
ชาวอิสราเอลเตรียมตัวลงคะแนนเลือกตั้งสมาชิกรัฐสภาในวันที่ 27 ตุลาคม (วันนี้) นี่คือการเลือกตั้งครั้งแรกของประเทศนับตั้งแต่เหตุโจมตีของกลุ่มฮามาสเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2566 ที่นำความขัดแย้งมาสู่ตะวันออกกลาง
ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของเบนจามิน เนทันยาฮูตอนนี้กำลังสั่นคลอน จากคู่แข่งสายกลางที่เข้ามาสัญญาว่าจะพาประเทศไปสู่ยุคใหม่ และดีกว่าเดิม
แต่อย่างไรก็ตาม ไม่มีใครสามารถรู้อนาคตได้อย่างแน่ชัด มีเพียงผลโหวตในวันที่ 27 เท่านั้นที่จะให้คำตอบเราได้
การเลือกตั้งจะเริ่มขึ้นเวลา 7.00 โมงเช้า และจบลงตอนเวลา 22.00 ตามเวลาท้องถิ่น หลังปิดหีบ สถานีโทรทัศน์อิสราเอลจะเผยแพร่ผลสำราจหน้าคูหาเลือกตั้งทันที เพื่อให้ประชาชนเห็นแน้วโน้มเบื้องต้นของผลการเลือกตั้ง
การนับผลการเลือกตั้งวันสุดท้ายคาดว่าจะจบลงในวันที่ 30 ตุลาคม และจะประกาศผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการในวันที่ 4 พฤศจิกายน
รัฐสภาอิสราเอล หรือ Knesset มีสมาชิกทั้งหมด 120 คน โดยปกติแล้วจะมีการเลือกตั้งทุก ๆ 4 ปี แต่ที่ผ่านมา อิสราเอลมีการประกาศเลือกตั้งก่อนกำหนดอยู่บ่อยครั้ง
ประชาชนที่จะมีจะสิทธิเลือกตั้งคือ ชาวอิสราเอลที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป โดยจะเป็นคนลงคะแนนเลือกสมาชิกรัฐสภาโดยตรง ซึ่งการเลือกนั้นจะเลือกพรรคการเมืองที่ต้องการ ไม่ใช่รายบุคคล และในการนับคะแนน ทั้งประเทศถือเป็น ‘เขตเลือกตั้งเดียว’ โดยใช้คะแนนเสียงจากทั่วประเทศในการคำนวณจำนวนที่นั่งในสภา
ในการจัดสรรที่นั่ง 120 ที่นั่งจะยึดตามสัดส่วนคะแนนเสียงที่ได้รับ โดยพรรคการเมืองที่จะได้นั่งสภาจะต้องได้รับคะแนนเสียงอย่างน้อย 3.25% จึงจะมีสิทธิได้รับการจัดสรรที่นั่งในสภา
การเลือกตั้งครั้งนี้ มีประมาณ 12 พรรคที่ถูกมองว่ามีโอกาสผ่านเกณฑ์ ดังนั้นการนับคะแนน และการจัดสรรที่นั่งในสภาจึงต้องใช้เวลา
หลังนับคะแนนสุดท้ายเสร็จ ไอแซก เฮอร์ซ็อก ประธานาธิบดีของอิสราเอลจะร่วมปรึกษาหารือกับผู้นำพรรคการเมืองว่า ‘ใครบ้างที่เหมาะจะเป็นนายกรัฐมนตรี’ และเขาจะเป็นคนเลือกคนที่เขาเห็นว่าเหมาะสมมากที่สุด และผู้ถูกเลือกจะมีเวลาทั้งหมด 42 วันในการจัดตั้งรัฐบาล
แต่ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ไม่เคยมีพรรคการเมืองไหนที่ได้รับเสียงข้างมาก และชนะอย่างเด็ดขาด ทำให้รัฐบาลถูกจัดตั้งในรูปแบบของการรวมพรรคการเมืองหลายพรรคเข้าด้วยกัน
นี่คือจุดที่ทำให้พรรคขนาดเล็กก็สามารถมีบทบาทที่ยิ่งใหญ่ได้ในรัฐสภา เพราะเสียงเหล่านั้นอาจเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีเสียงข้างมาก พรรคเล็กก็อาจจะเป็นผู้ตัดสินว่าใครจะได้จัดตั้งรัฐบาล
และนี่ทำให้การเจรจาในขั้นตอนนี้ใช้เวลาหลายอาทิตย์เลยทีเดียว
ถ้าหากผู้ที่ถูกประธานาธิบดีเลือกจัดตั้งรัฐบาลไม่สำเร็จ ผู้สมัครคนอื่นก็จะมีสิทธิ์ลอง และหากจบในรูปแบบที่ไม่สามารถสร้างเสียงข้างมากได้ ก็จะมีการเลือกตั้งใหม่อีกครั้งหนึ่ง โดยคณะรัฐมนตรีในปัจจุบันก็จะยังคงรักษาตำแหน่ง และหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะสามารถจัดตั้งรัฐบาลใหม่ได้สำเร็จ