
ในอดีต ช่วงทศวรรษ 2000 มายสเปซ (Myspace) เคยเป็นเจ้าตลาดโซเชียลมีเดีย มีผู้เข้าชมมากถึง 115 ล้านคนต่อเดือนในปี 2008 ก่อนจะเริ่มเสียความนิยมเมื่อไฮไฟฟ์ (Hi5) เข้ามาแย่งชิงฐานผู้ใช้ และไม่นานหลังจากนั้น เฟซบุ๊ก (Facebook) ก็เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วและเข้ามาเปลี่ยนสมรภูมิอีกครั้ง จนทั้ง Myspace และ Hi5 หลุดจากความสนใจของผู้ใช้งาน แล้วหายไปในที่สุด
23 ปีหลังจากก่อตั้งในปี 2003 Myspace กลับมาอยู่ในข่าวอีกครั้ง เมื่อเจ้าของส่งสัญญาณเตรียมนำแพลตฟอร์ม Myspace กลับมาเปิดตัวอีกครั้ง หลังความพยายามปรับโฉมครั้งก่อนหน้านี้ในปี 2013 ไม่ประสบความสำเร็จ
ข่าวนี้อาจเรียกความรู้สึกคิดถึงจากคนรุ่นมิลเลนเนียลส์ (millennials) ที่เคยแต่งหน้าโปรไฟล์ ใส่เพลง และมี ‘Tom’ เป็นเพื่อนคนแรก แต่การกลับมาครั้งนี้ไม่ง่าย เพราะตลาดเปลี่ยนไปมาก Myspace กำลังต้องเข้าสู่ตลาดที่ผู้เล่นรายใหญ่ครองพื้นที่ไปแล้ว ขณะที่พฤติกรรมผู้ใช้ก็เปลี่ยนไปมาก จึงน่าจับตาว่า Myspace ดาวดังของโลกออนไลน์ยุค Y2K จะกลับมาได้หรือไม่ จะใช้ความทรงจำจากอดีตให้กลายเป็นโอกาสทางธุรกิจได้มากน้อยแค่ไหน ในวันที่คนมีตัวเลือกเต็มไปหมด
สัญญาณการกลับมาของ Myspace มาจากสองพี่น้อง ทิม แวนเดอร์ฮุก (Chris Vanderhook) และคริส แวนเดอร์ฮุก (Chris Vanderhook) ซึ่งถือครองแบรนด์อยู่ในปัจจุบัน ทั้งคู่เปิดเผยเรื่องนี้ในสารคดี ‘Myspace’ (2026) โดยบอกว่ากำลังรอจังหวะที่เหมาะสมเพื่อเปิดตัวอีกครั้ง หลังจากเคยลองปรับ Myspace ใหม่ในปี 2013 แต่สุดท้ายไปไม่ถึงฝั่งฝัน
Myspace ก่อตั้งขึ้นในปี 2003 โดยทอม แอนเดอร์สัน (Tom Anderson) และคริส เดดโวลฟ์ (Chris DeWolfe) ก่อนถูกสองพี่น้องแวนเดอร์ฮุกเข้าซื้อกิจการในปี 2011
สิ่งที่ทำให้แพลตฟอร์ม Myspace โดดเด่นในเวลานั้น คือ การเปิดพื้นที่ให้ผู้ใช้เป็นเจ้าของโปรไฟล์ตัวเองอย่างแท้จริง จะเปลี่ยนพื้นหลัง ใส่เพลง ตกแต่งหน้าเว็บ หรือเลือกว่าจะให้ใครเป็นเพื่อนก็ทำได้หมด กลายเป็นเสน่ห์ของแพลตฟอร์มในยุคนั้น
แต่เมื่อ Facebook เข้ามาพร้อมประสบการณ์ใช้งานที่เรียบง่ายกว่า และค่อย ๆ ดึงทั้งผู้ใช้และเม็ดเงินโฆษณาออกไป Myspace ก็เสียพื้นที่ของตัวเองไป ความพยายามที่จะกลับมาในปี 2013 จึงต้องแลกด้วยต้นทุนไม่น้อย ทิมเล่าว่า การทำ Myspace ใหม่ในตอนนั้นกลายเป็น “การขาดทุนต่อเนื่อง” ขณะที่คริสบอกว่าขาดทุนไปมากกว่า 150 ล้านดอลลาร์
ถึงแม้ตลาดจะเต็มไปด้วยเจ้าตลาดรายใหญ่ แต่จังหวะการกลับมาของ Myspace ก็มีบางอย่างเปลี่ยนไปเหมือนกัน นั่นคือผู้ใช้จำนวนหนึ่งเริ่มรู้สึกเหนื่อยกับโซเชียลมีเดียที่ต้องคอยไล่ตามฟีด อัลกอริทึม และคอนเทนต์ที่ถูกออกแบบมาเพื่อดึงให้อยู่บนแพลตฟอร์มนานที่สุด
