Logo site Amarintv 34HD
Big Rewardslogo duooneLogo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
หนีโลกเดือดไม่พ้น! UNชี้อุณหภูมิขึ้นทะลุ 1.5องศาแน่ ภัยพิบัติจะแรงขึ้น
โดย : กองบรรณาธิการ SPOTLIGHT

หนีโลกเดือดไม่พ้น! UNชี้อุณหภูมิขึ้นทะลุ 1.5องศาแน่ ภัยพิบัติจะแรงขึ้น

27 ต.ค. 69
14:12 น.
แชร์

หนีโลกเดือดไม่พ้น! UN เตือนอุณหภูมิโลกจะเพิ่มขึ้นเกินเป้าหมาย 1.5 องศาเซลเซียสอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทำให้โลกต้องเผชิญภัยพิบัติที่รุนแรงขึ้น ตามผลประเมินในรายงาน Emissions Gap Report 2026 ของโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP) ที่เผยแพร่ก่อนการประชุมสภาพภูมิอากาศ COP31 ที่ตุรกีในเดือนพฤศจิกายน

เป้าหมายดังกล่าวคือการควบคุมอุณหภูมิเฉลี่ยโลกไม่ให้สูงกว่าช่วงก่อนยุคอุตสาหกรรมเกิน 1.5 องศาเซลเซียส แต่ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ประเทศต่าง ๆ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกช้าเกินไปและยังลดได้ไม่มากพอ จนไม่ทันที่จะรักษาอุณหภูมิให้อยู่ในกรอบนี้ได้แล้ว

รายงานประเมินว่า ต่อให้เร่งลดการปล่อยก๊าซอย่างเต็มที่ตามแนวทางที่ยังเป็นไปได้ อุณหภูมิโลกก็ยังอาจสูงกว่าช่วงก่อนยุคอุตสาหกรรมราว 1.7-1.8 องศาเซลเซียสในช่วงกลางศตวรรษ นั่นหมายความว่า โลกยังต้องเผชิญช่วงที่ร้อนเกินเป้าหมายอยู่ดี

ส่วนแผนลดการปล่อยก๊าซที่ประเทศต่าง ๆ ให้คำมั่นไว้ แม้ทำได้ครบถ้วน โลกก็ยังมีแนวโน้มร้อนขึ้นราว 2.6 องศาเซลเซียสภายในปี 2100 และหากยังดำเนินการตามนโยบายที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน อุณหภูมิอาจเพิ่มขึ้นราว 2.8 องศาเซลเซียสในช่วงเวลาเดียวกัน

ผลที่ตามมาคือคลื่นความร้อน น้ำท่วม ภัยแล้ง และไฟป่าที่จะเกิดบ่อยและรุนแรงขึ้น ทำให้มีผู้เสียชีวิต เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจ และซ้ำเติมความเหลื่อมล้ำ ขณะเดียวกัน ระบบธรรมชาติอาจเสียหายจนไม่สามารถฟื้นกลับมาเหมือนเดิมได้

แม้จะเลี่ยงการร้อนเกิน 1.5 องศาเซลเซียสไม่ได้ ประเทศต่าง ๆ ก็ยังต้องเร่งลดการปล่อยก๊าซ เพื่อไม่ให้อุณหภูมิสูงเกินเป้าหมายไปมาก และให้โลกเผชิญภาวะดังกล่าวเป็นเวลาสั้นที่สุด พร้อมหาทางลดอุณหภูมิกลับลงมาในอนาคต

ทำไมโลกจึงเลี่ยงการร้อนเกิน 1.5 องศาไม่ได้แล้ว

ความตกลงปารีสปี 2015 ตั้งเป้าควบคุมอุณหภูมิเฉลี่ยโลกให้เพิ่มขึ้นต่ำกว่า 2 องศาเซลเซียส และพยายามจำกัดไม่ให้เกิน 1.5 องศาเซลเซียส โดยเทียบกับช่วงก่อนยุคอุตสาหกรรม

