Logo site Amarintv 34HD
logo duooneLogo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
ส่งออกน้ำมันฟื้นเกือบปกติ แต่ราคายังพุ่งเกือบ 10% สงครามไม่จบ ขนส่งแพง
โดย : กองบรรณาธิการ SPOTLIGHT

ส่งออกน้ำมันฟื้นเกือบปกติ แต่ราคายังพุ่งเกือบ 10% สงครามไม่จบ ขนส่งแพง

23 ต.ค. 69
11:45 น.
แชร์

การส่งออกน้ำมันดิบจากอ่าวเปอร์เซียในเดือนตุลาคมฟื้นตัวกลับมาใกล้ระดับก่อนสงครามอิหร่านแล้ว แต่ราคาน้ำมันกลับไม่ได้ลดลงตาม โดยทั้งน้ำมันดิบเบรนท์และเวสต์เท็กซัส อินเตอร์มีเดียต หรือ WTI ปรับขึ้นเกือบ 10% นับตั้งแต่ต้นเดือน สะท้อนว่าตลาดยังไม่คลายความกังวลต่อสถานการณ์ในภูมิภาค

แม้น้ำมันจะส่งออกได้มากขึ้น แต่การขนส่งส่วนหนึ่งยังต้องอาศัยเส้นทางที่ซับซ้อนและมีต้นทุนสูง ขณะที่การโจมตีเรือและโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานยังเป็นความเสี่ยงต่อการส่งออกที่เพิ่งฟื้นตัว

ในเวลาเดียวกัน สต็อกน้ำมันดิบเชิงพาณิชย์ของสหรัฐลดลงติดต่อกันสามสัปดาห์ ทำให้ตลาดยิ่งอ่อนไหวต่อการส่งออกที่อาจสะดุดจากการโจมตีครั้งใหม่ แม้น้ำมันจะไหลออกจากภูมิภาคได้มากขึ้นแล้วก็ตาม

ส่งออกฟื้นใกล้ก่อนสงคราม แต่ราคายังปรับขึ้น

ข้อมูลที่รวบรวมโดย TankerTrackers.com บริษัทด้านข่าวกรองทางทะเลที่ติดตามการขนส่งน้ำมันดิบ ระบุว่า ปริมาณส่งออกน้ำมันดิบรวมจากอิหร่าน อิรัก คูเวต กาตาร์ ซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และโอมาน ล่าสุดฟื้นกลับมาใกล้ระดับเดือนมกราคมและกุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นช่วงก่อนสงคราม โดยมีส่วนต่างจากระดับดังกล่าวไม่เกิน 10%

อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวไม่ได้เกิดขึ้นเท่ากันทุกประเทศ ก่อนสงครามอิหร่านส่งออกน้ำมันดิบประมาณ 1.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน แต่ปริมาณดังกล่าวลดลงเหลือศูนย์นับตั้งแต่สหรัฐกลับมาใช้มาตรการปิดล้อมอีกครั้งในช่วงกลางเดือนกรกฎาคม ขณะที่ซาอุดีอาระเบีย ซึ่งเป็นผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของโลก ส่งออกเพิ่มขึ้นจนสูงกว่าค่าเฉลี่ยก่อนสงคราม 10%

โรบิน บรูกส์ (Robin Brooks) นักวิจัยอาวุโสด้านเศรษฐกิจแห่งสถาบันบรูคกิงส์ ตั้งข้อสังเกตว่า การเดินเรือบรรทุกน้ำมันแทบกลับสู่ภาวะปกติแล้ว จึงเกิดคำถามว่าเหตุใดการฟื้นตัวดังกล่าวยังไม่สะท้อนออกมาเป็นราคาน้ำมันที่ลดลง

ข้อมูลจาก FactSet ระบุว่า สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ส่งมอบเดือนธันวาคมปิดตลาดวันพุธที่ 108.82 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แทบไม่เปลี่ยนแปลงจากวันก่อนหน้า หลังจากสัปดาห์ก่อนเพิ่งขึ้นไปแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ส่วนสัญญา WTI ส่งมอบเดือนธันวาคมลดลง 0.7% ปิดที่ 97.15 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

