Logo site Amarintv 34HD
logo duooneLogo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
ย้อนประวัติศาสตร์ ทำไมมักนึกถึง "ฝรั่งเศส" เมื่อพูดถึงการประท้วง?
โดย : กองบรรณาธิการ SPOTLIGHT

ย้อนประวัติศาสตร์ ทำไมมักนึกถึง "ฝรั่งเศส" เมื่อพูดถึงการประท้วง?

19 ต.ค. 69
16:29 น.
แชร์

สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ภาพการประท้วงที่เกิดขึ้นในกรุงปารีส และเมืองใหญ่อื่น ๆ ของฝรั่งเศส เรียกความสนใจจากผู้คนทั่วโลก หลายคนต่างสนใจใคร่รู้ว่า เกิดอะไรขึ้นในเมืองน้ำหอมและแฟชั่นแห่งนี้ แต่หากเราย้อนกลับไปดูประวัติศาสตร์ของฝรั่งเศส สิ่งที่เคียงคู่ประเทศแห่งนี้นอกจากในฐานะเมืองแห่งแฟชันแล้ว การประท้วงก็คืออะไรที่ปรากฏอยู่บ่อยครั้ง ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ในยามที่ฝรั่งเศสเผชิญกับความขัดแย้งทางสังคม 

ไม่ว่าจะเป็นการประท้วงต่อต้านการปฏิรูประบบบำนาญในปี 2023 ขบวนการเสื้อกั๊กเหลือง (Yellow Vests) ที่เริ่มต้นในปี 2018 หรือการเคลื่อนไหวของนักศึกษาและแรงงานในอดีต ฝรั่งเศสมักกลายเป็นหนึ่งในประเทศแรก ๆ ที่ผู้คนนึกถึงเมื่อพูดถึงการชุมนุมประท้วงครั้งใหญ่ แต่เหตุใดการประท้วงจึงมีบทบาทโดดเด่นในสังคมฝรั่งเศส และอะไรทำให้ประชาชนจำนวนมากพร้อมออกมาบนท้องถนนเพื่อแสดงจุดยืน?

จากการปฏิวัติฝรั่งเศส สู่ความเชื่อว่าประชาชนมีสิทธิท้าทายอำนาจ

หากต้องการเข้าใจวัฒนธรรมการประท้วงของฝรั่งเศส เราอาจจะต้องย้อนกลับไปถึงการปฏิวัติฝรั่งเศสในปี 1789 ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของประวัติศาสตร์การเมืองยุโรป การลุกฮือในครั้งนั้นท้าทายระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์และอภิสิทธิ์ของชนชั้นปกครอง พร้อมผลักดันแนวคิดเรื่องเสรีภาพ ความเสมอภาค และอำนาจอธิปไตยของประชาชนให้กลายเป็นประเด็นสำคัญทางการเมือง

แม้การปฏิวัติไม่ได้ทำให้ฝรั่งเศสกลายเป็นประชาธิปไตยที่มั่นคงในทันที และประเทศยังเผชิญความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองอีกหลายครั้งตลอดศตวรรษต่อมา แต่ประวัติศาสตร์ดังกล่าวได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของความทรงจำร่วมของชาติ แนวคิดที่ว่าประชาชนสามารถรวมตัวกันเพื่อต่อต้านอำนาจที่มองว่าไม่เป็นธรรมหรือเรียกร้องให้รัฐเปลี่ยนแปลงนโยบาย จึงมีรากฐานทางประวัติศาสตร์ที่ยาวนาน

แต่สาเหตุสำคัญที่นำไปสู่การปฎิวัติดังกล่าวก็ประกอบไปด้วยปัจจัยหลากหลาย ทั้งวิกฤตทางสังคม การขาดแคลนอาหาร และความเหลื่อมล้ำของชนชั้น  

และในท้ายที่สุด การปฏิบัติฝรั่งเศสนำไปสู่การล้มล้างระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์และระบบศักดินา การแพร่กระจายของแนวคิดเรื่องสิทธิเสรีภาพ ความเสมอภาค และภราดรภาพ รวมถึงวางรากฐานให้กับระบอบประชาธิปไตยสมัยใหม่ทั่วโลก 