แต่รายงานระบุว่า ที่ผ่านมา ประเทศต่าง ๆ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกช้าเกินไปและยังลดได้ไม่มากพอ ปัจจุบันโลกร้อนขึ้นแล้วประมาณ 1.4 องศาเซลเซียส และคาดว่าจะเกิน 1.5 องศาภายในอีกไม่กี่ปี

UNEP ระบุว่า เมื่อพิจารณาจากอุณหภูมิเฉลี่ยระยะยาวหลายทศวรรษ โลกจะร้อนเกินเป้าหมายนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ความล่าช้าที่ผ่านมาทำให้แม้แต่การคุมอุณหภูมิให้เกินเป้าหมายเพียงชั่วคราวไม่เกินประมาณ 0.1 องศา ก็ทำไม่ได้แล้ว

โรเบิร์ต คอปป์ นักวิทยาศาสตร์ด้านภูมิอากาศและศาสตราจารย์มหาวิทยาลัยรัตเกอร์ส มองว่า ข้อสรุปนี้ไม่น่าแปลกใจ เพราะตั้งแต่ปี 2015 การคุมโลกร้อนไว้ที่ 1.5 องศาก็เป็นเป้าหมายที่ทำได้ยากมากอยู่แล้ว เมื่อเวลาผ่านไปแต่ยังลดการปล่อยก๊าซได้ไม่เพียงพอ ทางเลือกที่จะรักษาเป้าหมายนี้จึงยิ่งเหลือน้อยลง

ภาวะที่อุณหภูมิสูงเกินเป้าหมายเช่นนี้เรียกว่า “Overshoot” สิ่งที่ต้องเร่งทำจากนี้คือการลดการปล่อยก๊าซ เพื่อไม่ให้อุณหภูมิสูงเกินเป้าหมายไปมาก และให้ช่วงที่โลกร้อนเกิน 1.5 องศาสั้นที่สุด พร้อมหาทางลดอุณหภูมิกลับมาอยู่ที่ 1.5 องศาหรือต่ำกว่าภายในปลายศตวรรษ

UNEP ย้ำว่า อุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นทุกเศษเสี้ยวขององศา และทุกปีที่โลกร้อนเกิน 1.5 องศา ล้วนเพิ่มความเสี่ยง การคุมอุณหภูมิไว้ใกล้ 1.7-1.8 องศาแล้วลดลงในภายหลัง จึงยังช่วยจำกัดความเสียหายได้ เมื่อเทียบกับการปล่อยให้โลกร้อนขึ้นถึง 2.6-2.8 องศา

คลื่นความร้อน น้ำท่วม ภัยแล้ง และไฟป่าจะเกิดบ่อยและรุนแรงขึ้น

หลายประเทศกำลังเผชิญผลกระทบจากโลกร้อนแล้ว UNEP ระบุว่า อุณหภูมิโลกในเดือนสิงหาคม 2026 สูงเท่ากับสถิติเดือนที่ร้อนที่สุดนับตั้งแต่มีการตรวจวัด ขณะที่หลายประเทศมีอุณหภูมิสูงเป็นประวัติการณ์ รวมถึงประเทศในยุโรปมากกว่า 10 แห่ง

ในยุโรปตะวันตก มีผู้เสียชีวิตจากความร้อนหลายพันคนในช่วงฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อนที่ผ่านมา ภูมิภาคนี้ยังเผชิญคลื่นความร้อนถึง 4 ครั้งที่ติดอยู่ใน 10 อันดับคลื่นความร้อนรุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ปี 1950

รายงานเตือนว่า เมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น คลื่นความร้อน น้ำท่วม และภัยแล้งจะเกิดบ่อยและรุนแรงขึ้น ทำให้มีผู้เสียชีวิตมากขึ้น รวมถึงสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจและสังคมเพิ่มขึ้น ผลกระทบที่สะสมยังทำให้การปรับตัวรับมือภัยพิบัติเหล่านี้ยากขึ้นด้วย