เคท วินิก (Kate Winick) นักวิเคราะห์ของ Forrester ซึ่งเป็นบริษัทวิจัยและให้คำปรึกษาด้านธุรกิจและเทคโนโลยีมองว่า ความสนใจต่อการกลับมาของ Myspace ส่วนหนึ่งสะท้อนความคิดถึงช่วงเวลาที่อัลกอริทึมยังไม่ได้เข้ามามีบทบาทกับชีวิตมากนัก และแนวโน้มนี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับ Myspace เพียงรายเดียว เพราะผู้ใช้กำลังหันไปหาพื้นที่ออนไลน์ที่เล็กลง เป็นส่วนตัวขึ้น และให้ความรู้สึกเหมือนเป็นชุมชนของตัวเองมากกว่า
วินิกยกตัวอย่าง Substack และชุมชนส่วนตัวบน Discord ซึ่งเติบโตขึ้นจากความต้องการพื้นที่ที่ไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อแข่งขันกันแย่งความสนใจตลอดเวลา ขณะเดียวกันคน Gan Y หรือ Millennials และ Gen Z บางส่วนก็เริ่มลดการใช้โซเชียล หันกลับไปหากิจกรรมออฟไลน์ หรือแม้แต่เทคโนโลยีและบรรยากาศแบบยุค 1990s และต้น 2000s
เจมี่ แมคอีวาน (Jamie MacEwan) นักวิเคราะห์อาวุโสจาก Enders บริษัทวิจัยและวิเคราะห์ข้อมูลอุตสาหกรรมสื่อ โทรคมนาคม และเทคโนโลยีในสหราชอาณาจักรมองภาพนี้ว่า แพลตฟอร์มรายย่อยไม่ได้เปิดหน้าชกเพื่อล้มยักษ์อย่าง Facebook หรือ TikTok โดยตรง แต่เป็นการมองหาช่องว่างในจุดที่ค่ายใหญ่ถลำลึกจนสร้างความเหนื่อยล้าให้ผู้ใช้งาน แล้วเสนอทางเลือกที่ตรงกันข้ามขึ้นมา เหมือนเป็น ‘ยาถอนพิษ’ ให้กับคนที่เริ่มเหนื่อยล้ากับโซเชียลแบบเดิม ๆ
ปัญหาหนึ่งที่ Myspace ต้องเผชิญคือ ความคิดถึงอาจช่วยเรียกคนแวะเข้าไปดู Myspace ได้ แต่ไม่ได้แปลว่าจะทำให้คนใช้งานต่อ
วินิกมองว่า คนที่มีความทรงจำกับแพลตฟอร์มมากที่สุดอาจไม่ใช่คนที่จะกลับมาใช้งานมากที่สุด เพราะคนยุคมิลเลนเนียลส์ที่โตมากับ Myspace ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นคนวัยกลางคนที่ยุ่งกับทั้งเรื่องงานและครอบครัว จึงอาจไม่ได้มีเวลาแต่งโปรไฟล์ในอีกหนึ่งแพลตฟอร์ม
ถ้า Myspace เดินตามสูตรโซเชียลมีเดียทั่วไป วินิกมองว่าก็จะกลายเป็น “ผู้เล่นรายเล็กที่สุดในตลาด” แต่ถ้าย้อนกลับไปใช้ Myspace แบบยุค 2000 มากเกินไป ก็อาจไม่เข้ากับพฤติกรรมของคนรุ่นใหม่ที่คุ้นเคยกับอินเทอร์เฟซสะอาด ๆ ใช้งานง่าย และการเลื่อนดูคอนเทนต์แบบรวด ๆ อย่างใน TikTok หรือ Instagram
นี่ทำให้เรื่องของกลุ่มเป้าหมายกลายเป็นอีกด่านที่ Myspace ต้องคิดให้ดี วินิกมองว่า บริษัทเจ้าของ Myspace ไม่ควรหวังพึ่งเฉพาะคนที่มีความทรงจำกับแบรนด์ แต่ต้องทำผลิตภัณฑ์ที่แตกต่างพอจะดึง Gen Z และ Gen Alpha เข้ามาด้วย
วินิกยังชี้บทเรียนจากอดีตว่า หนึ่งในเหตุผลที่ Myspace แพ้ Facebook คือการไม่สามารถดึงผู้ใช้ที่มีอายุมากกว่าเข้ามาได้ ขณะที่ TikTok ที่ได้รับความนิยมในกลุ่มผู้ใช้รุ่นใหม่ ก็ประสบความสำเร็จทางธุรกิจส่วนหนึ่งจากการขยายฐานไปยัง Millennials และผู้ใช้ที่อายุมากขึ้น ดังนั้น Myspace อาจต้องหาวิธีทำให้คนหลายรุ่นอยู่ในพื้นที่เดียวกันให้ได้
