
นี่คือแนวคิดที่คุณฐาปน สิริวัฒนภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) และประธานกรรมการมูลนิธิผืนป่าในใจเรา ยึดถือในการขับเคลื่อนภารกิจด้านการอนุรักษ์และฟื้นฟูผืนป่า โดยมองว่าการดูแลธรรมชาติเป็นความรับผิดชอบร่วมกันของทุกภาคส่วน
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา มูลนิธิสิริวัฒนภักดีและมูลนิธิผืนป่าในใจเรา จึงร่วมมือกับมูลนิธิไร่เชิญตะวัน ภายใต้การนำของพระเมธีวชิโรดม (ว.วชิรเมธี) ดำเนินโครงการด้านสิ่งแวดล้อม ส่งเสริมชวนทำความรู้จัก ‘การปลูกป่ามิยาวากิ’ ทางรอดฟื้นฟูระบบนิเวศจากญี่ปุ่น โดยในปีนี้ มีการจัดงานประชุมนานาชาติครั้งแรกที่ประเทศไทย ในงาน Sustainability Expo 2026การปลูกป่า และสร้างความตระหนักรู้เรื่องการอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างสมดุล เพื่อส่งต่อสิ่งแวดล้อมที่สมบูรณ์ให้คนรุ่นต่อไป
หนึ่งในแนวทางที่นำมาต่อยอดคือ “การปลูกป่ามิยาวากิ” (Miyawaki Method) ซึ่งให้ความสำคัญกับการใช้พันธุ์ไม้พื้นถิ่นหลากหลายชนิด ปลูกในความหนาแน่นสูง เพื่อเลียนแบบโครงสร้างของป่าธรรมชาติและส่งเสริมให้เกิดความสัมพันธ์เกื้อกูลกันของสิ่งมีชีวิต แนวทางนี้จึงไม่ได้มุ่งเพียงเพิ่มพื้นที่สีเขียว แต่ให้ความสำคัญกับการฟื้นคืนระบบนิเวศให้กลับมามีชีวิตและทำหน้าที่ได้อย่างสมดุล
ความร่วมมือดังกล่าวนำไปสู่การจัด International Symposium on Miyawaki Forests 2026 – Towards Nature-Based Solutions for Sustainability การประชุมวิชาการนานาชาติด้านป่ามิยาวากิครั้งแรกในประเทศไทย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ Sustainability Expo 2026 มหกรรมด้านความยั่งยืนระดับโลก โดยรับหน้าที่เป็นเจ้าภาพจัดงาน ระหว่างวันที่ 7–8 พฤศจิกายน 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพฯ
ในโอกาสนี้ SPOTLIGHT จะพาไปทำความรู้จักศาสตร์การปลูกป่ามิยาวากิ พร้อมเจาะลึกแนวคิดการฟื้นฟูธรรมชาติ และข้อคิดทางธรรมจากพระเมธีวชิโรดม (ว.วชิรเมธี) ที่ชวนให้มนุษย์กลับมาตระหนักถึงการอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างสมดุล ในบทความฉบับเต็ม
ศาสตราจารย์ ดร.คาซุเอะ ฟูจิวาระ (Prof. Dr. Kazue Fujiwara) ศาสตราจารย์กิตติคุณ มหาวิทยาลัยโยโกฮามะแห่งชาติ และศาสตราจารย์ มหาวิทยาลัยโยโกฮามะซิตี้ ประเทศญี่ปุ่น อธิบายถึงที่มาของการปลูกป่ามิยาวากิ ซึ่งตั้งชื่อตาม ศาสตราจารย์ ดร.อากิระ มิยาวากิ นักพฤกษศาสตร์และนักนิเวศวิทยาชาวญี่ปุ่น ผู้พัฒนาแนวทางฟื้นฟูป่าธรรมชาติขึ้นในช่วงทศวรรษ 1970
หัวใจสำคัญของวิธีนี้คือการคัดเลือกพันธุ์ไม้พื้นถิ่นให้เหมาะสมกับระบบนิเวศของแต่ละพื้นที่ นำไม้หลากหลายชนิดมาปลูกผสมผสานกันอย่างหนาแน่น เพื่อเลียนแบบโครงสร้างของป่าธรรมชาติ ทั้งไม้ยืนต้น ไม้ชั้นรอง และพืชพรรณระดับล่าง เมื่อเวลาผ่านไป ต้นไม้จะเติบโต แข่งขัน และเกื้อกูลกันตามกระบวนการทางธรรมชาติ จนพัฒนาเป็นระบบนิเวศที่มีความหลากหลายมากขึ้น
แนวทางนี้เริ่มนำไปใช้ในญี่ปุ่นตั้งแต่ช่วงต้นทศวรรษ 1970 ก่อนขยายไปยังประเทศต่าง ๆ โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการฟื้นฟูป่าด้วยพันธุ์ไม้ท้องถิ่น ไม่ใช่เพียงการปลูกต้นไม้ให้เต็มพื้นที่ แต่เป็นการคืนความสัมพันธ์ระหว่างพืช สัตว์ ดิน และสิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศให้กลับมาอีกครั้ง