ระบบพลังงานก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน คลื่นความร้อนอาจทำให้ความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงขึ้น ขณะที่ภัยแล้งอาจทำให้ผลิตไฟฟ้าพลังน้ำได้น้อยลง สภาพอากาศจึงกระทบทั้งปริมาณไฟฟ้าที่ต้องใช้และความสามารถในการผลิต

อิงเกอร์ แอนเดอร์เซน ผู้อำนวยการบริหาร UNEP อธิบายว่า หากต้องการเห็นภาพโลกที่ร้อนขึ้นเกิน 2 องศา ให้ลองนึกถึงคลื่นความร้อนในยุโรป ไฟป่าในสแกนดิเนเวีย ภัยแล้ง และพืชผลทางการเกษตรที่เสียหาย แล้วนึกว่าเหตุการณ์เหล่านี้จะเกิดบ่อยกว่าเดิม

ด้านบิล แฮร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Climate Analytics ระบุว่า ผลกระทบเมื่อโลกร้อนขึ้น 1.5 องศารุนแรงกว่าที่เคยคาดไว้เมื่อสิบปีก่อน สะท้อนว่า อุณหภูมิที่ต่างกันแม้เพียงเศษเสี้ยวขององศา ก็มีผลต่อความรุนแรงของวิกฤตที่ผู้คนต้องเผชิญ

ยิ่งโลกร้อนนาน ธรรมชาติยิ่งเสี่ยงเสียหายถาวร

UNEP เตือนว่า ความร้อนที่เพิ่มขึ้นอาจทำให้ระบบธรรมชาติเปลี่ยนแปลงจนไม่สามารถกลับคืนสู่สภาพเดิมได้ ทั้งแผ่นน้ำแข็ง ชั้นดินเยือกแข็งถาวรที่กักเก็บคาร์บอน การไหลเวียนของมหาสมุทร และแนวปะการัง

ยิ่งอุณหภูมิสูงขึ้นและโลกร้อนเกิน 1.5 องศาเป็นเวลานาน ความเสี่ยงเหล่านี้ก็ยิ่งเพิ่มขึ้น แนวปะการังอาจเสื่อมโทรมและตาย ขณะที่ชั้นดินเยือกแข็งถาวรอาจละลาย การรับมือจึงต้องทำทั้งสองอย่างควบคู่กัน คือคุมไม่ให้อุณหภูมิสูงเกินเป้าหมายไปมาก และลดช่วงเวลาที่โลกร้อนเกินเป้าหมายให้สั้นที่สุด

แม้ในอนาคตจะลดอุณหภูมิโลกกลับลงมาที่ 1.5 องศาได้ ก็ไม่ได้หมายความว่าธรรมชาติที่เสียหายไปแล้วจะฟื้นกลับมาได้ทั้งหมด การปล่อยให้อุณหภูมิขึ้นสูงแล้วค่อยลดลงภายหลังจึงยังมีความเสี่ยง และเป็นเหตุผลที่ต้องเร่งลดการปล่อยก๊าซตั้งแต่วันนี้

โลกร้อนซ้ำเติมเศรษฐกิจ ผู้ก่อปัญหาน้อยกลับรับผลหนัก

อันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ เตือนว่า น้ำท่วม คลื่นความร้อนรุนแรง และไฟป่า กำลังสร้างความสูญเสียทั้งชีวิตและเศรษฐกิจ พร้อมซ้ำเติมความเหลื่อมล้ำ โดยผู้ที่มีส่วนก่อปัญหาน้อยที่สุดกลับได้รับผลกระทบก่อนและหนักที่สุด

ภัยแล้งและความเสียหายต่อการเพาะปลูกที่เกิดบ่อยขึ้นกระทบทั้งผลผลิต กิจกรรมทางเศรษฐกิจ และความเป็นอยู่ของผู้คน ขณะที่ประเทศต่าง ๆ ต้องรับมือกับน้ำท่วม ไฟป่า และคลื่นความร้อนซ้ำ ๆ ทำให้การเตรียมพร้อมและปรับตัวเป็นภาระหนักขึ้น

