
การส่งออกไทยยังขยายตัวในอัตราสูง แต่การนำเข้าที่อาจเติบโตมากกว่าประมาณการเดิมกำลังทำให้ภาพรวมการค้าของประเทศเผชิญแรงกดดันมากขึ้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทยปรับประมาณการส่งออกไทยในปี 2569 ให้ขยายตัว 14.0% จากเดิม 8.2% พร้อมปรับประมาณการนำเข้าเพิ่มขึ้นเป็น 27.0% จากเดิม 13.9% ส่งผลให้ปี 2569 ไทยมีแนวโน้มขาดดุลการค้าตามระบบศุลกากร หรือ Customs basis สูงสุดเป็นประวัติการณ์
แรงส่งสำคัญของภาคส่งออกมาจากเดือนมิถุนายน 2569 ซึ่งมูลค่าการส่งออกขยายตัวเร่งขึ้น 20.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยการเติบโตมากกว่าครึ่งหนึ่งมาจากสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่กลับมาขยายตัวอย่างแข็งแกร่งถึง 66.0% นำโดยคอมพิวเตอร์และชิ้นส่วน ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ หรือ HDD และอุปกรณ์สื่อสาร ซึ่งได้รับอานิสงส์จากความต้องการที่เกี่ยวข้องกับ AI และ Data Center ทั่วโลก ขณะที่สินค้าบางส่วนยังได้รับการยกเว้นภาษีนำเข้าจากสหรัฐฯ
อย่างไรก็ดี ทิศทางการส่งออกในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 มีแนวโน้มเผชิญแรงกดดันจากมาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น
แม้ภาษีนำเข้าภายใต้มาตรา 301 ว่าด้วยแรงงานบังคับคาดว่าจะกระทบการส่งออกไทยไปสหรัฐฯ ไม่มาก แต่การตรวจสอบปัญหากำลังการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้างภายใต้มาตราเดียวกันยังเป็นความเสี่ยงสำคัญในระยะต่อไป เนื่องจากมีขอบเขตการบังคับใช้กว้าง ไม่มีเพดานอัตราภาษีที่กำหนด และอาจถูกใช้เป็นเครื่องมือในการเจรจาการค้ากับประเทศคู่ค้า
การส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ในเดือนมิถุนายน 2569 ขยายตัว 66.0% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีส่วนสนับสนุนการเติบโตของการส่งออกไทย 14.7% จากอัตราการขยายตัวทั้งหมด 20.8% จึงเป็นปัจจัยขับเคลื่อนหลักของการส่งออกไทยในเดือนดังกล่าว
สินค้าที่มีบทบาทสำคัญ ได้แก่ คอมพิวเตอร์และชิ้นส่วน รวมถึง HDD และอุปกรณ์สื่อสาร ซึ่งได้รับอานิสงส์จากความต้องการ AI และ Data Center ทั่วโลก ขณะเดียวกัน สินค้าอิเล็กทรอนิกส์บางส่วนยังได้รับการยกเว้นภาษีนำเข้าจากสหรัฐฯ ซึ่งเป็นหนึ่งในตลาดส่งออกอิเล็กทรอนิกส์สำคัญของไทย
เมื่อพิจารณาเป็นรายตลาด การส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ของไทยไปสหรัฐฯ ขยายตัวสูงถึง 73.0% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่การส่งออกไปจีนและสิงคโปร์ขยายตัวในทิศทางที่ดีเช่นกัน แรงซื้อจากทั้งสามตลาดจึงมีส่วนช่วยให้สินค้าอิเล็กทรอนิกส์กลับมาเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของการส่งออกไทย
ข้อมูลส่วนสนับสนุนต่อการเติบโตของการส่งออกในเดือนมิถุนายนแสดงให้เห็นว่า คอมพิวเตอร์และชิ้นส่วนมีส่วนสนับสนุนประมาณ 7.2% ตามด้วยสินค้าอื่นๆ 6.3% และโทรศัพท์ 4.9% ขณะที่น้ำมันสำเร็จรูปและเครื่องใช้ไฟฟ้ามีส่วนสนับสนุนกลุ่มละประมาณ 1.9% ส่วนแผงวงจรรวม หรือ IC เครื่องจักรและชิ้นส่วน หม้อแปลงไฟฟ้า รถยนต์ และเคมีภัณฑ์ มีส่วนสนับสนุนประมาณ 0.7-0.8% ในแต่ละกลุ่ม