อีกเรื่องที่ต้องระวังคือกระแสช่วงเปิดตัว เพราะความสนใจที่พุ่งขึ้นในช่วงแรกไม่ได้แปลว่าจะกลายเป็นผู้ใช้งานระยะยาว วินิกยกตัวอย่าง Noplace แพลตฟอร์มที่เจาะกลุ่ม Gen Z และมีหน้าตาคล้าย Myspace ซึ่งเคยขึ้นอันดับหนึ่งของ App Store ในวันเปิดตัว แต่หลุดจากกลุ่มแอปฯ ที่มียอดดาวน์โหลดสูงสุดภายในวันถัดมา
นอกจากนี้ยังมีตัวอย่าง Bluesky แพลตฟอร์มโซเชียลแบบเปิดที่เปิดตัวในฐานะคู่แข่งของ Twitter ซึ่งเคยได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วจากผู้ใช้ที่ต้องการทางเลือกใหม่ ก่อนจำนวนผู้ใช้งานรายวันผ่านมือถือจะลดฮวบลง 40% ในช่วงปลายปี 2025 และกรณี BeReal ซึ่งเคยได้รับความนิยมอย่างมากในช่วงโควิด-19 ก็มีจำนวนผู้ใช้งานต่อเดือนลดลงจากจุดสูงสุด 20 ล้านคนในปี 2022 เหลือราว 16 ล้านคน ในปัจจุบัน
นอกจากการดึงผู้ใช้แล้ว อีกโจทย์สำคัญของ Myspace คือ การทำให้ผู้ใช้เหล่านั้นกลายเป็นรายได้ เพราะสำหรับแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย การมีฐานผู้ใช้เพียงอย่างเดียวไม่ได้แปลว่าจะดึงเม็ดเงินโฆษณาได้ในทันที
แมคอีวานมองว่า Myspace จะต้องทำงานหนักกว่าแพลตฟอร์มรายใหญ่ในการดึงผู้ลงโฆษณา เพราะเจ้าตลาดมีทั้งฐานผู้ใช้และตัวเลขที่พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าโฆษณาเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ ขณะที่แพลตฟอร์มขนาดกลางมีโอกาสถูกธุรกิจมองข้ามได้ง่ายกว่า โดยเฉพาะเมื่อผู้ลงโฆษณามักเลือกใช้แพลตฟอร์มที่ตัวเองมีฐานอยู่แล้ว
แต่ในอีกด้านหนึ่ง แมคอีวานมองว่า Myspace ไม่จำเป็นต้องมีผู้ใช้มากที่สุดในตลาดถึงจะทำเงินได้ สิ่งสำคัญคือต้องทำให้คนเข้ามาสร้างคอนเทนต์ และมีคนอื่นอยากใช้เวลาอยู่กับคอนเทนต์เหล่านั้น เพราะการมีผู้ชมและการมีส่วนร่วมคือสิ่งที่ทำให้พื้นที่โฆษณามีมูลค่า
โจทย์อีกด้าน คือ การรักษาสมดุลระหว่างการลงทุนเพื่อการเติบโตกับการควบคุมต้นทุน เพราะแพลตฟอร์มขนาดกลางมีรายได้ต่ำกว่ารายใหญ่ ขณะที่ธุรกิจขนาดเล็กก็มีแนวโน้มจะเลือกลงโฆษณากับแพลตฟอร์มที่ตัวเองมีฐานอยู่แล้ว การเร่งลงทุนเพื่อดึงผู้ใช้จึงต้องเดินไปพร้อมกับการรักษาความสามารถในการทำกำไร
ถึงแม้จะมีหลายความท้าทาย แต่วินิกมองว่า Myspace ยังมีข้อได้เปรียบที่ผู้เล่นหน้าใหม่จำนวนมากไม่มี นั่นคือชื่อแบรนด์ที่คนทั่วโลกรู้จักและมีความทรงจำร่วมกันอยู่แล้ว แต่ชื่อที่คนจำได้อาจช่วยเรียกความสนใจในช่วงแรกเท่านั้น สิ่งที่สำคัญกว่าคือการหาจุดพอดีระหว่างความเป็น Myspace ที่คนจำได้ กับประสบการณ์การใช้งานที่คนยุคนี้คุ้นเคย
หากย้อนกลับไปใช้ Myspace แบบเดิมทั้งหมด ก็อาจยุ่งยากเกินไปสำหรับคนรุ่นใหม่ที่คุ้นชินกับอินเตอร์เฟซแบบเรียบง่ายของโซเชียลมีเดียยุคใหม่ แต่ถ้าทำเหมือนแพลตฟอร์มที่มีอยู่แล้วในปัจจุบัน ก็ยากที่จะมีเหตุผลให้คนย้ายเข้ามา ดังนั้น Myspace ไม่จำเป็นต้องกลับไปแย่งตำแหน่งจาก Facebook หรือ TikTok โดยตรง แต่อาจต้องหาพื้นที่ที่แตกต่างของตัวเอง แล้วทำให้ฐานผู้ใช้เติบโตและมีส่วนร่วมอย่างต่อเนื่อง
อ้างอิง : CNBC