
เมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น ฤดูกาลแปรปรวน ฝนตกหนักในช่วงเวลาสั้น ๆ ขณะที่น้ำท่วมฉับพลัน ภัยแล้ง และไฟป่าเกิดถี่ขึ้น ผลกระทบที่ตามมาไม่ได้จำกัดอยู่เพียงความเสียหายต่อบ้านเรือนและสิ่งแวดล้อม แต่ยังส่งผลต่อสุขภาพของประชาชนและระบบสาธารณสุขด้วย
ความเสี่ยงด้านสุขภาพมีตั้งแต่การเจ็บป่วยจากความร้อน การแพร่กระจายของแมลงพาหะไปยังพื้นที่ใหม่ ไปจนถึงโอกาสที่เชื้อโรคจะแพร่จากสัตว์สู่คน โดยกลุ่มเปราะบาง ผู้มีโรคประจำตัว และผู้ที่ต้องทำงานกลางแจ้ง มักเป็นผู้ที่เผชิญความเสี่ยงสูงที่สุด
ความเชื่อมโยงระหว่าง “คน สัตว์ และสิ่งแวดล้อม” จึงทำให้การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นทั้งวิกฤตสิ่งแวดล้อมและวิกฤตสาธารณสุข ซึ่งกระทบทั้งสุขภาพร่างกาย วิถีชีวิต และการทำมาหากิน ตลอดจนความสามารถของโรงพยาบาลในการให้บริการประชาชน
ประเด็นเหล่านี้ถูกหยิบยกขึ้นหารือในเวที “ตั้งรับก่อนระบาด: เมื่อภัยพิบัติธรรมชาติปลุกโรคอุบัติใหม่” เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2569 ภายในงาน Sustainability Expo 2026 (SX2026) เพื่ออธิบายว่าเหตุใดภัยพิบัติจึงอาจเป็นปัจจัยเร่งให้เกิดโรค และสังคมควรเตรียมพร้อมรับมืออย่างไร
ผู้ร่วมเสวนาประกอบด้วย พญ.อลิสา ยาณะสาร จากองค์การอนามัยโลกประจำประเทศไทย ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ ดร.สนธิ คชวัฒน์ ผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ซึ่งร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองต่อความเชื่อมโยงระหว่างภัยพิบัติกับความเสี่ยงของโรค และแนวทางการตั้งรับ
ดร.สนธิอธิบายว่า สถานการณ์ปัจจุบันไม่อาจมองเพียงว่าโลกมีอุณหภูมิสูงขึ้น แต่ควรมองผ่านภาวะ “โลกรวน” ซึ่งสะท้อนความแปรปรวนของระบบภูมิอากาศทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นฤดูกาลที่คลาดเคลื่อน ฝนตกหนักและยาวนานในบางช่วง ภัยแล้งสลับน้ำท่วมฉับพลัน ตลอดจนคลื่นความร้อนและไฟป่าที่รุนแรงขึ้น
ข้อมูลที่ดร.สนธินำเสนอระบุว่า ในปีนี้อุณหภูมิโลกเพิ่มขึ้นแตะระดับ 1.5 องศาเซลเซียสแล้วเมื่อเทียบกับก่อนยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม ขณะที่น้ำแข็งในกรีนแลนด์และแอนตาร์กติกาละลายไปแล้วราว 11-12 ล้านล้านตันนับตั้งแต่ทศวรรษ 1970 ส่งผลให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น
