
ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน เปิดการประชุมสำคัญของบรรดาผู้นำระดับสูงของพรรคคอมมิวนิสต์จีนในกรุงปักกิ่งเมื่อวันจันทร์ที่ 26 ตุลาคม โดยนักวิเคราะห์จะจับตาการประชุมครั้งนี้อย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินทิศทางของประเทศและแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงตัวผู้นำในอนาคต
สำหรับการประชุมครั้งนี้ เรียกว่า “การประชุมเต็มคณะครั้งที่ 5” หรือ Fifth Plenum โดยสมาชิกคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน ซึ่งเป็นพรรครัฐบาลราว 300 คน เข้าร่วม โดยสื่อทางการระบุว่า เป้าหมายสำคัญคือการยกระดับวินัยภายในพรรคให้เข้มงวดมากขึ้น
มาตรการดังกล่าวครอบคลุมถึงการลดปัญหาคอร์รัปชัน ตลอดจนเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและความจงรักภักดีของเจ้าหน้าที่พรรค
สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า สี จิ้นผิง เป็นผู้เปิดการประชุมเมื่อวันจันทร์ พร้อมนำเสนอร่างมติของคณะกรรมการกลาง ซึ่งกำหนด “แผนยุทธศาสตร์เพื่อเสริมสร้างการกำกับดูแลตนเองของพรรคอย่างเข้มงวดและครอบคลุม”
การประชุมจัดขึ้นเป็นการภายในภายใต้มาตรการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด ทำให้ยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดมากนักจนกว่าจะสิ้นสุดการประชุมในวันพฤหัสบดี อย่างไรก็ตาม ช่วงเวลาที่จัดการประชุมครั้งนี้ถือว่ามีความสำคัญอย่างยิ่ง
การประชุมเต็มคณะครั้งที่ 5 เกิดขึ้นก่อนการประชุมสมัชชาใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์จีนครั้งสำคัญในปีหน้า ซึ่งคาดว่าสี จิ้นผิง วัย 73 ปี จะได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งผู้นำต่อเป็นสมัยที่ 4 สร้างประวัติศาสตร์ทางการเมือง พร้อมกำกับดูแลการปรับเปลี่ยนตำแหน่งผู้นำระดับสูงของประเทศ
สื่อรายงานว่า การประชุมดังกล่าวกลายเป็นเวทีสำคัญที่ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ใช้ตอกย้ำอำนาจและควบคุมกลไกภายในพรรค ก่อนเข้าสู่การประชุมสมัชชาพรรคครั้งที่ 21 ในปี 2027 ซึ่งคาดว่าจะเป็นช่วงเวลาสำคัญในการจัดวางผู้นำจีนชุดต่อไป
หัวใจสำคัญของการประชุมครั้งนี้ คือการผลักดันแนวทาง “การกำกับดูแลพรรคอย่างเข้มงวดและครอบคลุม” โดยเน้นย้ำวินัย ความซื่อสัตย์ ความภักดี และประสิทธิภาพของเจ้าหน้าที่ เพื่อให้แน่ใจว่าบุคลากรในพรรคจะปฏิบัติตามคำสั่งจากส่วนกลางอย่างจริงจัง ไม่ใช่เพียงแสดงท่าทีว่าเห็นด้วย แต่กลับไม่ดำเนินการตามนโยบายในทางปฏิบัติ
ตลอด 14 ปีที่ผ่านมา สี จิ้นผิง ดำเนินการปราบปรามคอร์รัปชันอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ระดับสูงและสมาชิกคณะกรรมการกลางจำนวนมากถูกลงโทษหรือถูกสอบสวน การประชุมครั้งนี้จึงเป็นอีกก้าวในการเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบบุคลากร และเสริมสร้างการควบคุมของผู้นำต่อระบบราชการและพรรคคอมมิวนิสต์
อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญอยู่ที่กองทัพจีน ซึ่งได้รับผลกระทบจากการกวาดล้างผู้นำระดับสูงอย่างหนัก โดยสมาชิกคณะกรรมาธิการการทหารส่วนกลาง 5 คนจากทั้งหมด 7 คนที่ได้รับแต่งตั้งในปี 2022 ถูกปลดหรือถูกกวาดล้าง ขณะที่ตำแหน่งสำคัญหลายตำแหน่งยังว่างอยู่ ทำให้การประชุมครั้งนี้ถูกจับตาว่าจะมีการแต่งตั้งผู้นำทหารชุดใหม่ หรือปรับโครงสร้างการควบคุมกองทัพหรือไม่
สำหรับผลการประชุมอย่างเป็นทางการ ข่าวที่รายงานเมื่อวันที่ 26 ตุลาคมยังไม่ได้ระบุข้อสรุปสุดท้าย โดยการประชุมมีกำหนดสิ้นสุดในวันที่ 29 ตุลาคม และจะมีการเผยแพร่สรุปผลหลังจากนั้น สิ่งที่ต้องติดตามคือ พรรคคอมมิวนิสต์จีนจะกำหนดมาตรการควบคุมเจ้าหน้าที่เพิ่มเติมอย่างไร และจะจัดการกับตำแหน่งผู้นำที่ว่างลงจากการกวาดล้างครั้งใหญ่เพียงใด
ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในช่วงที่จีนกำลังเผชิญความท้าทายทางเศรษฐกิจ ทั้งการใช้จ่ายภายในประเทศที่อ่อนแอและวิกฤตภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ยืดเยื้อ ขณะที่ความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ ยังคงตึงเครียด การประชุมครั้งนี้จึงไม่ได้มีความหมายเพียงการย้ำวินัยภายในพรรค แต่ยังสะท้อนความพยายามของสี จิ้นผิง ในการรักษาเสถียรภาพและจัดระเบียบอำนาจของจีน ท่ามกลางแรงกดดันทั้งภายในและภายนอกประเทศ
https://www.channelnewsasia.com/east-asia/china-communist-party-fifth-plenum-talks-6492186