ในอีกด้านหนึ่ง สินค้าบางรายการยังเป็นแรงฉุดต่อการขยายตัว โดยทองคำที่ยังไม่ได้ขึ้นรูปมีส่วนต่อการเติบโตติดลบประมาณ 2.7% ตามด้วยผลไม้ติดลบ 0.7% น้ำมันจากพืชและสัตว์ติดลบ 0.6% ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังติดลบ 0.5% เครื่องประดับไม่รวมทองคำติดลบ 0.4% และข้าวติดลบ 0.2% อย่างไรก็ตาม แรงส่งจากคอมพิวเตอร์ ชิ้นส่วน อุปกรณ์สื่อสาร และสินค้าอื่นยังมากพอที่จะดันการส่งออกรวมให้ขยายตัว 20.8%
การเติบโตไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ การส่งออกสินค้านอกกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์กลับมาเร่งตัวเช่นกัน โดยเฉพาะการส่งออกไปสหรัฐฯ ซึ่งได้รับแรงหนุนจากการเร่งนำเข้าก่อนมาตรการภาษีภายใต้มาตรา 122 สิ้นสุดลงในวันที่ 24 กรกฎาคม 2569 สินค้าที่ขยายตัวดีประกอบด้วยอาหารทะเลแปรรูป อาหารสัตว์เลี้ยง และเครื่องใช้ไฟฟ้า
ขณะเดียวกัน ราคาพลังงานที่ปรับสูงขึ้นจากความตึงเครียดในตะวันออกกลางสนับสนุนให้การส่งออกน้ำมันสำเร็จรูปของไทยไปยังประเทศในอาเซียนเพิ่มขึ้น จึงเป็นอีกแรงหนึ่งที่ช่วยเสริมการส่งออกนอกกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ในเดือนมิถุนายน
สหรัฐฯ เดินหน้ามาตรการกีดกันทางการค้าเพิ่มเติม ซึ่งอาจเพิ่มแรงกดดันต่อการส่งออกไทยไปตลาดสหรัฐฯ ตั้งแต่ช่วงครึ่งหลังของปี 2569 เป็นต้นไป มาตรการแรกคือการเก็บภาษีนำเข้าภายใต้มาตรา 301 ว่าด้วยแรงงานบังคับ หรือ Forced Labor ซึ่งถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือกีดกันทางการค้าต่อจากมาตรา 122
สหรัฐฯ ประกาศจัดเก็บภาษีนำเข้าที่เกี่ยวข้องกับแรงงานบังคับกับ 60 เขตเศรษฐกิจ ตั้งแต่วันที่ 24 กรกฎาคม 2569 โดยบังคับใช้ต่อจากมาตรา 122 ซึ่งจัดเก็บภาษีนำเข้าทั่วโลกในอัตรา 10% มาตรการใหม่ทำให้สินค้าจากไทยเผชิญอัตราภาษีสูงสุด 12.5%
อย่างไรก็ดี ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่าผลกระทบต่อการส่งออกไทยไปสหรัฐฯ จะมีจำกัด เนื่องจากอัตราภาษีของไทยยังอยู่ในระดับใกล้เคียงกับประเทศคู่แข่ง ขณะที่สินค้าส่งออกสำคัญหลายรายการ โดยเฉพาะชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ยังคงได้รับการยกเว้นภาษีนำเข้า
นอกจากนี้ หากไทยสามารถบรรลุการเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ ได้สำเร็จ อัตราภาษีอาจลดลงเหลือ 10% เช่นเดียวกับมาเลเซียและอินโดนีเซีย ซึ่งจะทำให้ภาระภาษีของไทยกลับมาใกล้เคียงกับระดับที่เผชิญอยู่เดิม ปัจจัยดังกล่าวทำให้ผลกระทบจากมาตรการแรงงานบังคับต่อการส่งออกไทยมีแนวโน้มไม่รุนแรงมากนักตามการประเมินของศูนย์วิจัยกสิกรไทย
อย่างไรก็ตาม มาตรการที่ต้องติดตามมากกว่าคือการเก็บภาษีนำเข้าภายใต้มาตรา 301 ว่าด้วยปัญหากำลังการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้าง หรือ Structural Excess Capacity ซึ่งคาดว่าจะเป็นความเสี่ยงต่อการส่งออกไทยไปสหรัฐฯ ในระยะต่อไป
ขณะนี้ สหรัฐฯ อยู่ระหว่างตรวจสอบภาวะกำลังการผลิตล้นตลาดกับ 16 เขตเศรษฐกิจ รวมถึงไทย โดยกระบวนการพิจารณาคาดว่าจะใช้เวลาอีกระยะ และมาตรการอาจเริ่มบังคับใช้ในช่วงไตรมาส 4 ของปี 2569 ความเสี่ยงสำคัญมาจากขอบเขตการบังคับใช้ที่กว้าง ไม่มีเพดานอัตราภาษีที่กำหนด และอาจถูกใช้เป็นเครื่องมือในการเจรจาการค้ากับประเทศคู่ค้า
ระดับผลกระทบต่อไทยจะขึ้นอยู่กับทั้งอัตราภาษีของไทยเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศคู่แข่งและรายการสินค้าที่มาตรการครอบคลุม โดยอัตราภาษีมีแนวโน้มสูงกว่า 12.5% ที่เรียกเก็บจากประเด็นแรงงานบังคับ แต่ระดับที่แท้จริงยังขึ้นอยู่กับผลการเจรจาระหว่างทางการไทยกับสหรัฐฯ