นอกจากนี้ ชั้นดินเยือกแข็งในบริเวณไซบีเรียและอาร์กติก รวมถึงธารน้ำแข็งตามเทือกเขาสำคัญ ก็กำลังได้รับผลกระทบจากอุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลง
ผลที่ตามมาคือเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วอาจเกิดบ่อยและรุนแรงกว่าเดิม โดยแต่ละพื้นที่เผชิญผลกระทบแตกต่างกัน บางแห่งเกิดฝนตกหนักและดินถล่ม ขณะที่บางแห่งเผชิญภัยแล้ง ไฟป่า และฝุ่น PM2.5 ส่วนประเทศไทยซึ่งได้รับอิทธิพลจากทะเลและมรสุม มีแนวโน้มเผชิญทั้งฝนรุนแรง ความร้อน และปัญหาน้ำท่วมในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน
ดร.สนธิยังกล่าวถึงคำเตือนเรื่องเอลนีโญและความร้อนในปี 2570 ซึ่งอาจทำให้อากาศแห้งแล้ง อุณหภูมิสูง และปัญหา PM2.5 รุนแรงขึ้น โดยเฉพาะในช่วงฤดูร้อน
ความเสี่ยงจึงไม่ได้มีเพียงความไม่สะดวกจากสภาพอากาศ แต่รวมถึงภาวะฮีตสโตรก (heatstroke) และความเครียดจากความร้อน (heat stress) โดยกลุ่มที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษคือผู้สูงอายุ ผู้มีโรคประจำตัว และผู้ที่ทำงานกลางแจ้ง เช่น ไรเดอร์ ตำรวจจราจร และคนงานก่อสร้าง
พญ.อลิสากล่าวว่า องค์การอนามัยโลกมองการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็น “วิกฤตทางสุขภาพ” เพราะคน สัตว์ และสิ่งแวดล้อมเชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิด เมื่อส่วนหนึ่งของระบบเปลี่ยนแปลง ผลกระทบจึงส่งต่อไปยังส่วนอื่นเป็นทอด ๆ
ผลกระทบสำคัญสามารถแบ่งออกได้อย่างน้อย 4 ด้าน ได้แก่
ภาพดังกล่าวสะท้อนว่า ภัยภูมิอากาศไม่ได้สร้างผู้ป่วยเพิ่มขึ้นเพียงด้านเดียว แต่ยังอาจลดศักยภาพของระบบที่มีหน้าที่ดูแลผู้ป่วยในเวลาเดียวกัน
หากเกิดภัยพิบัติขนาดใหญ่ โรงพยาบาลอาจต้องรับมือทั้งความเสียหายของสถานที่ การเข้าถึงที่ติดขัด และจำนวนผู้ต้องการความช่วยเหลือที่เพิ่มขึ้นพร้อมกัน
หนึ่งในกลไกสำคัญที่เชื่อมภาวะโลกรวนกับโรค คือการเปลี่ยนแปลงของสัตว์พาหะและถิ่นอาศัยของสัตว์ป่า ดร.สนธิระบุว่า อุณหภูมิที่อุ่นขึ้นอาจเอื้อต่อการเจริญเติบโตและแพร่พันธุ์ของยุงลาย ยุงก้นปล่อง และแมลงบางชนิด ทำให้พาหะนำโรคขยายพื้นที่หรือเคลื่อนย้ายไปยังภูมิภาคใหม่
ในอีกด้านหนึ่ง ภัยแล้ง ไฟป่า น้ำท่วม และการสูญเสียถิ่นอาศัยอาจผลักให้สัตว์ป่าออกจากพื้นที่เดิมและเข้าใกล้ชุมชนหรือปศุสัตว์มากขึ้น เมื่อสัตว์หลายชนิดที่ไม่เคยอยู่ใกล้กันต้องมาใช้พื้นที่ร่วมกัน โอกาสที่เชื้อโรคจะข้ามชนิดหรือส่งต่อจากสัตว์มาสู่คนก็อาจสูงขึ้น และเป็นประเด็นที่ต้องติดตาม