ข้อมูลในรายงานระบุว่า กลุ่มประเทศพัฒนาน้อยที่สุดปล่อยก๊าซเรือนกระจกรวมกันเพียงประมาณ 3% ของโลก โดยไม่นับการปล่อยจากภาคการใช้ที่ดินและป่าไม้ ส่วนคาร์บอนไดออกไซด์ที่ประเทศกลุ่มนี้ปล่อยสะสมมาตั้งแต่อดีต มีสัดส่วนเพียงประมาณ 0.5% ของโลก โดยตัวเลขสะสมนี้นับรวมภาคการใช้ที่ดินและป่าไม้แล้ว

แอนเดอร์เซนย้ำว่า ไม่มีประเทศใดรอดพ้นจากผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทุกประเทศกำลังเผชิญปัญหา รวมถึงสหรัฐอเมริกา แต่ความเสียหายที่แต่ละประเทศต้องแบกรับไม่เท่ากัน ประเทศกำลังพัฒนาที่เปราะบางต่อผลกระทบเหล่านี้จึงกดดันให้ประเทศผู้ปล่อยก๊าซรายใหญ่รับผิดชอบมากขึ้น

ยอดปล่อยก๊าซยังใกล้สถิติสูงสุด ก๊าซจากฟอสซิลยังเพิ่ม

รายงานประเมินว่า ปี 2025 โลกปล่อยก๊าซเรือนกระจกราว 58.4 พันล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ใกล้เคียงกับปี 2024 ที่ปล่อย 58.5 พันล้านตัน ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดเท่าที่เคยบันทึกมา

ตัวเลขสองปีต่างกันเพียงเล็กน้อย และข้อมูลยังมีความไม่แน่นอน จึงยังสรุปไม่ได้ว่าการปล่อยก๊าซทั่วโลกผ่านจุดสูงสุดมาแล้วและเริ่มลดลง

เมื่อแยกดูแหล่งที่มา พบว่า คาร์บอนไดออกไซด์จากการเผาถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซธรรมชาติยังเพิ่มขึ้นในปี 2025 แต่ส่วนหนึ่งถูกชดเชยด้วยการปล่อยก๊าซจากภาคการใช้ที่ดิน การเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดิน และป่าไม้ ซึ่งลดลงประมาณ 0.5 พันล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ทำให้ยอดรวมทั่วโลกแทบไม่เปลี่ยนแปลง

การลดลงในภาคดังกล่าวส่วนหนึ่งเป็นเพราะการเผาไหม้ชีวมวลน้อยลง รวมถึงการปล่อยคาร์บอนจากไฟป่าที่ลดลงเมื่อเทียบกับปี 2024 ซึ่งเกิดไฟป่ามากเป็นพิเศษ ยอดปล่อยก๊าซที่ลดลงเล็กน้อยในปีเดียวจึงยังยืนยันไม่ได้ว่า ระบบพลังงานโลกกำลังลดการปล่อยก๊าซได้ตามเป้าหมาย

ในกลุ่มผู้ปล่อยก๊าซรายใหญ่ 6 แห่ง ข้อมูลเบื้องต้นปี 2025 ระบุว่า สหรัฐฯ อินโดนีเซีย และจีนปล่อยก๊าซเพิ่มขึ้น ส่วนอินเดีย รัสเซีย และสหภาพยุโรปปล่อยลดลง อย่างไรก็ตาม ฐานข้อมูลแต่ละชุดยังให้ผลไม่ตรงกันว่าอินเดียปล่อยเพิ่มหรือลด จึงยังต้องระมัดระวังในการสรุปทิศทางของอินเดีย

