
จากผืนผ้าที่ทอขึ้นในชุมชน สู่เสื้อผ้าร่วมสมัยบนรันเวย์และงานตกแต่งสถานที่ประชุมระดับนานาชาติ ผ้าขาวม้าไทยกำลังได้รับการต่อยอดให้เข้าถึงผู้คนในบริบทใหม่ โดยมีฝีมือของคนทอ อัตลักษณ์ท้องถิ่น และความคิดสร้างสรรค์ของคนรุ่นใหม่เป็นต้นทุนสำคัญ
ภาพของการพัฒนานี้ปรากฏในงานสัมมนาประจำปีการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากและงานผ้าขาวม้าทอใจ ประจำปี 2569 เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ภายในงาน Sustainability Expo 2026 (SX2026) มหกรรมด้านความยั่งยืนที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งในปีนี้จัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 7 และจะจัดต่อเนื่องไปถึงวันที่ 15 พฤศจิกายน 2569
ในโอกาสที่โครงการผ้าขาวม้าทอใจดำเนินงานมาครบ 10 ปี แนวคิด From Local to Global จึงสะท้อนเส้นทางการนำภูมิปัญญาจากชุมชนมาเพิ่มมูลค่าด้วยการออกแบบ พร้อมเปิดพื้นที่ให้ผ้าขาวม้าเป็นที่รู้จักในวงกว้างขึ้น โดยมีเป้าหมายสำคัญอยู่ที่การสร้างรายได้และโอกาสให้ผู้ผลิตในท้องถิ่น
โครงการผ้าขาวม้าท้องถิ่นหัตถศิลป์ไทย หรือที่รู้จักผ่านกิจกรรม “ผ้าขาวม้าทอใจ” เริ่มต้นในปี 2559 ภายใต้การทำงานของคณะทำงานการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากและประชารัฐ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้ผ้าขาวม้าทอมือ ควบคู่กับการเพิ่มรายได้และพัฒนาทักษะอาชีพของชุมชนผู้ผลิตทั่วประเทศ
การดำเนินงานอาศัยความร่วมมือระหว่างบริษัท ประชารัฐรักสามัคคี วิสาหกิจเพื่อสังคม (ประเทศไทย) จำกัด กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย เครือข่ายวิสาหกิจเพื่อสังคมในจังหวัดต่าง ๆ และสถาบันการศึกษา โดยมีบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ริเริ่มและผู้สนับสนุนหลัก
คุณฐาปน สิริวัฒนภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (Group CEO) บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) และหัวหน้าทีมภาคเอกชน คณะทำงานการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก อธิบายแนวทางการทำงานของโครงการนี้ว่า เป็นการให้ชุมชนเป็นผู้ลงมือทำ ภาคเอกชนช่วยขับเคลื่อน และภาครัฐช่วยสนับสนุน เพื่อเชื่อมศักยภาพของแต่ละฝ่ายเข้ากับการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก
ภายใต้แนวทางนี้ ชุมชนมีภูมิปัญญาและทักษะการทอผ้าเป็นจุดตั้งต้น ขณะที่ภาคธุรกิจ ภาครัฐ และสถาบันการศึกษาเข้ามาร่วมสนับสนุนการพัฒนาผลิตภัณฑ์และทักษะอาชีพ เพื่อให้ภูมิปัญญาที่มีอยู่สามารถต่อยอดเป็นรายได้ และเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่เข้ามาร่วมสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์จากผ้าทอของชุมชน
ผลการดำเนินงานตลอด 10 ปีที่นำเสนอภายในงาน ระบุว่าโครงการมีผลลัพธ์สำคัญ ได้แก่
ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนทั้งการสร้างรายได้จากงานหัตถกรรม การพัฒนาผลิตภัณฑ์ และการเตรียมคนรุ่นใหม่ให้เข้ามาสานต่ออาชีพ ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของการรักษาภูมิปัญญาการทอผ้าให้เดินหน้าต่อไปได้