ศ.นพ.ยงยกกรณีไวรัสนิปาห์ในช่วงเอลนีโญปี 2541 เพื่อแสดงให้เห็นลำดับความเชื่อมโยงระหว่างภัยสิ่งแวดล้อม สัตว์ป่า ปศุสัตว์ และมนุษย์ ดังนี้
กรณีนี้ชี้ให้เห็นว่า โรคไม่ได้เกิดขึ้นอย่างโดดเดี่ยว แต่เป็นผลจากเหตุการณ์หลายชั้นที่ต่อเนื่องกัน ตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อม การอพยพของสัตว์ การเลี้ยงปศุสัตว์ ไปจนถึงพฤติกรรมและอาชีพของมนุษย์ การป้องกันจึงต้องมองตลอดห่วงโซ่ ไม่ใช่รอให้พบผู้ป่วยแล้วจึงเริ่มควบคุมโรค
อีกประเด็นที่ถูกจับตาคือการละลายของชั้นดินเยือกแข็ง ซึ่งอาจทำให้ไวรัส แบคทีเรีย หรือสปอร์ของเชื้อโรคที่ถูกแช่แข็งกลับออกมาสู่สิ่งแวดล้อม โดยดร.สนธิยกตัวอย่างความกังวลต่อสปอร์ของ “โรคแอนแทรกซ์” ในไซบีเรีย รวมถึงเชื้อโบราณชนิดอื่นที่อาจถูกเก็บอยู่ในน้ำแข็งเป็นเวลานาน
ศ.นพ.ยงกล่าวถึงการศึกษาศพผู้เสียชีวิตจากไข้หวัดใหญ่สเปนซึ่งถูกฝังและแช่แข็งอยู่ในอะแลสกา นักวิทยาศาสตร์สามารถตรวจระบุไวรัสจากตัวอย่างดังกล่าวได้ครบถ้วน กรณีนี้แสดงให้เห็นว่าเชื้อที่ถูกเก็บรักษาในสภาพแวดล้อมเย็นจัดยังสามารถให้ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ได้ แม้เวลาจะผ่านไปนาน
อย่างไรก็ตาม ศ.นพ.ยงมองว่า มนุษย์และเชื้อโรคต่างปรับตัวตามกระบวนการวิวัฒนาการ โรคที่เคยระบาดไม่ได้หายไปพร้อมกันทั้งหมด แต่ค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงและถูกแทนที่ด้วยสายพันธุ์ใหม่ ขณะที่ประชากรบางช่วงวัยอาจมีภูมิคุ้มกันเดิมแตกต่างจากคนรุ่นใหม่
ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่การตื่นตระหนกต่อเชื้อทุกชนิด แต่คือการรู้เท่าทัน ติดตาม และเตรียมระบบตรวจจับให้พร้อม
ศ.นพ.ยงย้อนให้เห็นว่า มนุษย์เผชิญโรคระบาดใหญ่มาโดยตลอด ตั้งแต่กาฬโรคในสมัยกรุงศรีอยุธยา “ห่าลงปีมะโรง” ในสมัยรัชกาลที่ 2 ไข้หวัดใหญ่สเปนในสมัยรัชกาลที่ 6 จนถึงโควิด-19 ในยุคปัจจุบัน ทุกเหตุการณ์ล้วนก่อให้เกิดความสูญเสีย แต่สังคมก็เรียนรู้และปรับตัวต่อเนื่อง
ความแตกต่างสำคัญของโลกปัจจุบันคือความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีและการเฝ้าระวังโรค เมื่อมีการเผยแพร่รหัสพันธุกรรมของเชื้อ นักวิทยาศาสตร์สามารถเริ่มพัฒนาวิธีตรวจได้ตั้งแต่โรคยังไม่เดินทางเข้าประเทศ ทำให้การสำรวจ การวินิจฉัย และการควบคุมทำได้รวดเร็วกว่าสมัยก่อนอย่างมาก
สำหรับโรคที่ถูกพูดถึงอย่างมากอยู่ขณะนี้อย่าง “ฝีดาษวานร” ศ.นพ.ยงอธิบายว่าไม่ใช่โรคใหม่ แม้ชื่อโรคมาจากการพบครั้งแรกในลิง แต่สัตว์ที่เป็นแหล่งรังโรคสำคัญกลับเป็นสัตว์ฟันแทะ การติดเชื้อต้องอาศัยการสัมผัสใกล้ชิด จึงจำเป็นต้องทำความเข้าใจเส้นทางการแพร่เชื้อและพฤติกรรมเสี่ยงอย่างถูกต้อง แทนการหวาดกลัวจากชื่อโรคหรือกระแสข่าวเพียงอย่างเดียว