สหรัฐฯ เป็นประเทศที่มีปริมาณการปล่อยเพิ่มขึ้นมากที่สุด โดยเพิ่มขึ้นประมาณ 133 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า สูงกว่าการเพิ่มขึ้นของประเทศอื่นมาก สาเหตุหลักมาจากความต้องการใช้ไฟฟ้าที่สูงขึ้นและการกลับมาผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินมากขึ้น ส่วนตุรกี เจ้าภาพ COP31 มีปริมาณการปล่อยเพิ่มขึ้นรองลงมา

กลุ่ม G20 ยังคงปล่อยก๊าซรวมกันประมาณสามในสี่ของปริมาณการปล่อยทั่วโลก

แม้ทำตามแผนลดก๊าซครบ โลกยังมีแนวโน้มร้อนขึ้น 2.6 องศา

รายงานชี้ว่า ประเทศต่าง ๆ ยังตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซไว้ไม่มากพอ ขณะที่การดำเนินงานจริงก็ยังไปไม่ถึงเป้าหมายที่ประกาศไว้

หากยังใช้นโยบายปัจจุบัน อุณหภูมิเฉลี่ยโลกมีแนวโน้มสูงกว่าช่วงก่อนยุคอุตสาหกรรมราว 2.8 องศาเซลเซียสภายในปี 2100 แต่แม้ทุกประเทศจะทำตามแผนลดก๊าซระดับประเทศ หรือ NDCs ได้ครบถ้วน รวมถึงเป้าหมายที่มีเงื่อนไข และเดินหน้าลดก๊าซในระดับใกล้เคียงกันต่อไป โลกก็ยังมีแนวโน้มร้อนขึ้นราว 2.6 องศาในช่วงเวลาเดียวกัน

เป้าหมายที่มีเงื่อนไขอาจขึ้นอยู่กับการได้รับเงินทุนหรือความช่วยเหลือทางเทคนิค การผ่านกฎหมายที่จำเป็น หรือการดำเนินการของประเทศอื่น ผลประเมินที่ 2.6 องศาจึงตั้งอยู่บนสมมติฐานว่า ประเทศต่าง ๆ สามารถบรรลุเป้าหมายส่วนนี้ได้ด้วย

หากทำได้ครบทั้ง NDCs และเป้าหมายการปล่อยก๊าซสุทธิเป็นศูนย์ หรือ Net Zero ในระยะยาว ตัวเลขคาดการณ์จะลดลงมาอยู่ที่ราว 2.1 องศา ซึ่งเป็นกรณีที่ดีที่สุดตามคำมั่นที่ประเทศต่าง ๆ ประกาศไว้

อย่างไรก็ตาม ประเทศส่วนใหญ่ยังขาดแผนดำเนินงาน เป้าหมายระยะใกล้ และเงินทุนที่จะทำให้บรรลุ Net Zero ได้จริง จึงยังต้องระมัดระวังในการประเมินว่าโลกจะเดินไปถึงจุดนั้นได้หรือไม่

ตัวเลข 2.6 และ 2.8 องศายังมีความไม่แน่นอน และอุณหภูมิอาจสูงกว่านี้ได้ ภายใต้สมมติฐานของแต่ละกรณี รายงานประเมินว่ามีโอกาสประมาณ 66% ที่อุณหภูมิจะไม่สูงเกินตัวเลขดังกล่าว จึงยังรับประกันไม่ได้ว่าจะควบคุมความร้อนไว้ในระดับนั้นได้แน่นอน

เมื่อเทียบกับรายงานปีก่อน ผลประเมินจากการทำตาม NDCs ระบุว่าโลกจะร้อนขึ้นมากกว่าเดิมประมาณ 0.2-0.3 องศา ราวครึ่งหนึ่งของการปรับเพิ่มนี้มาจากการที่สหรัฐฯ ยกเลิกคำมั่นลดก๊าซของตน ส่วนอีกครึ่งมาจากการปรับตัวเลขการปล่อยก๊าซในอดีตให้สูงขึ้น