หากอ้างอิงมาตรการภายใต้มาตรา 301 ที่สหรัฐฯ ใช้กับจีน อัตราภาษีอยู่ที่ 25-100% ส่วนกรณีภาษีสินค้าสวมสิทธิ์ หรือ Transshipment สหรัฐฯ เคยประกาศอัตราไว้ที่ 40% อย่างไรก็ดี อัตราที่ไทยจะเผชิญภายใต้ประเด็นกำลังการผลิตส่วนเกินยังต้องขึ้นอยู่กับผลการพิจารณาและการเจรจา
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยปรับประมาณการส่งออกไทยในปี 2569 ให้ขยายตัว 14.0% จากประมาณการเดิมที่ 8.2% สอดคล้องกับการส่งออกที่เติบโตดีในช่วงที่ผ่านมา แต่ในเวลาเดียวกันได้ปรับประมาณการนำเข้าเพิ่มขึ้นเป็น 27.0% จากเดิม 13.9% การนำเข้าที่มีแนวโน้มขยายตัวเร็วกว่าส่งออกจึงทำให้ไทยมีโอกาสขาดดุลการค้าตามระบบศุลกากรสูงสุดเป็นประวัติการณ์
ภาพการค้าของไทยเติบโตแบบกระจุกตัวในสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งก้าวขึ้นมาเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญทั้งในฝั่งส่งออกและนำเข้า อย่างไรก็ดี การนำเข้ากลับเร่งตัวมากกว่าการส่งออกอย่างมีนัยสำคัญ โดยในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 การนำเข้าขยายตัว 38.0% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่การส่งออกขยายตัว 17.6%
การนำเข้าสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่เพิ่มขึ้นได้รับอานิสงส์จากกระแส AI และ Data Center เช่นเดียวกับฝั่งส่งออก โดยกระแสดังกล่าวกระตุ้นทั้งอุปสงค์ในตลาดโลกและการลงทุนภายในประเทศ ส่งผลให้สินค้าอิเล็กทรอนิกส์มีบทบาทต่อการขยายตัวของการค้าทั้งสองด้าน แต่การนำเข้าที่เพิ่มขึ้นมากกว่ากลายเป็นแรงกดดันต่อดุลการค้า
ในช่วงที่เหลือของปี การนำเข้าสินค้าอิเล็กทรอนิกส์มีแนวโน้มขยายตัวในอัตราที่ชะลอลงตามการส่งออก อย่างไรก็ตาม ต้นทุนการนำเข้าพลังงานที่ยังอยู่ในระดับสูงจากความตึงเครียดในตะวันออกกลางจะยังเป็นปัจจัยกดดันการนำเข้าของไทยต่อเนื่อง ทำให้ทั้งสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และพลังงานยังเป็นตัวแปรสำคัญต่อทิศทางดุลการค้า
ข้อมูลดุลการค้าจำแนกตามกลุ่มสินค้าในรายงาน ซึ่งคำนวณเป็นค่าเฉลี่ย 3 เดือน แสดงให้เห็นว่า ณ เดือนพฤษภาคม 2569 ไทยขาดดุลการค้ารวมประมาณ 6,357.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยกลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ขาดดุลประมาณ 5,230.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และกลุ่มพลังงานขาดดุลประมาณ 5,740.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ในทางตรงกันข้าม หากไม่นับรวมสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และพลังงาน ไทยยังเกินดุลการค้าประมาณ 4,613.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐในช่วงเดียวกัน ภาพดังกล่าวสอดคล้องกับข้อสรุปของศูนย์วิจัยกสิกรไทยว่า การขาดดุลการค้าของไทยในปี 2569 ถูกกดดันจากสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และพลังงานเป็นสำคัญ
ดังนั้น แม้การส่งออกไทยจะได้รับแรงหนุนจากการเติบโตของสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และได้รับการปรับเพิ่มประมาณการทั้งปี แต่การนำเข้าที่ถูกปรับประมาณการขึ้นในอัตราสูงกว่า ประกอบกับต้นทุนพลังงานที่ยังอยู่ในระดับสูง ทำให้ดุลการค้าไทยมีแนวโน้มขาดดุลสูงอย่างมีนัยสำคัญ และอาจแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในปี 2569 ตามการประเมินของศูนย์วิจัยกสิกรไทย