
แม้สหรัฐฯ ยังไม่ได้ประกาศห้ามส่งออกน้ำมันดีเซลอย่างเป็นทางการ แต่เพียงสัญญาณจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ว่ากำลังพิจารณามาตรการดังกล่าว ก็กลายเป็นอีกแรงกดดันต่อตลาดพลังงานโลก และส่งแรงกระเพื่อมมาถึงไทยแล้ว
เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2569 คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) มีมติลดอัตราชดเชยน้ำมันดีเซล เพื่อให้ราคาขายปลีกสะท้อนภาวะตลาดมากขึ้นและรักษาสภาพคล่องของกองทุนน้ำมันฯ ส่งผลให้ราคาดีเซลในไทยปรับขึ้น 0.75 บาทต่อลิตร มีผลตั้งแต่วันที่ 24 กันยายนเป็นต้นไป โดยดีเซล B7 เพิ่มเป็น 41.44 บาทต่อลิตร และดีเซล B20 เพิ่มเป็น 36.44 บาทต่อลิตร
แรงกดดันไม่ได้มาจากสหรัฐฯ เพียงด้านเดียว เพราะ "รัสเซีย" เองก็มีแนวโน้มขยายมาตรการห้ามผู้ผลิตส่งออกดีเซลออกไปอีก 1 เดือน จนถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2569 หลังโรงกลั่นหลายแห่งยังไม่สามารถกลับมาดำเนินงานได้ตามปกติจากการถูกยูเครนโจมตี เมื่อผู้ส่งออกรายใหญ่สองฝั่งของตลาดโลกต่างมีโอกาสลดปริมาณส่งออกพร้อมกัน คำถามสำคัญต่อจากนี้จึงเป็น "ราคาจะขึ้นต่ออีกหรือไม่ ?"
คำตอบในขณะนี้คือ ความเสี่ยงขาขึ้นยังมีอยู่ โดยเฉพาะหากสหรัฐฯ ใช้มาตรการจริงและบังคับใช้นาน ขณะที่รัสเซียยืดเวลาจำกัดการส่งออก แต่ยังไม่อาจสรุปได้ว่าราคาขายปลีกในไทยจะต้องปรับขึ้นอีกแน่นอน เพราะรัฐบาลสหรัฐฯ ยังไม่ได้ตัดสินใจขั้นสุดท้าย และมาตรการดังกล่าวกำลังเผชิญเสียงคัดค้านทั้งจากภายในรัฐบาลและอุตสาหกรรมน้ำมัน
ในคืนวันที่ 23 กันยายนที่ผ่านมา กบน. มีมติลดการชดเชยน้ำมันดีเซล B7 ลง 0.19 บาทต่อลิตร จากเดิม 4.62 บาทต่อลิตร เหลือ 4.43 บาทต่อลิตร ส่วนดีเซล B20 ลดการชดเชยลง 0.26 บาทต่อลิตร โดยอัตราชดเชยอยู่ที่ 8.54 บาทต่อลิตร การลดแรงพยุงดังกล่าวทำให้ราคาขายปลีกดีเซลทั้งสองประเภทเพิ่มขึ้น 0.75 บาทต่อลิตร
เหตุผลสำคัญคือ กบน. ต้องการให้ราคาขายปลีกสอดคล้องกับภาวะตลาดมากขึ้น พร้อมรักษาความมั่นคงด้านสภาพคล่องของกองทุนน้ำมันฯ หลังการลดอัตราชดเชยครั้งนี้ กองทุนยังคงมีรายจ่ายประมาณวันละ 428 ล้านบาท จึงสะท้อนว่ากลไกอุดหนุนราคายังต้องรับภาระในระดับสูง ท่ามกลางตลาดน้ำมันที่ผันผวน
