
ราคาทองคำในตลาดโลก (XAU/USD) ปรับตัวลงมาอยู่ใกล้ระดับ 3,995 ดอลลาร์ในช่วงต้นการซื้อขายตลาดเอเชียวันจันทร์ ก่อนจะขึ้นมาอยู่ที่ระดับประมาณ 4,009 ดอลลาร์ในเวลา 11.30 น. ประเทศไทย โดยยังเผชิญแรงขายและเคลื่อนไหวใกล้ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ท่ามกลางความกังวลว่าราคาพลังงานที่สูงขึ้นจะเพิ่มแรงกดดันเงินเฟ้อ และส่งผลต่อการตัดสินใจด้านดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด
แรงกดดันดังกล่าวเกิดขึ้นหลังราคาน้ำมันดิบ WTI ขึ้นไปแตะระดับสูงสุดในรอบกว่า 5 เดือน หลังกลุ่มฮูตีโจมตีในซาอุดีอาระเบีย ซึ่งทำให้ตลาดกังวลว่าอุปทานพลังงานอาจเผชิญการหยุดชะงักเพิ่มเติม ขณะที่ความไม่แน่นอนในตะวันออกกลางยังอยู่ในระดับสูง
ข้อมูลจากเครื่องมือ CME FedWatch ระบุว่า ตลาดให้น้ำหนัก 90.6% ที่เฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมครั้งถัดไป แต่ขณะเดียวกันก็ประเมินโอกาสที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยในเดือนธันวาคมไว้สูงถึง 79.4% สะท้อนว่าความกังวลเรื่องการกลับมาใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดขึ้นยังเป็นปัจจัยกดดันทองคำ
สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังเป็นประเด็นสำคัญที่ตลาดติดตาม หลังโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวในช่วงสุดสัปดาห์ว่า ใกล้ถึงเวลาที่ต้องตัดสินใจว่าจะทำข้อตกลงกับอิหร่านหรือกลับมาโจมตีอีกครั้ง ขณะที่ภัยคุกคามจากอิหร่านและกลุ่มฮูตีต่อชาวอเมริกันในภูมิภาคยังเพิ่มขึ้น
ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นทำให้ผู้ลงทุนกังวลว่าเฟดอาจต้องคงดอกเบี้ยในระดับที่เข้มงวดนานขึ้น หรือปรับขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติม แม้ตลาดยังมองว่าการขึ้นดอกเบี้ย 0.25 จุดเปอร์เซ็นต์ในการประชุมครั้งถัดไปมีโอกาสเกิดขึ้นเพียงเล็กน้อย แต่การเดิมพันว่าเฟดจะขึ้นดอกเบี้ยในเดือนธันวาคมกลับเพิ่มขึ้น
แนวโน้มดอกเบี้ยที่สูงขึ้นเป็นแรงกดดันต่อทองคำ เพราะทองคำไม่จ่ายดอกเบี้ย เมื่ออัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น สินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ยจึงมีความน่าสนใจมากขึ้นเมื่อเทียบกับการถือครองทองคำ
ไรอัน แมคเคย์ นักกลยุทธ์สินค้าโภคภัณฑ์อาวุโสของ TD Securities ระบุว่า ความกังวลเกี่ยวกับราคาน้ำมัน อัตราดอกเบี้ย และทิศทางนโยบายของเฟดกำลังกดดันทองคำ นอกจากนี้ กระแสเงินลงทุนยังเป็นลบ โดยแรงขายจำนวนมากจากกลุ่ม CTA ยิ่งเพิ่มแรงกดดันต่อราคา
นักกลยุทธ์ของ OCBC ระบุว่า ทองคำเผชิญแรงขายระลอกใหม่ในการซื้อขายข้ามคืน โดยราคาลดลงมากกว่า 2.5% แม้ตลาดการเงินในวงกว้างจะผันผวนจากแรงเทขายหุ้นเทคโนโลยีทั่วโลกก็ตาม
OCBC มองว่า ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ที่พุ่งขึ้นจากความกังวลด้านอุปทานในตะวันออกกลางเพิ่มความเสี่ยงเงินเฟ้อ และทำให้ตลาดคาดว่าเฟดอาจต้องคงดอกเบี้ยในระดับที่เข้มงวดต่อไปนานกว่าที่คาด ซึ่งซ้ำเติมแรงกดดันต่อทองคำ