พฤษภาคม 1968 จุดเปลี่ยนที่ทำให้การประท้วงกลายเป็นภาพจำระดับโลก

เหตุการณ์พฤษภาคม 1968 หรือ “Mai 68” เป็นหนึ่งในเหตุการณ์สำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์สังคมการเมืองสมัยใหม่ของฝรั่งเศส เมื่อการประท้วงของนักศึกษาขยายตัวเป็นการนัดหยุดงานครั้งใหญ่ของแรงงานทั่วประเทศ จนกิจกรรมทางเศรษฐกิจและชีวิตประจำวันหยุดชะงัก พร้อมท้าทายอำนาจรัฐและระเบียบสังคมที่ดำรงอยู่ในขณะนั้น

จุดเริ่มต้นของความเคลื่อนไหวมาจากความไม่พอใจของนักศึกษาต่อระบบการศึกษาและอำนาจแบบดั้งเดิม โดยมีการประท้วงและปะทะกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในช่วงต้นเดือนพฤษภาคม 1968 ก่อนที่กระแสต่อต้านจะขยายตัวไปยังกลุ่มแรงงานและประชาชนในวงกว้าง เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม นักศึกษาและแรงงานจำนวนมากออกมาชุมนุมร่วมกัน ขณะที่การนัดหยุดงานแพร่กระจายไปยังโรงงาน สถานประกอบการ และบริการสาธารณะ

ข้อมูลจากนักประวัติศาสตร์มิเชล ซานคารินี-ฟูร์เนล ระบุว่า การนัดหยุดงานครั้งนั้นมีลูกจ้างเข้าร่วมราว 7 ล้านคน ถือเป็นการนัดหยุดงานทั่วไปครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ฝรั่งเศส ส่งผลให้ระบบขนส่งและกิจกรรมทางเศรษฐกิจจำนวนมากหยุดชะงัก ขณะเดียวกัน วิกฤตการณ์ก็ขยายจากปัญหาสังคมไปสู่ความท้าทายทางการเมืองต่อรัฐบาลของประธานาธิบดีชาร์ล เดอ โกล ก่อนที่การชุมนุมและการนัดหยุดงานจะค่อย ๆ ลดลงในเดือนมิถุนายน หลังรัฐบาลประกาศยุบสมัชชาแห่งชาติและจัดการเลือกตั้งใหม่

เหตุผลที่เหตุการณ์นี้ยังมีความสำคัญต่อชาวฝรั่งเศส ไม่ใช่เพียงเพราะทำให้ประเทศหยุดชะงัก แต่เพราะเป็นช่วงเวลาที่ผู้คนจากหลายกลุ่มทางสังคมลุกขึ้นตั้งคำถามต่ออำนาจและความไม่เท่าเทียม นักศึกษา แรงงาน เกษตรกร พนักงานสำนักงาน และผู้บริหาร ต่างเข้ามาอยู่ในพื้นที่การเคลื่อนไหวเดียวกัน พร้อมเรียกร้องให้เสียงของประชาชนได้รับการรับฟังมากขึ้น เหตุการณ์จึงกลายเป็นสัญลักษณ์ของการท้าทายลำดับชั้นทางสังคมและการเปิดพื้นที่ให้ผู้คนตั้งคำถามต่อระบบเดิม

ผลกระทบยังปรากฏต่อเนื่องหลังการประท้วงสิ้นสุดลง ทั้งการขึ้นค่าจ้างแรงงาน การรับรองบทบาทของสหภาพแรงงานภายในสถานประกอบการ และการเปลี่ยนแปลงระบบมหาวิทยาลัย นอกจากนี้ นักประวัติศาสตร์ยังมองว่าความเคลื่อนไหวในปี 1968 เป็นส่วนหนึ่งของบริบททางสังคมที่ช่วยเปิดทางให้เกิดการเปลี่ยนแปลงด้านสิทธิสตรีและชีวิตครอบครัวในเวลาต่อมา แม้การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้จะเกิดจากการต่อสู้และปัจจัยหลายประการ ไม่ใช่ผลจากการประท้วงเพียงครั้งเดียว