การนำผ้าขาวม้าไปสู่ผู้บริโภคกลุ่มใหม่เริ่มต้นจากการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตอบรับการใช้งานและรสนิยมที่เปลี่ยนไป งานออกแบบจึงเข้ามาเชื่อมระหว่างฝีมือของชุมชนกับรูปแบบเสื้อผ้าที่ร่วมสมัย โดยยังนำอัตลักษณ์ของผืนผ้ามาเป็นส่วนสำคัญของผลงาน
ภายในงานมีแฟชั่นโชว์ผ้าขาวม้าทอใจปีที่ 10 ชุด Resilience in Action ภายใต้แนวคิด “ปรับ รับ เปลี่ยน” นำเสนอผลงานจากการผสานภูมิปัญญาผ้าไทยของชุมชนกับความคิดสร้างสรรค์ของนักออกแบบรุ่นใหม่ ผ่านโครงการ Creative Young Designers Season 6 ภายใต้ Education and Innovation Support Alliance
การแสดงครั้งนี้ออกแบบและจัดแฟชั่นโชว์โดยภาควิชาการออกแบบแฟชั่น มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ทำให้เห็นการนำผ้าขาวม้าแต่ละผืนมาตัดเย็บและพัฒนาเป็นเครื่องแต่งกายในรูปแบบใหม่ ตลอดจนการทำงานร่วมกันระหว่างชุมชนกับภาคการศึกษา
การสนับสนุนจากสถาบันการศึกษายังครอบคลุมถึงงานหัตถกรรมที่นำมาต่อยอดเป็นเครื่องประดับ โดยคณะสถาปัตยกรรมและการออกแบบ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ร่วมสร้างสรรค์งานออกแบบเครื่องประดับให้กับกลุ่มปั้นหม้อเขียนสีบ้านเชียง จังหวัดอุดรธานี เป็นอีกตัวอย่างของการเชื่อมทักษะช่างฝีมือท้องถิ่นกับองค์ความรู้ด้านการออกแบบ
คุณฐาปนกล่าวว่า การต่อยอดผ้าขาวม้าต้องให้ความสำคัญกับนวัตกรรมและการยกระดับคุณภาพผลิตภัณฑ์ เพื่อเพิ่มมูลค่าและเปิดโอกาสให้ชุมชนมีรายได้มากขึ้น การออกแบบจึงเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการพัฒนาเศรษฐกิจ ตั้งแต่ผืนผ้าจากฝีมือผู้ผลิตไปจนถึงผลิตภัณฑ์ที่นำเสนอต่อผู้บริโภค
ตัวอย่างของการนำผ้าชุมชนมาใช้เป็นเครื่องแต่งกายยังปรากฏผ่านชุดที่คุณฐาปนสวมใส่มาร่วมงาน ซึ่งตัดเย็บจากผ้าขาวม้านาหมื่นศรี จังหวัดตรัง สะท้อนการนำงานทอจากท้องถิ่นมาพัฒนาเป็นชุดสำหรับสวมใส่ในโอกาสต่าง ๆ
ด้านคุณอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงการพัฒนาผ้าไทยในภาพรวมว่า การทำงานร่วมกับนักออกแบบช่วยให้เกิดการปรับลวดลาย สีสัน และรูปแบบการแต่งกายให้คนรุ่นใหม่เข้าถึงได้มากขึ้น โดยยกตัวอย่างการปรับเฉดสีของผ้าย้อมครามให้มีความอ่อนลง เพื่อเพิ่มทางเลือกในการนำไปใช้ออกแบบ
คุณอรรษิษฐ์ยังกล่าวถึงการส่งเสริมผ้าไทยของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ซึ่งมีการนำนักออกแบบลงพื้นที่ให้คำแนะนำแก่ผู้ผลิต แนวทางดังกล่าวชี้ให้เห็นบทบาทของการพัฒนาทักษะและการออกแบบในการเชื่อมผ้าท้องถิ่นกับรสนิยมร่วมสมัย
แม้จะอยู่ภายใต้ชื่อเดียวกันว่า “ผ้าขาวม้า” แต่ผ้าที่ผลิตในแต่ละพื้นที่มีเอกลักษณ์แตกต่างกัน ความหลากหลายนี้เป็นคุณค่าที่สามารถนำมาต่อยอดการออกแบบและใช้บอกเล่าที่มาของผลิตภัณฑ์ได้
คุณอรรษิษฐ์กล่าวถึงแนวคิดของคุณฐาปนในการพัฒนาผ้าขาวม้าให้มีอัตลักษณ์ประจำชุมชน โดยเปรียบเทียบกับผ้าของสกอตแลนด์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ พร้อมชี้ว่า ความแตกต่างของผ้าขาวม้าแต่ละบ้านและแต่ละจังหวัดเป็นเสน่ห์ที่ควรได้รับการส่งเสริม