สิ่งที่ธนาคารเห็นว่าน่าจับตาคือ ราคาทองคำยังอ่อนตัวลง แม้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ จะลดลงอย่างมาก สะท้อนว่าทั้งผลตอบแทนพันธบัตรที่ลดลงและความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ที่สูงขึ้นยังไม่เพียงพอที่จะพยุงราคาทองคำ และความเชื่อมั่นในระยะสั้นยังเปราะบาง
ด้วยเหตุนี้ OCBC จึงยังมีมุมมองระมัดระวังต่อทองคำในระยะใกล้ โดยประเมินว่าราคาน้ำมันที่ผ่อนคลายลงและอัตราผลตอบแทนที่แท้จริงซึ่งลดลงเพิ่มเติมอาจช่วยให้ราคาทองคำเริ่มทรงตัวได้ อย่างไรก็ตาม ธนาคารต้องการเห็นราคาทองคำตอบสนองต่อปัจจัยสนับสนุนได้ดีขึ้น ก่อนจะปรับมุมมองระยะสั้นให้เป็นบวกมากขึ้น
ด้านวอร์ช ประธานเฟด ยังไม่ระบุล่วงหน้าว่าการประชุมเดือนตุลาคมและธันวาคมจะตัดสินใจอย่างไร ทำให้เส้นทางนโยบายการเงินยังไม่ชัดเจน และจำกัดการเปลี่ยนแปลงคาดการณ์เกี่ยวกับค่าเงินดอลลาร์ในทันทีหลังถ้อยแถลง
วอร์ชยอมรับว่าบทเรียนจากวิกฤตการเงินโลกอาจทำให้เขาระมัดระวังมากเกินไป พร้อมกล่าวถึงการลงทุนที่เพิ่มขึ้นจาก “นโยบายที่ดี” และความไม่แน่นอนของผลกระทบจาก AI ต่อการจ้างงาน ถ้อยแถลงดังกล่าวสะท้อนการให้น้ำหนักทั้งโอกาสเติบโตในระยะยาวและความเสี่ยงที่อาจกระทบเศรษฐกิจ
FXS Speechtracker ประเมินถ้อยแถลงของวอร์ชไว้ที่ 5.6 จาก 10 คะแนน ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตที่ 6.1 คะแนนเล็กน้อย ขณะที่ดัชนี FXS Fed Sentiment Index ไม่เปลี่ยนแปลง โดยอยู่ที่ 127.51 ซึ่งยังสะท้อนการรับรู้ว่าเฟดมีท่าทีเข้มงวดด้านนโยบายการเงิน
การประเมินของ FXS จึงชี้ว่าตลาดยังไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญในแนวทางที่เฟดใช้ตอบสนองต่อภาวะเศรษฐกิจ โดยการให้ความสำคัญกับเสถียรภาพราคาและการเฝ้าระวังความเสี่ยงต่อเสถียรภาพทางการเงินยังเป็นปัจจัยสนับสนุนดอลลาร์
ในเชิงเทคนิค กราฟรายวันของ XAU/USD ยังมีแนวโน้มเป็นลบในระยะสั้น เนื่องจากราคาอยู่ต่ำกว่าเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่อย่างง่าย 100 วัน หรือ SMA และเส้นกึ่งกลาง Bollinger Bands ระยะ 20 วัน อีกทั้งยังเคลื่อนไหวต่ำกว่ากรอบล่างของ Bollinger Bands ซึ่งสะท้อนแรงกดดันด้านราคาอย่างต่อเนื่อง
ขณะที่ดัชนีความแข็งแกร่งสัมพัทธ์ หรือ RSI ระยะ 14 วัน อยู่ที่ 34.13 สูงกว่าเขตขายมากเกินไปเพียงเล็กน้อย บ่งชี้ว่าแรงขายยังมีอิทธิพลต่อทิศทางราคา
หากราคาฟื้นตัว แนวต้านแรกอยู่บริเวณ 4,015 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นกรอบล่างของ Bollinger Bands ตามด้วยเส้นกึ่งกลางหรือเส้นค่าเฉลี่ย 20 วันที่ 4,130 ดอลลาร์ ส่วนบริเวณ 4,220 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นเส้น SMA 100 วัน และ 4,240 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นกรอบบนของ Bollinger Bands เป็นโซนแนวต้านสำคัญที่ราคาต้องกลับขึ้นไปยืนให้ได้ เพื่อลดน้ำหนักของแนวโน้มขาลงและเปิดทางให้การฟื้นตัวมีความต่อเนื่องมากขึ้น
อ้างอิง: TMGM