ขณะที่แผน NDCs ฉบับใหม่ที่ประเทศต่าง ๆ ส่งเข้ามา แทบไม่ทำให้ประมาณการการปล่อยก๊าซและอุณหภูมิเปลี่ยนไปจากปีก่อน

กลับสู่เป้า 1.5 องศายังเป็นไปได้ แต่ต้องเร่งลดก๊าซและดึงคาร์บอนออกมหาศาล

UNEP ประเมินว่า โลกยังมีโอกาสลดอุณหภูมิกลับมาอยู่ที่ 1.5 องศาเซลเซียสหรือต่ำกว่าภายในปี 2100 โดยระหว่างทางต้องคุมอุณหภูมิสูงสุดไว้ราว 1.7-1.8 องศาในช่วงกลางศตวรรษ ก่อนลดลงในช่วงครึ่งหลังของศตวรรษ

อย่างไรก็ตาม แนวทางนี้มีโอกาสประมาณ 66% ที่จะคุมอุณหภูมิสูงสุดไม่ให้เกินระดับดังกล่าว ส่วนโอกาสที่จะลดกลับมาที่ 1.5 องศาภายในสิ้นศตวรรษอยู่ที่ประมาณ 50%

เงื่อนไขสำคัญคือ ต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้เร็ว มาก และต่อเนื่องกว่าที่เป็นอยู่ โดยการประเมินนี้สมมติให้เริ่มลดก๊าซอย่างเข้มงวดตั้งแต่ปี 2025 เพื่อให้ลดลง 18% ภายในปี 2030 ลดลง 45% ภายในปี 2035 และลดลง 69% ภายในปี 2040 เมื่อเทียบกับปี 2025 หรือเฉลี่ยประมาณ 5.7% ต่อปีในช่วงปี 2025-2035

แต่แผน NDCs ปัจจุบัน แม้ทำได้ตามที่ประกาศไว้ ก็จะลดก๊าซได้เพียงประมาณ 5-8% ภายในปี 2030 และ 11-15% ภายในปี 2035 เมื่อเทียบกับปี 2025 โดยตัวเลขจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับว่าทำตามเป้าหมายที่มีเงื่อนไขได้ด้วยหรือไม่ จึงต้องทั้งตั้งเป้าลดก๊าซให้มากขึ้นและเร่งทำให้ได้ตามเป้าหมาย

การปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์สุทธิทั่วโลกยังต้องลดลงเหลือศูนย์ราวปี 2050 ใกล้กับช่วงที่อุณหภูมิขึ้นถึงจุดสูงสุด หลังจากนั้น ต้องดึงคาร์บอนไดออกไซด์ออกจากบรรยากาศให้มากกว่าที่ปล่อยเข้าไป เพื่อช่วยให้อุณหภูมิลดลง

รายงานประเมินว่า การกลับสู่ 1.5 องศาต้องอาศัยการดึงคาร์บอนไดออกไซด์ออกจากบรรยากาศและกักเก็บอย่างถาวรรวมประมาณ 3.2 แสนล้านตันตลอดศตวรรษนี้ โดยอาจต้องใช้ทั้งการฟื้นฟูป่าและเทคโนโลยีดึงคาร์บอนออกจากบรรยากาศ ซึ่งบางส่วนยังอยู่ในระยะเริ่มต้น

การขยายมาตรการเหล่านี้ให้ได้มากตามที่ต้องการยังมีข้อจำกัดทั้งด้านเทคโนโลยี เศรษฐกิจ และสังคม การกลับสู่ 1.5 องศาจึงต้องเร่งลงมือทำตั้งแต่วันนี้ และยังมีความเสี่ยงว่าจะไม่สำเร็จ แม้ลดก๊าซตามแนวทางที่เข้มงวดนี้แล้วก็ตาม

หากยังไม่ลดปล่อยก๊าซ อุณหภูมิสูงสุดอาจเพิ่มอีก 0.1 องศา

รายงานเตือนว่า หากโลกยังปล่อยก๊าซในระดับปัจจุบันต่อไป ทุก 5 ปีจะมีคาร์บอนไดออกไซด์เข้าสู่บรรยากาศเพิ่มอีกราว 2 แสนล้านตัน และอาจทำให้อุณหภูมิสูงสุดเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 0.1 องศา