มรดกของ Mai 68 ยังอยู่ในความทรงจำร่วมของสังคมฝรั่งเศส ทุกครั้งที่เกิดความขัดแย้งทางสังคมครั้งใหญ่ ผู้คนมักย้อนกลับไปเปรียบเทียบกับเหตุการณ์ครั้งนั้น เพราะมันแสดงให้เห็นว่า การประท้วงสามารถเริ่มต้นจากข้อเรียกร้องของคนกลุ่มหนึ่ง ก่อนขยายตัวเป็นคำถามระดับประเทศเกี่ยวกับอำนาจ ความเสมอภาค และสิทธิในการมีส่วนร่วมกำหนดอนาคตของสังคม

จากเสื้อกั๊กเหลืองถึงการปฏิรูประบบบำนาญ

ในปี 2018 ขบวนการเสื้อกั๊กเหลืองเริ่มต้นจากความไม่พอใจต่อราคาน้ำมันเชื้อเพลิงและภาระภาษี ก่อนขยายไปสู่ประเด็นค่าครองชีพ ความเหลื่อมล้ำ และความรู้สึกว่ารัฐบาลไม่ได้ตอบสนองต่อปัญหาของคนทำงานและประชาชนที่อยู่นอกเมืองใหญ่ได้อย่างเพียงพอ การเคลื่อนไหวครั้งนี้ยังแสดงให้เห็นว่า การประท้วงครั้งใหญ่ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากสหภาพแรงงานหรือพรรคการเมืองเสมอไป เพราะสื่อสังคมออนไลน์สามารถช่วยให้ผู้คนที่มีความไม่พอใจคล้ายกันรวมตัวกันได้ 

ต่อมาในปี 2023 ฝรั่งเศสเผชิญการประท้วงครั้งใหญ่ต่อต้านการปฏิรูประบบบำนาญของรัฐบาล ซึ่งรวมถึงการปรับอายุเกษียณตามกฎหมายจาก 62 ปีเป็น 64 ปี ผู้คัดค้านจำนวนมากมองว่าการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเพิ่มภาระให้แรงงาน โดยเฉพาะผู้ที่ทำงานหนักหรือเริ่มทำงานตั้งแต่อายุน้อย ขณะที่รัฐบาลให้เหตุผลว่าการปฏิรูปมีความจำเป็นต่อความยั่งยืนทางการเงินของระบบบำนาญ

จนกระทั่งมาถึงการประท้วงล่าสุด โดยเมื่อวันที่ 18 ตุลาคมที่ผ่านมา มีกลุ่มผู้ชุมนุมจำนวน 550,000 คนลงถนนประท้วงเกี่ยวกับนโยบายรัฐบาลเกี่ยวกับค่าครองชีพ บริการสาธารณะ และการศึกษา ก่อนลุกลามสู่เหตุจลาจล และการปล้นสะดมที่ร้ายแรง และยังคงต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน


ฝรั่งเศสประท้วงบ่อยกว่าประเทศอื่นจริงหรือไม่?

แม้ภาพการประท้วงในฝรั่งเศสจะโดดเด่นในสื่อระหว่างประเทศ แต่การกล่าวว่าฝรั่งเศสเป็นประเทศที่ประท้วงมากที่สุดในโลกจำเป็นต้องมีข้อมูลเปรียบเทียบที่ชัดเจน ทั้งจำนวนการชุมนุม จำนวนผู้เข้าร่วม ระยะเวลาของการนัดหยุดงาน และผลกระทบต่อสังคม เพราะแต่ละประเทศมีรูปแบบการประท้วงและวิธีเก็บสถิติแตกต่างกัน 

และถ้าหากไปดูข้อมูลล่าสุดเผยแพร่วันที่ 12 มิถุนายน 2026 จะพบว่า ในไตรมาสแรกของปี 2026 โปรตุเกสมีการนัดหยุดงาน 234 ครั้ง อิตาลี 190 ครั้ง สเปน 108 ครั้ง และฝรั่งเศส 105 ครั้ง ในกลุ่มประเทศสมาชิก EU จำนวน 7 ประเทศที่นำมาวิเคราะห์ นั่นหมายความว่า ฝรั่งเศสไม่ใช่ประเทศที่มีการประท้วงและนัดหยุดงานบ่อยที่สุด