อย่างไรก็ดี มุมมองที่ว่าโรคระบาดเป็นส่วนหนึ่งของวิวัฒนาการไม่ได้หมายความว่าสังคมควรเพิกเฉย เพราะทุกการระบาดยังนำมาซึ่งความสูญเสีย และผลกระทบมักตกหนักกับผู้ที่สุขภาพไม่แข็งแรงหรือมีข้อจำกัดในการเข้าถึงการรักษา ความสามารถในการปรับตัวจึงต้องมาพร้อมระบบเฝ้าระวัง ความรู้ที่ถูกต้อง และการดูแลผู้ที่มีความเสี่ยงสูง
นอกจากโรคที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ ศ.นพ.ยงยังตั้งข้อสังเกตถึงความเสี่ยงจากเชื้อโรคที่มนุษย์จงใจดัดแปลง โดยมองว่าเป็นประเด็นที่น่ากังวลกว่าโรคซึ่งเปลี่ยนแปลงไปตามธรรมชาติ เพราะองค์ความรู้ด้านพันธุกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่ทำให้มนุษย์เข้าใจตำแหน่งการกลายพันธุ์ของเชื้อได้ละเอียดขึ้น
ศ.นพ.ยงยกกรณีไข้หวัดนก H5N1 ซึ่งโดยธรรมชาติข้ามจากนกมาสู่คนได้ยาก แต่มีอัตราการเสียชีวิตสูงในกรณีที่คนติดเชื้อ หากมีการจงใจปรับเปลี่ยนเชื้อให้ติดต่อระหว่างคนได้ง่ายขึ้น ความเสี่ยงย่อมต่างจากการกลายพันธุ์ตามธรรมชาติ ประเด็นนี้จึงสะท้อนความจำเป็นของการกำกับดูแลองค์ความรู้และการวิจัยที่อาจถูกนำไปใช้ในทางที่ก่ออันตราย
ขณะเดียวกัน ศ.นพ.ยงยังชี้ให้เห็นผ่านตัวอย่างการใช้ไวรัสควบคุมประชากรกระต่ายในออสเตรเลียว่า สิ่งมีชีวิตสามารถคัดเลือกและพัฒนาความต้านทานได้ กระต่ายที่รอดชีวิตจากไวรัสแพร่พันธุ์จนเกิดประชากรที่ทนต่อเชื้อมากขึ้น เช่นเดียวกับยุง เห็บ หรือหมัดที่พัฒนาความต้านทานต่อสารเคมี ตัวอย่างดังกล่าวตอกย้ำว่า ทั้งมนุษย์ สัตว์ และเชื้อโรคล้วนเปลี่ยนแปลงตอบโต้กันอยู่ตลอดเวลา
สำหรับประเทศไทย ดร.สนธิให้ความสำคัญกับความเปราะบางของกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นเมืองปลายน้ำและต้องรับทั้งน้ำเหนือ น้ำฝน และน้ำทะเลหนุน ขณะเดียวกันยังเผชิญปัญหาแผ่นดินทรุดและการขยายตัวของเมือง
ข้อมูลที่ดร.สนธินำเสนอระบุว่า หากไม่มีการเตรียมพร้อมที่เพียงพอ ภายในปี 2573 กรุงเทพฯ อาจมีพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมประมาณ 40-96% ขณะที่ภาพจำลองปี 2593 ชี้ว่า กรุงเทพฯ และเมืองชายฝั่งอาจเผชิญน้ำท่วมถาวรหากไม่มีมาตรการรองรับ โดย ดร.