ยิ่งเริ่มลดก๊าซช้า โอกาสควบคุมอุณหภูมิไม่ให้ขึ้นสูงก็ยิ่งน้อยลง หากยังลดได้ไม่มากพอต่อเนื่องไปอีกหลายทศวรรษ โลกก็อาจเลี่ยงการร้อนขึ้นถึง 2 องศาไม่ได้เช่นกัน

อย่างไรก็ตาม พลังงานหมุนเวียนเติบโตได้เร็วกว่าที่เคยประเมินไว้มาก ระหว่างปี 2015–2025 โลกเพิ่มกำลังผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนได้ประมาณ 3 เท่าของที่แบบจำลองนโยบายในปี 2015 เคยคาดไว้ โดยกำลังผลิตจากโซลาร์เซลล์ที่เพิ่มขึ้นคิดเป็นประมาณ 7 เท่าของที่คาด ส่วนพลังงานลมอยู่ที่ประมาณ 2.5 เท่า

หากเดินหน้าขยายพลังงานหมุนเวียนต่อเนื่องและเพิ่มนโยบายสนับสนุน โลกยังมีโอกาสบรรลุเป้าหมายเพิ่มกำลังผลิตเป็น 3 เท่าภายในปี 2030 แต่ต้องลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลควบคู่กันด้วย เพราะที่ผ่านมา แม้พลังงานหมุนเวียนเติบโตเร็ว การปล่อยคาร์บอนจากฟอสซิลก็ยังเพิ่มขึ้น

รายงานประเมินว่า หากต้องการให้โลกร้อนเกินเป้าหมายน้อยที่สุด การผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินต้องลดลงอย่างน้อย 75% ภายในปี 2035 และ 95% ภายในปี 2040 เมื่อเทียบกับปี 2025 พร้อมลดการปล่อยก๊าซจากภาคพลังงาน อุตสาหกรรม และอาคาร รวมถึงก๊าซชนิดอื่น โดยเฉพาะมีเทน

ก่อนการประชุม COP31 ซึ่งจะจัดขึ้นที่เมืองอันตัลยา ประเทศตุรกี ระหว่างวันที่ 9-20 พฤศจิกายน ประเทศกำลังพัฒนาบางแห่งที่เสี่ยงได้รับผลกระทบรุนแรงจากโลกร้อนกล่าวหาว่า ประเทศผู้ปล่อยก๊าซรายใหญ่กำลังละทิ้งเป้าหมายของความตกลงปารีส

โมฮาเหม็ด อาโดว์ ผู้อำนวยการ Power Shift Africa มองว่า นี่คือความล้มเหลวครั้งประวัติศาสตร์ของผู้นำทางการเมือง เพราะรัฐบาลยังเลือกชะลอการลงมือทำ ทั้งที่นักวิทยาศาสตร์เตือนชัดเจนมาหลายทศวรรษแล้ว โดยความล่าช้านี้มีชีวิตผู้คนเป็นราคาที่ต้องจ่าย

กูเตอร์เรสยอมรับว่า โลกยังขาดภาวะผู้นำในการแก้ปัญหา แต่ย้ำว่า การร้อนเกิน 1.5 องศาไม่ได้หมายความว่าต้องยอมแพ้ เพราะการตัดสินใจวันนี้ยังมีผลว่าโลกจะร้อนขึ้นมากเพียงใด จะร้อนเกินเป้าหมายนานเท่าไร และผู้คนทั่วโลกจะต้องเผชิญความเสียหายหนักแค่ไหนในอีกหลายทศวรรษข้างหน้า


แชร์
หนีโลกเดือดไม่พ้น! UNชี้อุณหภูมิขึ้นทะลุ 1.5องศาแน่ ภัยพิบัติจะแรงขึ้น