิดเป็นสัดส่วนถึง 59% ของการใช้ปุ๋ยทั่วโลก ความผันผวนของราคาพลังงานจึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงตลาดน้ำมันหรือก๊าซเท่านั้น แต่ยังส่งแรงกระเพื่อมไปถึงต้นน้ำของระบบอาหารโลกโดยตรง

ความเปราะบางนี้ยิ่งรุนแรงขึ้นจากโครงสร้างตลาดปุ๋ยโลกที่กระจุกตัวอยู่ในไม่กี่ประเทศผู้ผลิตสำคัญ เช่น ปุ๋ยไนโตรเจนที่มีฐานการผลิตสำคัญในจีน รัสเซีย สหรัฐฯ อินเดีย และตะวันออกกลาง ขณะปุ๋ยฟอสเฟตที่มีผู้ผลิตหลัก ได้แก่ จีน โมร็อกโก สหรัฐฯ และรัสเซีย และปุ๋ยโพแทสเซียมที่พึ่งพาแหล่งผลิตสำคัญจากแคนาดา รัสเซีย และเบลารุส 

เมื่อการผลิตกระจุกตัวสูง ตลาดปุ๋ยจึงอ่อนไหวต่อสงคราม วิกฤตพลังงาน มาตรการคว่ำบาตร และข้อจำกัดการส่งออกมากกว่าสินค้าทั่วไป เพราะหากประเทศผู้ผลิตรายใหญ่เผชิญปัญหา หรือมีการจำกัดการส่งออกเพื่อดูแลตลาดในประเทศ ประเทศผู้นำเข้าจะได้รับผลกระทบทันที ทั้งในด้านราคา ปริมาณสินค้า และความแน่นอนของการส่งมอบ

ช่องแคบฮอร์มุซ คอขวดที่เชื่อมพลังงาน ปุ๋ย และจานอาหาร

นอกจากปัจจัยด้านต้นทุนการผลิตและห่วงโซ่อุปทานที่กระจุกตัวแล้ว Bnomics ระบุว่า จุดเปราะบางอีกด้านหนึ่งของระบบปุ๋ยโลกอยู่ที่เส้นทางขนส่ง โดยเฉพาะช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งไม่ได้มีความสำคัญเฉพาะต่อการขนส่งน้ำมัน แต่ยังเป็นเส้นทางสำคัญของการค้าปุ๋ยโลกด้วย 

ข้อมูลจาก UNCTAD ระบุว่า หลายประเทศนำเข้าปุ๋ยผ่านช่องแคบฮอร์มุซในสัดส่วนสูง เช่น ซูดาน 54% ศรีลังกา 36% ออสเตรเลีย 32% แทนซาเนีย 31% โซมาเลีย 30% และไทย 27%

ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่า หากเกิดความตึงเครียดหรือการหยุดชะงักในช่องแคบฮอร์มุซ ผลกระทบอาจไม่ได้จำกัดอยู่ที่ราคาน้ำมันหรือค่าระวางเรือเท่านั้น แต่ยังสามารถลามไปถึงราคาปุ๋ย ต้นทุนเกษตร และราคาอาหารโลกได้ด้วย โดยเฉพาะประเทศที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าปุ๋ยในสัดส่วนสูงจะเผชิญแรงกดดันทั้งจากต้นทุนและความเสี่ยงด้านปริมาณสินค้าที่จะลดลง

ปุ๋ยแพงลามห่วงโซ่อาหาร ดันต้นทุนถึงผู้บริโภค

สำหรับประเทศเกษตรกรรมที่ยังพึ่งพาปุ๋ยนำเข้าจากต่างประเทศ ความผันผวนในตลาดโลกจึงไม่ใช่ความเสี่ยงที่อยู่ไกลตัว แต่เป็นแรงกดดันโดยตรงต่อภาคการผลิตอาหาร โดยเฉพาะในช่วงที่ราคาพลังงานปรับสูงขึ้น หรือเส้นทางการค้าเริ่มเผชิญความไม่แน่นอน