หนึ่งในแรงกดดันที่ กบน. นำมาพิจารณาคือสัญญาณจากทรัมป์ว่าอาจระงับการส่งออกดีเซลของสหรัฐฯ เพื่อรับมือราคาภายในประเทศที่พุ่งขึ้นมาอยู่แถว 6.50 ดอลลาร์ต่อแกลลอน สูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน 75% หรือเทียบเป็นราคาไทยประมาณ 57.15 บาทต่อลิตร ขณะเดียวกัน ตลาดยังเผชิญความเสี่ยงจากมาตรการจำกัดการส่งออกของรัสเซีย ซึ่งเริ่มบังคับใช้มาตั้งแต่วันที่ 8 กรกฎาคม 2569
การปรับราคาครั้งนี้จึงเกิดขึ้นก่อนที่สหรัฐฯ จะตัดสินใจเรื่องการห้ามส่งออกอย่างเป็นทางการ กล่าวอีกด้านหนึ่งคือ ราคาดีเซลไทยกำลังสะท้อนทั้งต้นทุนในตลาดโลกที่ตึงตัวขึ้นและข้อจำกัดในการใช้กองทุนน้ำมันฯ พยุงราคา ไม่ได้รอให้ปริมาณดีเซลจากสหรัฐฯ หายออกจากตลาดจริงเสียก่อน
ราคาดีเซลที่พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์กำลังสร้างภาระให้เกษตรกรและผู้ประกอบการรถบรรทุกในสหรัฐฯ จนฝ่ายการเมืองผลักดันข้อเสนอห้ามส่งออกดีเซล เพื่อเพิ่มปริมาณเชื้อเพลิงในประเทศและบรรเทาราคาที่ชาวอเมริกันต้องจ่าย
สำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานสหรัฐฯ (EIA) ระบุว่า ราคาดีเซลเฉลี่ยทั่วประเทศแตะ 6.53 ดอลลาร์ต่อแกลลอนในสัปดาห์นี้ สูงกว่าสถิติเดิมที่ 5.81 ดอลลาร์ต่อแกลลอน ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อเดือนมิถุนายน 2565 หลังรัสเซียรุกรานยูเครน
ท่ามกลางสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลกับอิหร่าน การโจมตีที่ดำเนินต่อเนื่องได้กระทบโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันในหลายพื้นที่ และผลักดันราคาดีเซลให้สูงขึ้น ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นไม่ได้กระทบเฉพาะผู้เติมน้ำมัน แต่ยังส่งต่อไปยังการผลิตอาหารและการขนส่งสินค้า ตั้งแต่อาหาร เสื้อผ้า ไปจนถึงสินค้าอื่น ๆ ทำให้เกษตรกร ผู้ประกอบการ และผู้บริโภคเผชิญแรงกดดันพร้อมกัน
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ระบุเมื่อวันอังคารว่า ต้องการให้ห้ามส่งออกดีเซล ขณะที่รัฐบาลยืนยันว่ากำลังพิจารณาเรื่องนี้ และประธานาธิบดีจะตัดสินใจอย่างรวดเร็ว
ปัจจุบัน สหรัฐฯ เป็นผู้ส่งออกดีเซลรายใหญ่ที่สุดของโลก โดยส่งออกเชื้อเพลิงกลั่นเฉลี่ยวันละ 1.4 ล้านบาร์เรล ส่วนใหญ่ไปยังลาตินอเมริกาและยุโรป หากระงับการส่งออก ปริมาณดีเซลที่เหลือใช้ในประเทศอาจเพิ่มขึ้นและช่วยกดราคาได้ในช่วงแรก
อย่างไรก็ตาม เด็บนิล เชาดูรี หัวหน้าฝ่ายเชื้อเพลิงและการกลั่นประจำทวีปอเมริกาและยุโรปของ S&P Global Energy มองว่า ผลดังกล่าวจะเกิดขึ้นเพียงชั่วคราว ก่อนที่มาตรการนี้จะทำให้ราคาเบนซินสำหรับผู้ใช้ทั่วไปสูงขึ้น
