
นายสุรเดช ยะสวัสดิ์ นักการเมืองอิสระ อดีตสมาชิกวุฒิสภา อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และอดีตรองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ กล่าวถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาการประกอบกิจการดาต้าเซนเตอร์ หลังพบบางแห่งตั้งอยู่กลาง กทม. จนประชาชนกังวลถึงความปลอดภัยว่า ธุรกิจดังกล่าวเป็นการเข้ามาลงทุนของนักลงทุนต่างชาติผ่านกลไกคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ซึ่งปัญหาขณะนี้คือ ยังไม่มีกฎหมายรองรับดาต้าเซนเตอร์ที่ชัดเจน กฎหมายที่มียังครอบคลุมไม่ถึง
นายสุรเดช กล่าวว่า สำหรับการแก้ปัญหานั้น ในระยะสั้นต้องเพิ่มเติมลงในรายละเอียดกฎหมายว่า บริษัทที่จะเข้ามาเก็บข้อมูลประเภทไหน เรื่องอะไร รัฐจะต้องมีกลไกควบคุมเรื่องความปลอดภัย เรื่องสถานที่ตั้ง ซึ่งจะต้องมีความเข้มงวดในเรื่องของการก่อสร้าง ส่วนในระยะกลางนั้น ก่อนอนุมัติให้บริษัทใหม่เข้ามา จะต้องมีการกลั่นกรองอย่างเต็มที่ ไม่ได้ให้เข้ามาง่ายๆ เหมือนก่อนหน้านี้ ส่วนบริษัทที่เข้ามาก่อนหน้านี้จะต้องมีกลไกควบคุม ซึ่งมีหลายกระทรวงที่เกี่ยวข้อง ส่วนการแก้ปัญหาในระยะยาวคือ การแก้ไขกฎหมาย
นายสุรเดช กล่าวว่า การที่ดาต้าเซนเตอร์มาตั้งอยู่ใน กทม. และใกล้ชุมชนถือเป็นเรื่องอันตราย ธุรกิจนี้ไม่มีความจำเป็นต้องอยู่ใน กทม.เสมอไป สาเหตุที่มาตั้งอยู่ในเมือง เพราะมองเรื่องความสะดวกของนักลงทุน เอาง่ายเข้าว่า เป็นการเลี่ยงกฎหมาย อย่างกรณีกักเก็บน้ำมันได้ไม่เกิน 5 แสนลิตร แต่เลี่ยงไปกักเก็บ 4.2 แสนลิตร เพื่อเลี่ยงกฎหมาย ทั้งที่ปริมาณดังกล่าวแทบจะไม่แตกต่างจากการมีคลังน้ำมันอยู่ในเมือง ซึ่งนักลงทุนเหล่านี้ไม่ได้สนใจว่า ประชาชนจะประสบปัญหา เพราะเขาถือว่า เขาทำถูกกฎหมาย ดังนั้น รัฐบาลไม่ควรยอม จะต้องหาวิธีทำให้เขาย้ายออกไป เพราะในระยะยาวจะเป็นอันตรายหากเกิดเหตุไม่คาดฝัน จะมีผลกระทบเป็นวงกว้างทั้งต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน
นายสุรเดช กล่าวต่อว่า สำหรับ 2 บริษัท ที่แห่งหนึ่งตั้งอยู่ใกล้โรงพยาบาลและอีกแห่งซึ่งอยู่ในชุมชนนั้น ตนขอเสนอแนะรัฐบาลว่า ควรหาทางผลักดันบริษัทเหล่านี้ให้ย้ายสถานที่ตั้งไปสถานที่อื่น จะปล่อยให้อยู่ที่เดิมไม่ได้ เนื่องจากหากเกิดอุบัติเหตุขึ้นมาจะเป็นอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ไม่ว่าจะเป็นความเสี่ยงเรื่องไฟฟ้าลัดวงจร หรือมลพิษทางสิ่งแวดล้อมในแม่น้ำลำคลอง รัฐบาลต้องเจรจาหรือขอความร่วมมือบริษัทเหล่านี้ให้ย้ายออก อาจผลักดันไปอยู่ที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) เพราะมีความเหมาะสม ปลอดภัย มีโครงสร้างพื้นฐานและอุปกรณ์รองรับทั้งหมด หรือจะย้ายไปอยู่ที่นิคมอุตสาหกรรมแห่งอื่นที่เหมาะสมกับการดำเนินธุรกิจดาตาเซนเตอร์ ส่วนสถานที่ตั้งเดิมให้เปลี่ยนไปประกอบธุรกิจอื่นแทน เช่น อสังหาริมทรัพย์ ออฟฟิศเช่า หรือโรงแรม