แต่สิ่งที่ทำให้ฝรั่งเศสกลายเป็นภาพจำ อาจจะขนาดของการระดมมวลชน บทบาทของสหภาพแรงงาน ความสามารถในการทำให้ระบบขนส่งหรือบริการสาธารณะหยุดชะงัก และประวัติศาสตร์การเคลื่อนไหวที่ถูกจดจำมาอย่างยาวนาน

อย่างเมื่อตอนที่เกิดการประท้วงเสื้อกั๊กเหลือง ผู้เชี่ยวชาญด้านประชานิยมบอกอย่างชัดเจนว่า นี่เป็นรูปแบบการเคลื่อนไหวที่เกิดซ้ำมาแล้วตลอดกว่า 300 ปี และเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องเล่าทางประวัติศาสตร์ที่หล่อหลอมอัตลักษณ์ของฝรั่งเศสยุคใหม่

แคเธอรีน ฟีเอสกี ผู้อำนวยการ Counterpoint บริษัทที่ปรึกษาด้านการวิจัยในกรุงลอนดอน กล่าวว่า “ผู้คนย่อมหยิบเครื่องมือที่ตัวเองมีมาใช้ ในฝรั่งเศสมีประเพณีการลุกฮือปฏิวัติที่ฝังรากลึก เมื่อชาวฝรั่งเศสโกรธแค้น นี่จึงเป็นเครื่องมือที่พวกเขาเลือกใช้ เราเห็นเรื่องนี้มาแล้วในปี 1789 ปี 1871 และเดือนพฤษภาคม 1968 และตอนนี้เราก็กำลังเห็นมันเกิดขึ้นอีกครั้ง”

ขณะที่การประท้วงยังดำเนินต่อไป ฟีเอสกีมองเห็นความคล้ายคลึงทางประวัติศาสตร์กับเหตุการณ์จลาจลเรื่องขนมปังในอังกฤษช่วงศตวรรษที่ 18 เมื่อประชาชนไม่ได้รู้สึกเพียงหิวโหย แต่ยังโกรธแค้นรัฐบาลที่ควรมีหน้าที่รักษาความเป็นธรรมและระเบียบทางศีลธรรมในสังคม

เธอกล่าวว่า “มีกฎเกณฑ์ทางศีลธรรมที่ไม่ได้เขียนไว้ว่า ผู้มีอำนาจควรต้องรักษาความยุติธรรมและความสมดุลให้แก่ทุกคน ผู้คนจะโกรธแค้นเมื่อรู้สึกว่าวิธีการบริหารจัดการสิ่งต่าง ๆ กำลังขัดต่อหลักศีลธรรม”

ด้านเจมส์ สโลม อาจารย์ด้านการเมืองและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจากมหาวิทยาลัยรอยัลฮอลโลเวย์ ใกล้กรุงลอนดอน อธิบายว่า โครงสร้างทางการเมืองของฝรั่งเศสที่รวมศูนย์อำนาจสูงและมีความแตกขั้ว ทำให้รัฐบาลกลายเป็นเป้าหมายที่ชัดเจนของความไม่พอใจจากประชาชน

“ในฝรั่งเศส รัฐมีบทบาทอย่างมากต่อชีวิตประจำวัน เมื่อเกิดปัญหาความเหลื่อมล้ำหรือสิ่งที่ประชาชนมองว่าเป็นความเหลื่อมล้ำ ปฏิกิริยาโดยอัตโนมัติคือการกล่าวโทษรัฐ และในฝรั่งเศสแตกต่างจากประเทศอื่นตรงที่ เมื่อเกิดการประท้วงบนท้องถนนแล้ว สิ่งต่าง ๆ สามารถเปลี่ยนแปลงได้จริง” สโลมกล่าว


https://www.abc.net.au/news/2018-12-18/why-france-has-more-protests-than-britain-or-germany/10626198

https://news.cnrs.fr/articles/1968-a-turning-point-in-history

แชร์
ย้อนประวัติศาสตร์ ทำไมมักนึกถึง "ฝรั่งเศส" เมื่อพูดถึงการประท้วง?