
เสียงเตือนเกี่ยวกับผลกระทบจากปัญญาประดิษฐ์ (AI) ดังขึ้นเรื่อย ๆ ล่าสุดมีคำเตือนจากเจคอบ คอกซอน (Jacob Coxon) นักวิจัยด้านความปลอดภัยของ Anthropic ที่ประกาศการลาออกผ่าน X พร้อมเตือนว่า Anthropic และ OpenAI กำลังเร่งพัฒนา AI ไปสู่ระบบที่สามารถพัฒนาตัวเองได้ โดยไม่ได้ดำเนินการอย่างรับผิดชอบมากพอ
คำเตือนของคอกซอนยังได้รับการยืนยันในอีกไม่กี่ชั่วโมงถัดมาจากอีแวน ฮูบิงเกอร์ (Evan Hubinger) หัวหน้าด้าน Alignment Science ของ Anthropic ซึ่งยังทำงานอยู่กับบริษัทด้วย โดยฮูบิงเกอร์โพสต์ผ่าน X ว่า เขาเองก็เชื่อว่า AI อาจสามารถฆ่ามนุษย์ทั้งหมดได้ โดยประเมินว่ามีความเป็นไปได้มากกว่า 10% ภายในสิบปีข้างหน้า
ทั้งสองคนพูดถึงความเสี่ยงจากการพัฒนา AI ไปสู่ superintelligence ที่สามารถพัฒนาตัวเองได้ ขณะที่ฮูบิงเกอร์ยอมรับว่า Anthropic ยังไม่มีแผนแก้ปัญหา alignment สำหรับ superintelligence และยังไม่สามารถบอกได้ชัดเจนว่าบริษัทที่เขาทำงานให้กำลังเดินมาถูกทาง
เจคอบ คอกซอน ประกาศลาออกจาก Anthropic เมื่อวันอังคารที่ 8 กันยายนที่ผ่านมา และเขาระบุว่า ทั้ง Anthropic และ OpenAI “กำลังแข่งกันตรงไปสู่ superintelligence ที่สามารถพัฒนาตัวเองได้ และกำลังเดิมพันกับชีวิตของพวกเรา”
คอกซอนอธิบายว่า สิ่งที่เขากังวลคือการพัฒนา AI ไปสู่ระบบที่สามารถปรับปรุงความสามารถของตัวเองได้โดยไม่ต้องพึ่งพาการแทรกแซงจากมนุษย์มากนัก ซึ่งเรียกว่า recursive self-improvement แม้ปัจจุบันความสามารถดังกล่าวยังไม่เกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์ แต่ห้องปฏิบัติการด้าน AI กำลังทำงานเพื่อไปสู่เป้าหมายนี้
เขาเตือนว่าไม่ควรประเมินความสามารถของเทคโนโลยีต่ำเกินไป เพราะ AI ในอนาคตอาจกลายเป็นระบบที่มีความสามารถเหนือมนุษย์ สามารถเจาะระบบต่าง ๆ เปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมอย่างรวดเร็ว รวมถึงเข้าถึงอำนาจและทรัพยากรได้ โดยคอกซอนระบุว่า ความก้าวหน้าในด้านต่าง ๆ เหล่านี้เกิดขึ้นให้เห็นแล้ว และความเร็วในการพัฒนายังไม่ได้ชะลอลง
เขายังกล่าวด้วยว่า คนที่กำลังพัฒนา AI ต่างเชื่ออย่างจริงจังว่า เทคโนโลยีนี้อาจสามารถ “ฆ่าพวกเราทั้งหมด” ได้ภายในช่วงปลายทศวรรษนี้
คำพูดของคอกซอนนำไปสู่การตอบกลับจากอีแวน ฮูบิงเกอร์ หัวหน้าด้าน Alignment Science ของ Anthropic ซึ่งไม่ได้ปฏิเสธคำเตือนดังกล่าว โดยฮูบิงเกอร์บอกว่า “เจคอบพูดถูก เราเชื่ออย่างจริงจังว่า AI อาจฆ่ามนุษย์ทั้งหมดได้ ผมเองคิดว่าโอกาสดังกล่าวมีมากกว่า 10% ภายในทศวรรษหน้า”
ฮูบิงเกอร์บอกด้วยว่า แม้ Anthropic กำลังพยายามอย่างเต็มที่ แต่ก็ยังไม่มีแผนที่จะจัดการกับสถานการณ์ดังกล่าว และยังไม่มีวิธีแก้ปัญหาเรื่อง alignment สำหรับ superintelligence อีกทั้งยังไม่สามารถบอกได้อย่างชัดเจนว่าบริษัทกำลังเดินไปสู่เป้าหมายดังกล่าวได้ถูกทาง
ทั้งนี้ alignment ในบริบทนี้หมายถึงการทำให้ระบบ AI มีพฤติกรรมและเป้าหมายสอดคล้องกับสิ่งที่มนุษย์ต้องการ
อย่างไรก็ตาม ความกังวลของฮูบิงเกอร์ไม่ได้อยู่ที่โมเดล AI ที่ใช้งานอยู่ในปัจจุบัน โดยเขาบอกว่า ความเสี่ยงจากโมเดล AI ในปัจจุบันยังอยู่ในระดับต่ำ แต่สิ่งที่เขากังวล คือ การเกิดขึ้นของ superintelligence จากการที่ AI สามารถพัฒนาตัวเองแบบต่อเนื่อง ซึ่งก่อนหน้านี้ Anthropic เคยระบุว่า กระบวนการดังกล่าวกำลังเกิดขึ้นเร็วกว่าที่คาดไว้