ปัญหาสำคัญของมาตรการห้ามส่งออกคือ โรงกลั่นไม่ได้ผลิตดีเซลแยกขาดจากน้ำมันชนิดอื่น แต่ดีเซล เบนซิน และเชื้อเพลิงอากาศยานเป็นผลผลิตที่เชื่อมโยงกันในกระบวนการกลั่น ขณะที่โรงกลั่นสหรัฐฯ ผลิตดีเซลมากกว่าความต้องการใช้ภายในประเทศอย่างมาก
หากไม่สามารถส่งออกได้ โรงกลั่นไม่อาจเก็บดีเซลส่วนเกินไว้ได้อย่างไร้ขีดจำกัด ทางเลือกที่เป็นไปได้จึงเป็นการลดกำลังการผลิตเพื่อไม่ให้สต็อกล้นและเพื่อรักษาผลกำไร แต่เมื่อผลิตดีเซลลดลง ปริมาณเบนซินและเชื้อเพลิงเครื่องบินที่ผลิตออกมาพร้อมกันก็จะลดลงด้วย จึงเสี่ยงผลักดันราคาน้ำมันสองประเภทนี้ให้สูงขึ้น แม้มาตรการตั้งต้นจะมีเป้าหมายลดค่าครองชีพของชาวอเมริกันก็ตาม
ขณะนี้ยังไม่ชัดเจนว่า หากมีการสั่งห้ามส่งออกน้ำมันดีเซลจริง โรงกลั่นภายในสหรัฐฯ จะเริ่มลดการผลิตเร็วเพียงใดและจะลดลงมากแค่ไหน แต่แพทริก เดอ ฮาน หัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์ปิโตรเลียมของ GasBuddy ระบุว่า ยิ่งรัฐบาลบังคับใช้มาตรการควบคุมการส่งออกนานเท่าไร ผลกระทบต่อโรงกลั่นก็จะยิ่งรุนแรงขึ้น
นอกจากนี้ ตลาดภายในสหรัฐฯ ยังไม่ได้เชื่อมต่อกันอย่างเท่าเทียม พื้นที่ชายฝั่งอ่าวเม็กซิโกซึ่งเป็นแหล่งกลั่นน้ำมันมักมีราคาดีเซลต่ำกว่า ขณะที่บางพื้นที่ เช่น ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ยังนำเข้าน้ำมันบางส่วน เพราะสะดวกกว่าในด้านการขนส่ง
นักการเมืองบางส่วนจึงต่อต้านแนวคิดนี้อย่างชัดเจน คริส ไรต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานสหรัฐฯ ออกมาคัดค้าน โดยระบุว่าการห้ามส่งออก “ใช้ไม่ได้ผล” และจะทำให้ราคาเบนซินกับเชื้อเพลิงเครื่องบินสูงขึ้น ด้านสมาคมผู้ผลิตเชื้อเพลิงและปิโตรเคมีแห่งสหรัฐฯ เตือนว่ามาตรการจะย้อนกลับมาสร้างผลเสีย เพราะเมื่อส่งออกไม่ได้ โรงกลั่นย่อมต้องลดการผลิต ซึ่งเท่ากับลดปริมาณเบนซินไปพร้อมกัน
หากสหรัฐฯ ระงับการส่งออกดีเซลจริง ประเทศที่พึ่งพาผลผลิตจากโรงกลั่นบริเวณชายฝั่งอ่าวเม็กซิโกและไม่มีแหล่งจัดหาอื่นอยู่ใกล้ จะได้รับผลกระทบโดยตรง
เม็กซิโกซึ่งเป็นลูกค้ารายใหญ่ที่สุดของสหรัฐฯ นำเข้าดีเซลจากสหรัฐฯ คิดเป็น 96% ของการนำเข้าทั้งหมดในช่วงหนึ่งปีสิ้นสุดเดือนมิถุนายน ขณะที่เอกวาดอร์และคอสตาริกาพึ่งพาดีเซลจากสหรัฐฯ ในสัดส่วนราว 90%