มุมมองนี้สอดคล้องกับสิ่งที่คุณฐาปนกล่าวถึงงานศิลปะพื้นบ้าน หรือ Folk Art ว่าเป็นงานที่สะท้อนเรื่องราว ความผูกพัน และวิถีชีวิตของผู้คนในแต่ละท้องถิ่น การพัฒนาผลิตภัณฑ์จากภูมิปัญญาชุมชนจึงมีเรื่องราวของพื้นที่เป็นต้นทุนควบคู่กับทักษะการผลิต
เพื่ออธิบายคุณค่าของเรื่องราวบนผืนผ้า คุณฐาปนยกตัวอย่างผ้าทอของชาวไทลื้อในชุมชนศรีดอนไชย จังหวัดเชียงราย ที่มีลวดลายเฮลิคอปเตอร์ โดยเล่าว่า เมื่อสอบถามถึงที่มา จึงได้รับคำอธิบายว่าลวดลายดังกล่าวเชื่อมโยงกับความผูกพันของชาวบ้านที่มีต่อสมเด็จย่า ซึ่งเสด็จฯ มายังพื้นที่ด้วยเฮลิคอปเตอร์ และเป็นที่มาของภาพจำเกี่ยวกับ “แม่ฟ้าหลวง”
เรื่องเล่าจากผ้าไทลื้อเป็นตัวอย่างของการถ่ายทอดความทรงจำของชุมชนลงบนงานทอ และช่วยอธิบายมุมมองของคุณฐาปนที่ว่า งานศิลปะพื้นบ้านมีรายละเอียดผูกพันกับชีวิตของผู้คนในแต่ละพื้นที่ คุณค่าเหล่านี้จึงเป็นสิ่งที่สามารถนำมาสื่อสารควบคู่กับตัวผลิตภัณฑ์ได้
สำหรับผ้าขาวม้า การเชื่อมอัตลักษณ์เหล่านี้เข้ากับการออกแบบร่วมสมัยจึงเป็นแนวทางสร้างความแตกต่างให้ผลิตภัณฑ์ และเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่มีส่วนร่วมในการสืบทอดภูมิปัญญาผ่านงานสร้างสรรค์ของตนเอง
อีกก้าวสำคัญของการนำผ้าขาวม้าไทยออกสู่เวทีนานาชาติ เกิดขึ้นเมื่อประเทศไทยเป็นเจ้าภาพการประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMF และกลุ่มธนาคารโลก โดยมีการนำผ้าขาวม้าและงานหัตถศิลป์จากชุมชนไปประดับตกแต่งสถานที่ประชุม
คุณฐาปนกล่าวถึงการนำผ้าขาวม้าไปอยู่ในพื้นที่จัดประชุมระดับนานาชาติว่าเป็นตัวอย่างของการเชื่อมจาก Local สู่ Global ด้วยการนำสิ่งที่เป็นอัตลักษณ์และความภาคภูมิใจของท้องถิ่นไปนำเสนอต่อผู้คนจากต่างประเทศ
สำหรับภาพรวมการเผยแพร่ภูมิปัญญาผ่านผ้าท้องถิ่นในการประชุมดังกล่าว ข้อมูลผลการดำเนินงานที่นำเสนอภายในงานระบุว่า มีลายผ้าอัตลักษณ์ 39 ลาย จาก 28 ชุมชน ใน 23 จังหวัด สะท้อนความหลากหลายของงานทอจากพื้นที่ต่าง ๆ ของไทย
การนำผ้าชุมชนไปใช้ในงานตกแต่งสถานที่ประชุมเป็นอีกช่องทางหนึ่งในการนำเสนอศักยภาพของงานทอไทย ผ่านการใช้งานในพื้นที่จัดงานระดับนานาชาติ ควบคู่ไปกับการนำเสนอในรูปแบบแฟชั่น ซึ่งเปิดให้เห็นความเป็นไปได้ในการต่อยอดผืนผ้าไปสู่การใช้งานที่หลากหลายขึ้น
การปรากฏตัวบนเวทีนานาชาติยังเชื่อมโยงกับโอกาสในการขยายตลาด โดยคุณอรรษิษฐ์ระบุว่า ได้รับการติดต่อจากเอกอัครราชทูตในหลายประเทศที่สนใจให้นำสินค้าไทยไปจัดแสดงในต่างประเทศ เช่น กรุงโซล กรุงปารีส และกรุงโตเกียว พร้อมมองว่าการนำสินค้าไปแสดงสามารถเปิดโอกาสให้เกิดการพบปะและเจรจาทางธุรกิจต่อไป
ในมุมมองของคุณอรรษิษฐ์ การนำสินค้าไปจัดแสดงในต่างประเทศเป็นช่องทางให้ผู้ผลิตได้พบกับผู้สนใจและต่อยอดสู่การเจรจาธุรกิจ โอกาสเหล่านี้จึงเชื่อมการเผยแพร่อัตลักษณ์ไทยเข้ากับการขยายตลาด โดยมีคุณภาพผลิตภัณฑ์และงานออกแบบเป็นส่วนสำคัญที่ต้องพัฒนาไปพร้อมกัน
การพัฒนาทายาทผ้าขาวม้าสู่การเป็นผู้ประกอบการเป็นอีกผลลัพธ์ที่เชื่อมโยงกับอนาคตของโครงการ เพราะการสานต่องานทอจำเป็นต้องมีคนเข้ามาเรียนรู้ พัฒนาผลิตภัณฑ์ และสร้างโอกาสทางอาชีพจากภูมิปัญญาที่มีอยู่