ผลกระทบแรกมักเกิดขึ้นในระดับเกษตรกร เมื่อต้นทุนปุ๋ยสูงเกินกว่าจะแบกรับ เกษตรกรบางส่วนอาจจำเป็นต้องปรับแผนการผลิตเพื่อประคองกระแสเงินสดระยะสั้น ไม่ว่าจะเป็นการลดปริมาณการใช้ปุ๋ย ชะลอการเพาะปลูก หรือหันไปปลูกพืชที่ใช้ธาตุอาหารน้อยลง

แม้มาตรการเหล่านี้อาจช่วยลดภาระต้นทุนเฉพาะหน้า แต่ผลกระทบมักสะท้อนชัดในฤดูกาลถัดไป ผ่านผลผลิตต่อไร่ที่ลดลง และทำให้ปริมาณผลผลิตโดยรวมในตลาดหายไป ปัญหานี้ยิ่งรุนแรงในประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งเกษตรกรจำนวนมากมีข้อจำกัดด้านเงินทุนและเข้าถึงสินเชื่อได้ยาก ทำให้ความสามารถในการรับมือต้นทุนที่พุ่งสูงมีจำกัด

เมื่อผลผลิตทางการเกษตรซึ่งเป็นต้นน้ำของระบบอาหารลดลง ขณะที่ต้นทุนการผลิตยังอยู่ในระดับสูง แรงกดดันด้านราคาจะค่อย ๆ ถูกส่งต่อไปตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ฟาร์ม โรงงานแปรรูปอาหาร ระบบขนส่ง ผู้ค้าส่ง ผู้ค้าปลีก ไปจนถึงผู้บริโภคปลายทางในรูปของราคาอาหารสด วัตถุดิบ และอาหารสำเร็จรูปที่แพงขึ้น

กล่าวอีกนัยหนึ่ง ปุ๋ยแพงจึงไม่ใช่ปัญหาของเกษตรกรเพียงกลุ่มเดียว แต่เป็นสัญญาณเตือนล่วงหน้าของต้นทุนอาหารที่อาจปรับสูงขึ้นในระยะถัดไป เพราะเมื่อราคาพลังงานกระทบต้นทุนปุ๋ย และต้นทุนปุ๋ยกระทบผลผลิตทางการเกษตร ผลลัพธ์สุดท้ายย่อมสะท้อนกลับมายังค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันของผู้บริโภค

วิกฤตปุ๋ยจึงมักไม่ปรากฏฉับพลันเหมือนราคาน้ำมัน แต่จะค่อย ๆ ซึมเข้าสู่ระบบอาหารผ่านผลผลิตที่ลดลงและต้นทุนที่สะสมเพิ่มขึ้นในทุกขั้นตอน หากปล่อยให้แรงกดดันยืดเยื้อ ปัญหาต้นทุนการผลิตเฉพาะรายอาจขยายไปสู่ความเสี่ยงด้านความมั่นคงทางอาหารในระดับประเทศ

ท้ายที่สุด ปุ๋ยจึงไม่ใช่เพียงปัจจัยการผลิตทางการเกษตร แต่เป็นเสาหลักของระบบอาหารโลก วิกฤตอาหารในอนาคตอาจไม่ได้เริ่มจากภัยแล้งหรือพื้นที่เพาะปลูกเสียหายเพียงอย่างเดียว แต่อาจเริ่มจากราคาก๊าซธรรมชาติ ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ และเส้นทางเดินเรือที่อยู่ห่างออกไปหลายพันกิโลเมตร ในโลกที่พลังงาน การค้า และอาหารเชื่อมโยงกันอย่างแนบแน่น ต้นทุนเหล่านี้สามารถเดินทางมาถึงจานอาหารของผู้บริโภคได้เสมอ

แชร์
ไทยเตรียมเจอเงินเฟ้ออาหาร พบนำเข้าปุ๋ยผ่านฮอร์มุซ27% ดันต้นทุนผลิตพุ่ง