สนธิย้ำว่าตัวเลขดังกล่าวเป็นการคาดการณ์จากแบบจำลองภายใต้เงื่อนไขที่ “ไม่ทำอะไรเลย” ไม่ใช่ข้อสรุปว่าเมืองจะต้องจมน้ำอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ความเสี่ยงของกรุงเทพฯ ยังเชื่อมโยงกับสุขภาพโดยตรง เพราะน้ำท่วมอาจทำให้ประชาชนสัมผัสน้ำปนเปื้อน เข้าถึงอาหารและบริการทางการแพทย์ยากขึ้น ขณะที่อากาศร้อนและแห้งแล้งเพิ่มความเสี่ยงต่อฮีตสโตรก ความเครียดจากความร้อน และฝุ่น PM2.5 เมื่อหลายปัจจัยเกิดขึ้นพร้อมกัน ภาระจึงตกทั้งกับประชาชนและระบบสาธารณสุข
ดร.สนธิมองว่า แนวทางรับมือของไทยที่ผ่านมายังให้น้ำหนักกับการตั้งรับและเยียวยาหลังเกิดเหตุ มากกว่าการป้องกันและเตรียมโครงสร้างพื้นฐานล่วงหน้า ทั้งที่ความเสี่ยงหลายด้านสามารถคาดการณ์ได้
มาตรการระดับเมืองและระบบที่ถูกเสนอหรือกล่าวถึงในเวที ได้แก่
ในระดับบุคคล พญ.อลิสาเน้นว่า การดูแลสุขภาพให้แข็งแรงเป็นพื้นฐานสำคัญ เพราะผู้ที่ได้รับบาดเจ็บหรือผลกระทบรุนแรงจากภัยพิบัติและโรคระบาดมักเป็นกลุ่มเปราะบางหรือผู้ที่มีสุขภาพไม่ดี แนวทางที่ทุกคนทำได้คือออกกำลังกาย ดูแลโรคประจำตัว ป้องกันไม่ให้ตนเองเข้าสู่ภาวะเปราะบาง และรับวัคซีนเมื่อมีวัคซีนที่เหมาะสมกับบริบท
ครอบครัวยังควรให้ความสำคัญกับผู้สูงอายุ เด็กเล็ก และผู้มีโรคประจำตัวเป็นพิเศษ เพราะแม้สังคมจะไม่สามารถหยุดโรคระบาดหรือภัยพิบัติได้ทั้งหมด แต่สามารถลดความสูญเสียด้วยการรู้ล่วงหน้าว่าใครต้องการความช่วยเหลือมากที่สุด และเตรียมการดูแลไว้ก่อนเกิดเหตุ
สารสำคัญจากเวทีนี้ไม่ได้อยู่ที่การสร้างความกลัวว่าโรคชนิดใดจะระบาดเป็นลำดับต่อไป แต่อยู่ที่การทำความเข้าใจว่า ภัยพิบัติ สิ่งแวดล้อม สัตว์ และสุขภาพมนุษย์เป็นระบบเดียวกัน เมื่ออากาศเปลี่ยน สัตว์และพาหะย้ายถิ่น วิถีชีวิตถูกรบกวน และโรงพยาบาลทำงานยากขึ้น ความเสี่ยงทางสุขภาพย่อมเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
ในด้านหนึ่ง ประวัติศาสตร์แสดงให้เห็นว่า มนุษย์สามารถเรียนรู้และปรับตัวเพื่อรับมือกับโรคระบาดได้ ขณะที่ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีช่วยให้การตรวจจับและควบคุมโรคทำได้รวดเร็วกว่าเดิม
แต่อีกด้านหนึ่ง โรคระบาดแต่ละครั้งยังคงนำมาซึ่งความสูญเสีย โดยเฉพาะในกลุ่มที่เปราะบางที่สุด การปรับตัวจึงไม่ควรหมายถึงการยอมรับชะตากรรม แต่ควรเริ่มจากการตระหนักถึงความเสี่ยง เตรียมระบบป้องกัน และลงมือก่อนที่ภัยพิบัติหรือโรคระบาดจะมาถึง
เพราะในโลกที่สภาพภูมิอากาศคาดเดาได้ยากขึ้น คำถามสำคัญอาจไม่ใช่ว่า “ภัยจะเกิดหรือไม่” แต่คือเมื่อภัยเกิดขึ้นแล้ว เมือง ระบบสาธารณสุข ชุมชน และแต่ละคนพร้อมรับมือมากเพียงใด