ความกังวลเรื่อง AI ที่อาจพัฒนาจนมนุษย์ไม่สามารถควบคุมได้ ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา Anthropic เคยยอมรับเองว่า การที่ AI สามารถพัฒนาตัวเองอย่างสมบูรณ์อาจเพิ่มความเสี่ยงที่มนุษย์จะสูญเสียการควบคุมระบบ AI
Anthropic อธิบายว่า หากระบบ AI สามารถสร้างผู้สืบทอด หรือ AI รุ่นถัดไปได้ด้วยตัวเอง ความสำคัญของการรักษาความปลอดภัย การติดตามตรวจสอบ และการกำหนดพฤติกรรมของระบบเหล่านั้นก็จะเพิ่มขึ้นอย่างมาก
ทั้งนี้ ประเด็นนี้เกิดขึ้นในช่วงที่ทั้ง Anthropic และ OpenAI ยังคงระดมเงินจำนวนมากเพื่อพัฒนา AI และกำลังมุ่งหน้าไปสู่การเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต
ความกังวลเกี่ยวกับ AI ที่อาจอยู่นอกเหนือการควบคุมมีการพูดถึงมานานแล้ว โดยอีลอน มัสก์ (Elon Musk) ซีอีโอของ Tesla และ SpaceX เคยออกมาเตือนหลายครั้งว่า AI อาจเป็นภัยต่อมนุษยชาติ ขณะที่นักวิจัยและนักวิชาการจำนวนมากก็เคยแสดงความกังวลเกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่บริษัทต่าง ๆ จะสูญเสียการควบคุมระบบ AI
ความกังวลดังกล่าวเพิ่มขึ้นหลังเกิดเหตุการณ์ในเดือนกรกฎาคม เมื่อโมเดล AI ของ OpenAI เกิดพฤติกรรมที่ไม่เป็นไปตามที่คาดและสามารถเจาะเข้าสู่ Hugging Face แพลตฟอร์มสำคัญสำหรับนักพัฒนาซอฟต์แวร์แบบโอเพนซอร์ส
เจคอบ คอกซอน ยกเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นหนึ่งในสัญญาณเตือนที่เกิดขึ้น และมองว่าเหตุการณ์เหล่านี้ทำให้การสร้างข้อตกลงร่วมกันระหว่างห้องปฏิบัติการ AI ในสหรัฐฯ มีความเป็นไปได้มากขึ้น
อย่างไรก็ตาม เขายังเตือนว่า การแข่งขันด้าน AI ในระดับโลกอาจเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ยาก โดยระบุว่า เขายังไม่รู้สึกว่าโลกกำลังเดินไปในทิศทางที่จะป้องกันการแข่งขันด้าน AI ระดับโลกได้ และสถานการณ์ดังกล่าวอาจนำไปสู่มาตรการที่มีต้นทุนสูง เช่น การระงับการเพิ่มขีดความสามารถของโมเดล AI เป็นการชั่วคราว
ความกังวลเรื่องความเสี่ยงจาก AI ยังนำไปสู่ความพยายามของสหรัฐฯ ในการหากรอบกำกับดูแล โดยในปี 2023 นักวิจัยและผู้บริหารด้าน AI หลายคน รวมถึงแซม อัลต์แมน (Sam Altman) ซีอีโอของ OpenAI และดาริโอ อาโมเดอี (Dario Amodei) ซีอีโอของ Anthropic เคยร่วมลงนามในแถลงการณ์ที่ระบุว่า “การลดความเสี่ยงจากการสูญพันธุ์ที่เกิดจาก AI ควรเป็นวาระสำคัญระดับโลกร่วมกับความเสี่ยงอื่น ๆ ในระดับเดียวกับโรคระบาดและสงครามนิวเคลียร์”
ล่าสุด สมาชิกสภาคองเกรสบางส่วนเริ่มเสนอร่างกฎหมายเพื่อรับมือกับการพัฒนา AI ที่รวดเร็วขึ้น โดยยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจนว่าเทคโนโลยีดังกล่าวควรถูกกำกับดูแลอย่างไร ขณะที่มีการผลักดันทั้งแนวทางกำกับการใช้งาน AI ขั้นสูง และข้อเสนอให้ระงับการพัฒนา AI ขั้นสูงเป็นการชั่วคราวจนกว่าจะมีกฎด้านความปลอดภัย
ด้านลอรี ทราฮาน (Lori Trahan) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ โพสต์ผ่าน X เมื่อวันพุธว่า “นักวิจัยด้านความปลอดภัยกำลังลาออก โมเดล AI ที่ทรงพลังสามารถหลุดออกจากห้องทดลองได้ และบริษัทต่าง ๆ ยังคงเดินหน้าต่อไป” พร้อมเรียกร้องให้สภาคองเกรสเข้ามาทำหน้าที่ในการรับมือกับเรื่องดังกล่าว
อ้างอิง : CNBC