
เมื่อความยั่งยืนไม่ใช่แค่เรื่องของการปลูกต้นไม้หรือการลดขยะ แต่กำลังกลายเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับชุมชน คำถามคือ ภาคธุรกิจจะสามารถเติบโตไปพร้อมกับสิ่งแวดล้อมและสังคมได้อย่างไร?
นี่คือหนึ่งในแนวคิดที่ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) หรือ ไทยเบฟ ต้องการถ่ายทอดผ่านงาน Sustainability Expo 2026 (SX2026) ภายใต้แนวคิด “Water of Life” ที่เชื่อมโยงการดูแลทรัพยากรธรรมชาติตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ไปจนถึงปลายน้ำ เพื่อสะท้อนให้เห็นว่าการพัฒนาอย่างยั่งยืนไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม แต่ยังสามารถสร้างรายได้ ยกระดับคุณภาพชีวิต และสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจชุมชนได้ในระยะยาว
โดยไทยเบฟได้นำเสนอผลการดำเนินงานด้านความยั่งยืนผ่าน 3 โซนสำคัญ ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่การฟื้นฟูผืนป่า การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ การจัดการขยะ ไปจนถึงการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy)
หนึ่งในประเด็นที่น่าสนใจคือ การเปลี่ยนการอนุรักษ์ป่าให้กลายเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจ ผ่านกลไกคาร์บอนเครดิต (Carbon Credit) ซึ่งช่วยสร้างแรงจูงใจให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการดูแลทรัพยากรธรรมชาติอย่างต่อเนื่อง
ไทยเบฟร่วมกับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ เดินหน้าโครงการปลูกป่าชุมชนต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 โดยมีพื้นที่ป่าชุมชนขึ้นทะเบียนรวมกว่า 53,000 ไร่ ครอบคลุม 12 จังหวัด พร้อมสนับสนุนเงินผ่านกองทุนชุมชนรวม 57 ล้านบาท เพื่อใช้ในการอนุรักษ์ป่าและพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่
ขณะเดียวกัน ยังร่วมกับมูลนิธิผืนป่าในใจเราและภาคีเครือข่าย สนับสนุนการปลูกต้นไม้กว่า 101,500 ต้น ในพื้นที่ป่าชุมชน 97 แห่งทั่วประเทศ รวมถึงพัฒนาเครือข่ายเยาวชนกว่า 3,700 คน และสนับสนุนพื้นที่ป่าชุมชนอีก 46,817 ไร่ เข้าร่วมโครงการคาร์บอนเครดิต
สะท้อนให้เห็นว่าการดูแลป่าไม้ไม่ได้เป็นเพียงการรักษาทรัพยากรธรรมชาติ แต่ยังสามารถเชื่อมโยงกับกลไกทางเศรษฐกิจที่ช่วยสนับสนุนการพัฒนาชุมชนได้อีกด้วย
อีกหนึ่งตัวอย่างที่สะท้อนความเชื่อมโยงระหว่างสิ่งแวดล้อมกับเศรษฐกิจอย่างชัดเจน คือโครงการพัฒนาเชิงพื้นที่อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งไทยเบฟร่วมกับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ส่งเสริมการบริหารจัดการน้ำเพื่อสร้างความมั่นคงให้กับชุมชนและภาคการเกษตร
ในปี 2569 มีการดำเนินโครงการพัฒนาระบบน้ำรวม 8 โครงการ ครอบคลุมพื้นที่การเกษตร 3,050 ไร่ และประชาชนกว่า 2,300 ครัวเรือน โดยสามารถคืนน้ำสู่ธรรมชาติและชุมชนได้มากกว่า 359,000 ลูกบาศก์เมตรต่อปี
ผลลัพธ์ไม่ได้หยุดอยู่เพียงการเพิ่มปริมาณน้ำสำหรับการเกษตร แต่ยังช่วยเพิ่มผลผลิตและพื้นที่เพาะปลูก ส่งผลให้รายได้ของชุมชนเพิ่มขึ้นถึง 35%
นอกจากนี้ ไทยเบฟยังร่วมกับมูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ และสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) สนับสนุนการติดตั้งสถานีโทรมาตรอัตโนมัติรวม 103 สถานี ครอบคลุม 22 จังหวัด เพื่อใช้ตรวจวัดปริมาณน้ำฝนและระดับน้ำแบบเรียลไทม์ ช่วยสนับสนุนการเฝ้าระวังและแจ้งเตือนภัย
รวมถึงโครงการ Ping Watch 2026 ที่ร่วมสำรวจความหลากหลายทางชีวภาพ คุณภาพน้ำ และสภาพทางกายภาพของแม่น้ำปิงในอำเภอเชียงดาว พร้อมเปิดโอกาสให้เยาวชนมีส่วนร่วมผ่านกิจกรรม “นักสืบสายน้ำ”
ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่า การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่เพียงช่วยลดความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม แต่ยังเป็นพื้นฐานสำคัญของความมั่นคงทางเศรษฐกิจในระดับชุมชน
สำหรับโซนกลางน้ำ ไทยเบฟให้ความสำคัญกับการจัดการขยะตั้งแต่ต้นทาง โดยมองว่าการแก้ไขปัญหาขยะอย่างยั่งยืนจำเป็นต้องเริ่มจากการเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้คน
หนึ่งในโครงการสำคัญคือ การพัฒนาหมู่บ้านต้นแบบด้านการจัดการขยะในอำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ครอบคลุม 3 หมู่บ้าน ได้แก่ บ้านแม่แมะ บ้านแม่ซ้าย และบ้านปางมะโอ ซึ่งสามารถปิดบ่อขยะเทรวมได้แล้ว 2 แห่ง พร้อมส่งเสริมการคัดแยกขยะและการรีไซเคิลภายในชุมชน
ขณะเดียวกัน ไทยเบฟยังร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และภาคีเครือข่าย ดำเนินโครงการ School Waste Management เพื่อปลูกฝังความรู้เรื่องการคัดแยกขยะตั้งแต่วัยเรียน
ปัจจุบันโครงการขยายไปแล้ว 225 โรงเรียน ใน 41 จังหวัด มีเยาวชนเข้าร่วมกิจกรรมกว่า 2,320 คน
แนวทางดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า การสร้างความยั่งยืนไม่สามารถอาศัยเพียงเทคโนโลยีหรือการลงทุนจากภาคธุรกิจ แต่ต้องอาศัยการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้คนควบคู่กันไปด้วย
อีกหนึ่งไฮไลต์ที่น่าสนใจอยู่ในโซนปลายน้ำ ซึ่งไทยเบฟนำเสนอแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน หรือ Circular Economy ผ่านการบริหารจัดการบรรจุภัณฑ์อย่างครบวงจร ตั้งแต่การออกแบบ การเก็บกลับ ไปจนถึงการรีไซเคิลหลังการบริโภค
หนึ่งในโครงการที่สะท้อนให้เห็นถึงโอกาสทางเศรษฐกิจจากการจัดการขยะ คือ Island Model ซึ่งมุ่งแก้ไขปัญหาขยะบนเกาะควบคู่กับการสร้างรายได้ให้คนในชุมชน ผ่านระบบคัดแยกและเก็บกลับวัสดุรีไซเคิล
ปัจจุบันโครงการดำเนินงานครอบคลุม 12 เกาะ ในพื้นที่ภาคตะวันออกและภาคใต้ โดยในปี 2569 สามารถเก็บกลับบรรจุภัณฑ์ได้มากถึง 10,240 ตัน และสร้างรายได้ให้กับชุมชนจากวัสดุรีไซเคิลกว่า 37 ล้านบาท
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า ขยะที่เคยถูกมองว่าเป็นภาระด้านสิ่งแวดล้อม สามารถเปลี่ยนเป็นทรัพยากรที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ หากมีระบบจัดการที่เหมาะสม
นอกจากนี้ การนำวัสดุกลับเข้าสู่กระบวนการผลิตและใช้ประโยชน์ใหม่ ยังช่วยลดการใช้ทรัพยากรและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สอดคล้องกับแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียนที่ภาคธุรกิจทั่วโลกให้ความสำคัญมากขึ้น
สิ่งที่น่าสนใจจากการนำเสนอของไทยเบฟในงาน SX2026 คือ การเชื่อมโยงการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติเข้ากับการสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างเป็นรูปธรรม
ไม่ว่าจะเป็นการใช้กลไกคาร์บอนเครดิตสนับสนุนชุมชน การบริหารจัดการน้ำที่ช่วยเพิ่มรายได้เกษตรกร หรือการเปลี่ยนขยะให้กลายเป็นวัสดุรีไซเคิลที่สร้างรายได้ ล้วนสะท้อนให้เห็นว่าการเติบโตทางธุรกิจและการดูแลสิ่งแวดล้อมไม่จำเป็นต้องเป็นเป้าหมายที่ขัดแย้งกัน
เพราะท้ายที่สุดแล้ว ความยั่งยืนอาจไม่ได้วัดเพียงจำนวนต้นไม้ที่ปลูก หรือปริมาณขยะที่ลดลง แต่ยังรวมถึงความสามารถในการสร้างคุณภาพชีวิตและโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับผู้คนได้อย่างต่อเนื่อง
สำหรับผู้ที่สนใจ สามารถเยี่ยมชมบูทไทยเบฟ ภายใต้แนวคิด “Water of Life” ได้ภายในงาน Sustainability Expo 2026 (SX2026) ระหว่างวันที่ 6–15 พฤศจิกายน 2569 เวลา 10.00–20.00 น. ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์