นายสุรเดช ระบุว่า ปัญหานี้ต้องแก้ไขด้วยคนที่มีอำนาจสูงสุดคือ นายกรัฐมนตรี เพราะสามารถสั่งการได้หมดทุกกระทรวงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเมื่อไม่นานมานี้นายกฯเพิ่งจะแต่งตั้งนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธานคณะกรรมการนโยบายประกอบกิจการดาต้าเซนเตอร์แห่งชาติ ดังนั้น นายกฯต้องสั่งและกำชับนายเอกนิติ โดยเน้นเรื่องความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ต้องหาวิธีที่จะทำอย่างไรให้เขาย้ายออกไปจากที่ตั้งเดิมให้ได้ ถึงจะแก้ไขปัญหาได้ เราต้องการความปลอดภัยแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ ซึ่งรัฐบาลมีหน้าที่ดูแลชีวิตและทรัพย์สินประชาชน ดังนั้นไม่ควรที่จะเสี่ยงให้อยู่ต่อ ต้องผลักดันออกสถานเดียว และตนเชื่อว่า เขาออกอยู่แล้ว เพราะมีการลงทุนแล้ว ไปไหนไม่ได้ ขอย้ำว่า เรื่องนี้ต้องอาศัยอำนาจนายกรัฐมนตรี ที่ต้องเป็นเจ้าภาพเรื่องนี้ จะให้คนอื่นทำไม่ได้ ไม่เช่นนั้นจะไม่สำเร็จ เพราะมีช่องว่าง ช่องโหว่ทางกฎหมายจำนวนมาก
“ต้องหาทุกวิถีทางเพื่อผลักดันสองบริษัทนี้ออกไปจากกทม. ไปอยู่อีอีซี ทำได้อยู่แล้ว ต้องเปิดการเจรจาพูดคุยกัน หากไม่ยอมก็ใช้กฎหมายฉบับอื่น ตรวจสอบสอบเข้มข้น เขาก็อยู่ไม่ได้อยู่ดี สั่งกรมควบคุมมลพิษเข้าไปตรวจเรื่อยๆ ให้ กทม.เข้าไปเช็กการก่อสร้างว่า มีผลกระทบอย่างไรบ้าง เพราะตอนออกใบอนุญาตให้ดำเนินกิจการเป็นแค่ขั้นตอน แต่ในทางดำเนินการมันอีกขั้นตอนหนึ่ง อย่างไรต้องช่วยประชาชน ปล่อยอย่างนี้ไม่ได้เด็ดขาด ความจริงแล้วดาต้าเซนเตอร์ เป็นสิ่งที่ดีที่มีธุรกิจเข้ามา เพียงแต่ต้องอยู่เป็นที่เป็นทาง ไม่ใช่มาอยู่ในที่ชุมชน"นายสุรเดช ย้ำ
นายสุรเดช ระบุด้วยว่า ธุรกิจนี้ไม่ได้เป็นธุรกิจที่สร้างงานอะไรที่ยั่งยืน จะได้เฉพาะตอนก่อสร้างในการจ้างแรงงาน และแค่ระยะสั้นเท่านั้น แต่หลังก่อสร้างเสร็จจะใช้กำลังคนไม่มาก เพราะเป็นธุรกิจดิจิทัล จะใช้ผู้ที่มีทักษะและความเชี่ยวชาญเพื่อเข้ามาควบคุมเพียงไม่กี่คน ไม่ได้สร้างประโยชน์อะไรให้กับประเทศเรามากนัก
นายสุรเดช กล่าวว่า ส่วนตัวไม่อยากเห็นฝ่ายค้านต่อต้านและตำหนิติติงรัฐบาลมากจนเกินไปในเรื่องนี้ เพราะจะทำให้เกิดความรู้สึกต่อต้าน อยากให้พูดคุยกันดีๆ ร่วมมือกันแก้ปัญหาเรื่องนี้ เพราะเศรษฐกิจในประเทศขณะนี้ย่ำแย่มาก หนี้สาธารณะมากมาย คนตกงานกันจำนวนมาก สภาผู้แทนราษฎรต้องร่วมมือกัน ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายไหนก็คือฝ่ายประชาชนทั้งสิ้น ไม่อยากให้เอาชนะคะคานกัน รัฐบาลเองก็ต้องฟังฝ่ายค้าน และฝ่ายค้านต้องเสนอแนะเพื่อช่วยกันพยุงเศรษฐกิจ ขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้า ช่วยเหลือประชาชน และสส.รัฐบาลควรจะเห็นชอบกับเรื่องนี้ด้วย เพราะมีเสียงข้างมากกว่า ต้องอภิปรายสนับสนุน ไม่ใช่ค้านกันตลอด
Advertisement