ยุโรปและสหราชอาณาจักรก็หันมาพึ่งพาดีเซลจากสหรัฐฯ มากขึ้น หลังแหล่งจัดหาจากตะวันออกกลางเผชิญปัญหา เมื่อหนึ่งปีก่อน สหรัฐฯ มีสัดส่วน 18% ของดีเซลและน้ำมันทำความร้อนที่สหราชอาณาจักรนำเข้า ก่อนเพิ่มเป็น 30% ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569
การส่งออกไปยังเนเธอร์แลนด์เพิ่มขึ้นเช่นกัน ส่วนหนึ่งเพราะท่าเรือรอตเตอร์ดัมเป็นศูนย์กลางกระจายดีเซลไปยังประเทศอื่นในยุโรป ผลกระทบจึงอาจไม่ได้จำกัดอยู่เพียงประเทศที่นำเข้าโดยตรง แต่ยังส่งต่อไปยังตลาดอื่นทั่วภูมิภาค
หากดีเซลเฉลี่ยวันละ 1.4 ล้านบาร์เรลจากสหรัฐฯ หายไปจากตลาดโลก ประเทศผู้นำเข้าจะต้องแข่งขันกันจัดหาเชื้อเพลิงจากแหล่งอื่นมากขึ้น ซึ่งอาจผลักดันให้ราคาดีเซลโลกปรับสูงขึ้น เนื่องจากน้ำมันเป็นสินค้าที่ซื้อขายเชื่อมโยงกันทั่วโลก จึงไม่สามารถแยกราคาในสหรัฐฯ ออกจากตลาดภายนอกได้อย่างสมบูรณ์
แรงกดดันด้านอุปทานอาจรุนแรงขึ้นอีก หากรัสเซียขยายเวลาห้ามผู้ผลิตส่งออกดีเซลออกไปอีก 1 เดือน จนถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2569 เนื่องจากโรงกลั่นหลายแห่งที่ได้รับความเสียหายจากการโจมตีของยูเครนยังไม่สามารถกลับมาเดินเครื่องได้ตามปกติ ความเคลื่อนไหวดังกล่าวมีนัยสำคัญต่อตลาดโลก เพราะในปี 2568 รัสเซียส่งออกดีเซลเฉลี่ยสูงถึงวันละ 813,000 บาร์เรล
สำหรับไทย ความเสี่ยงที่ต้นทุนดีเซลจะปรับสูงขึ้นจึงยังมีอยู่ หากสหรัฐฯ ระงับการส่งออกและรัสเซียขยายมาตรการในช่วงเวลาเดียวกัน โดยเฉพาะในจังหวะที่คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) เพิ่งลดอัตราชดเชยราคาดีเซล เพื่อรักษาสภาพคล่องของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่อาจระบุได้ว่าราคาขายปลีกดีเซลในไทยจะปรับขึ้นอีกเมื่อใดและมากเพียงใด เนื่องจากรัฐบาลสหรัฐฯ ยังไม่ได้ตัดสินใจขั้นสุดท้าย อีกทั้งยังไม่ชัดเจนว่า หากมาตรการมีผลบังคับใช้ โรงกลั่นในสหรัฐฯ จะลดกำลังการผลิตลงมากเพียงใด
ปัจจัยที่ต้องติดตามจากนี้ ได้แก่ การตัดสินใจของรัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์ ระยะเวลาบังคับใช้มาตรการ การตอบสนองของโรงกลั่นสหรัฐฯ การขยายมาตรการห้ามส่งออกของรัสเซีย และระดับการชดเชยราคาดีเซลของกองทุนน้ำมันฯ
หากแรงกดดันเหล่านี้คลี่คลาย ราคาดีเซลในไทยอาจไม่จำเป็นต้องปรับขึ้นต่อ แต่หากข้อจำกัดด้านอุปทานจากหลายประเทศเกิดขึ้นพร้อมกันและยืดเยื้อ ผู้ใช้ดีเซลในไทยก็อาจจะต้องแบกรับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นมาต่อไป
อ้างอิง: The Washington Post