ขณะที่นักออกแบบรุ่นใหม่เข้ามามีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์คอลเลกชัน การพัฒนาทายาทในชุมชนก็เป็นอีกแนวทางหนึ่งที่จะช่วยให้การสืบทอดภูมิปัญญาเชื่อมโยงกับการประกอบอาชีพ และทำให้คนในพื้นที่มีบทบาทในการต่อยอดผลิตภัณฑ์ของตนเอง
คุณอรรษิษฐ์กล่าวว่า เป้าหมายของการส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากคือการทำให้คนรุ่นใหม่สามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์และสร้างรายได้ในพื้นที่ของตนเอง เมื่อท้องถิ่นมีโอกาสทางเศรษฐกิจมากขึ้น ก็จะช่วยให้ผู้คนมีทางเลือกในการทำงานใกล้บ้าน และลดความจำเป็นในการย้ายเข้าสู่เมืองใหญ่
เขามองว่า การลดความเหลื่อมล้ำต้องอาศัยการสร้างโอกาสในภูมิภาค ให้ผู้คนสามารถใช้ทรัพยากรและภูมิปัญญาที่มีอยู่มาพัฒนาเศรษฐกิจของจังหวัดตนเองได้ พร้อมเน้นบทบาทของผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ และเครือข่ายในพื้นที่ในการสนับสนุนการทำงานของชุมชน
นอกจากนี้ ยังกล่าวถึงการรวมกลุ่มเพื่อร่วมกันคิดและพัฒนาโครงการ รวมถึงบทบาทของกองทุนพัฒนาบทบาทสตรีที่สามารถเข้ามาสนับสนุนการทำงานในพื้นที่ โดยให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของคนในชุมชนในการกำหนดทิศทางการพัฒนา
ผ้าขาวม้าทอใจเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากผ่านความร่วมมือระหว่างชุมชน ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคการศึกษา ซึ่งในภาพรวมครอบคลุมการทำงานด้านการเกษตร การแปรรูป และการท่องเที่ยวโดยชุมชน โดยใช้ทรัพยากรและเรื่องราวของแต่ละพื้นที่เป็นต้นทุน
ข้อมูลผลการดำเนินงานของเครือข่ายการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากในภาพรวมที่นำเสนอภายในงาน ระบุว่า มีการดำเนินงาน 1,924 โครงการ ครอบคลุม 5,241 ชุมชน มีผู้ได้รับประโยชน์ 158,216 ครัวเรือน และสร้างรายได้กลับสู่ท้องถิ่น กว่า 3,520 ล้านบาท
สำหรับก้าวต่อไป ภาคีเครือข่ายกำลังขยายการทำงานจากระดับจังหวัดลงสู่ระดับอำเภอ รวมถึงการขับเคลื่อนผ่านโครงการ “ด้วยจงรักและภักดี” เพื่อเสริมศักยภาพของคนในพื้นที่ พร้อมเชื่อมการพัฒนาด้านการผลิต การค้า และการบริการเข้าด้วยกัน
เมื่อมองผ่านกรณีของผ้าขาวม้า แนวทางนี้เชื่อมตั้งแต่ทักษะของผู้ทอ การนำผ้ามาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ ไปจนถึงโอกาสนำเสนอสินค้าและพบปะคู่ค้า การประสานการทำงานระหว่างแต่ละฝ่ายจึงมีความสำคัญต่อการพาสินค้าจากชุมชนไปถึงผู้บริโภคในวงกว้างขึ้น
คุณฐาปนย้ำว่า แม้รายได้จะเป็นตัวชี้วัดสำคัญ แต่เป้าหมายของการทำงานยังครอบคลุมถึงคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของคนในชุมชนด้วย
สำหรับ “ผ้าขาวม้าทอใจ” เป้าหมายของการก้าวจากไทยสู่โลกจึงเชื่อมโยงกลับมาถึงรายได้ของคนทอ โอกาสของผู้ประกอบการรุ่นใหม่ และการส่งต่อภูมิปัญญาให้มีพื้นที่อยู่ในเศรษฐกิจร่วมสมัย เมื่อฝีมือของชุมชนได้รับการต่อยอดด้วยการออกแบบและมีโอกาสเข้าถึงตลาดมากขึ้น การเติบโตของผ้าขาวม้าไทยก็จะเป็นอีกช่องทางในการสร้างอนาคตให้กับผู้คนที่อยู่เบื้องหลังผืนผ้าเหล่านั้น