สำหรับประเทศไทย แนวคิดการปลูกป่ามิยาวากิได้รับการเผยแพร่โดย ดร.สิรินทร์ แก้วละเอียด ผู้เชี่ยวชาญด้านการฟื้นฟูระบบนิเวศและป่าธรรมชาติ และ ดร.อนงค์ ชานะมูล ผู้เชี่ยวชาญด้านการสร้างป่านิเวศแบบมิยาวากิ ซึ่งนำองค์ความรู้จาก ศ.ดร.อากิระ มิยาวากิ มาถ่ายทอดและประยุกต์ใช้ในไทยเมื่อราวปี 2534 หรือกว่า 30 ปีมาแล้ว นับเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการนำศาสตร์นี้มาปรับใช้ให้เหมาะกับพันธุ์ไม้และสภาพแวดล้อมของประเทศไทย
ขณะที่อีกหนึ่งบุคคลที่มีบทบาทสำคัญในการขยายองค์ความรู้สู่สังคม คือพระเมธีวชิโรดม (ว.วชิรเมธี) ซึ่งนำแนวคิดการปลูกป่ามิยาวากิมาต่อยอดที่ไร่เชิญตะวัน จังหวัดเชียงราย หลังจากได้เห็นตัวอย่างผืนป่ามิยาวากิที่โครงการ The Forestias และเกิดความสนใจในแนวทางการสร้างป่าที่มุ่งฟื้นฟูระบบนิเวศมากกว่าการปลูกต้นไม้เพียงอย่างเดียว
จากจุดเริ่มต้นดังกล่าว จึงเกิดแนวคิดจัดตั้ง โรงเรียนสอนปลูกป่ามิยาวากิแห่งแรกของโลก ที่ไร่เชิญตะวัน เพื่อเป็นพื้นที่เรียนรู้และถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการฟื้นฟูป่าให้แก่ผู้สนใจ โดยไม่ได้มุ่งสอนเพียงขั้นตอนการปลูกต้นไม้ แต่ต้องการสร้างความเข้าใจเรื่องระบบนิเวศและปลูกจิตสำนึกให้ผู้คนเห็นความสำคัญของการดูแลธรรมชาติในระยะยาว
“การปลูกป่าโดยวิธีมิยาวากิ คือทางเลือก ทางหลัก และทางรอด สำหรับยุคนี้และคนรุ่นต่อไป” เป็นแนวคิดที่พระเมธีวชิโรดมถ่ายทอดบนเวที International Symposium on Miyawaki Forests 2026 โดยชี้ให้เห็นว่า วิกฤตสิ่งแวดล้อมไม่ใช่เรื่องไกลตัว และการฟื้นฟูธรรมชาติจำเป็นต้องเริ่มจากการเปลี่ยนวิธีคิดและวิถีชีวิตของมนุษย์ให้กลับมาอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างสมดุล
สำหรับท่าน ว.วชิรเมธี การปลูกป่าไม่ได้เป็นเพียงการนำต้นไม้ลงดิน แต่คือการสร้างระบบนิเวศให้กลับมามีชีวิต แนวคิดนี้สอดคล้องกับหลักธรรมเรื่องความพอเพียงและการไม่เบียดเบียน เพราะมนุษย์ไม่อาจดำรงชีวิตอย่างยั่งยืนได้ หากธรรมชาติที่หล่อเลี้ยงชีวิตกำลังถูกทำลาย
อีกหนึ่งมุมมองจากศาสตราจารย์ ดร.เอลจีน โอเวน บ็อกซ์ University of Georgia สหรัฐอเมริกา ชวนให้มองการฟื้นฟูป่าในระยะยาว โดยชี้ว่า ต้นไม้ที่เติบโตเร็วไม่ได้หมายความว่าจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดเสมอไป เพราะบางชนิดอาจเติบโตได้ดีในช่วงแรก แต่ไม่สามารถดำรงอยู่ได้อย่างยั่งยืน หัวใจสำคัญจึงไม่ใช่การเร่งให้ป่าเติบโตเร็วที่สุด แต่คือการเลือกพันธุ์ไม้ให้เหมาะสมกับพื้นที่ เพื่อสร้างระบบนิเวศที่แข็งแรงและอยู่ได้ในระยะยาว
แนวคิดนี้สอดคล้องกับ Sustainability Expo 2026 (SX2026) ภายใต้แนวคิด “พอเพียง ยั่งยืน เพื่อโลก” ชวนทุกคนมา “ปรับ รับ เปลี่ยน” (Resilience in Action) เรียนรู้แนวทางรับมือความเปลี่ยนแปลงและร่วมลงมือสร้างอนาคตที่ยั่งยืน พบกับกิจกรรม นิทรรศการ และองค์ความรู้จากผู้เชี่ยวชาญหลากหลายสาขาได้ตั้งแต่วันที่ 6–15 พฤศจิกายน 2569 เวลา 10.00–20.00 น. ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพฯ เพราะการเปลี่ยนแปลงเพื่อโลกที่ดีกว่า เริ่มต้นได้จากการลงมือทำของเราทุกคน