อย่างไรก็ดี ในช่วงเช้าวันพฤหัสบดี ราคาสัญญาซื้อขายล่วงหน้าของทั้งเบรนท์และ WTI กลับปรับขึ้นมากกว่า 2% โดยราคาน้ำมันทั้งสองประเภทเพิ่มขึ้นเกือบ 10% แล้วนับตั้งแต่ต้นเดือนตุลาคม

น้ำมันออกได้มากขึ้น แต่เส้นทางและต้นทุนยังไม่ปกติ

เบน แมคมิลแลน (Ben McMillan) ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุนของ IDX Advisors อธิบายกับ MarketWatch ว่า แม้จะเริ่มเห็นการฟื้นตัวของการส่งออก แต่น้ำมันจำนวนมากยังต้องเดินทางผ่านเส้นทางที่ซับซ้อนกว่าเดิม

การขนส่งยังต้องพึ่งทั้งท่อส่งน้ำมันบนบก เรือบรรทุกน้ำมันรับส่ง และกองเรือเงา หรือ Dark Fleet จึงยังมีต้นทุนส่วนเพิ่มในการนำน้ำมันออกจากอ่าวเปอร์เซีย เพราะการขนส่งทางเรือยังไม่ได้กลับมาดำเนินการเต็มรูปแบบ

นอกจากนี้ การโจมตีเรือในช่องแคบฮอร์มุซและท่อส่งน้ำมัน East-West ของซาอุดีอาระเบียอย่างต่อเนื่อง ยังทำให้ต้นทุนขนส่งน้ำมันดิบอยู่ในระดับสูง การส่งออกที่เพิ่มขึ้นจึงยังไม่เพียงพอที่จะทำให้ราคาน้ำมันลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

ความเสี่ยงโจมตียังไม่หาย ขณะที่สต็อกน้ำมันลดต่อเนื่อง

ความไม่แน่นอนด้านการทหารยังเป็นอีกปัจจัยที่พยุงราคาน้ำมัน แม้คำมั่นของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ว่าจะไม่โจมตีอิหร่านก่อนการเลือกตั้งกลางเทอม จะช่วยชะลอการปรับขึ้นของราคาได้บ้างในช่วงต้นเดือน แต่ตลาดยังกังวลว่าปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐอาจกลับมาอีกครั้งหลังวันที่ 3 พฤศจิกายน

ขณะเดียวกัน มีรายงานความเคลื่อนไหวด้านความมั่นคงเพิ่มเติม โดยสำนักข่าว Reuters รายงานช่วงบ่ายวันพุธ อ้างเจ้าหน้าที่รัฐบาลสหรัฐว่า กระทรวงการต่างประเทศกำลังวางแผนสั่งให้บุคลากรบางส่วนออกจากสถานทูตสหรัฐในประเทศแถบอ่าวเปอร์เซีย รวมถึงอพยพเจ้าหน้าที่สถานทูตและครอบครัวทั้งหมดออกจากซาอุดีอาระเบีย

ต่อมา สำนักข่าว AFP รายงานโดยอ้างแหล่งข่าวทางการทูตว่า เจ้าหน้าที่สถานทูตสหรัฐและครอบครัวในซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ จอร์แดน กาตาร์ และบาห์เรน ได้รับคำสั่งให้ออกจากประเทศเหล่านั้นแล้ว

ส่วนสำนักข่าว Saudi Press Agency รายงานโดยอ้างแหล่งข่าวในกระทรวงพลังงานซาอุดีอาระเบียว่า ระบบป้องกันภัยทางอากาศสกัดโดรนที่พยายามโจมตีสถานที่แห่งหนึ่งในแหล่งน้ำมัน Shaybah ของซาอุดี อารามโค

ไมเคิล ลินช์ (Michael Lynch) ประธาน Strategic Energy & Economic Research มองว่า ภัยคุกคามต่อเรือขนส่งและโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานยังคงอยู่ และอาจทำให้ปริมาณส่งออกน้ำมันในแต่ละวันผันผวน หากตลาดมีน้ำมันล้นอยู่แล้ว การหยุดชะงักเช่นนี้อาจไม่ใช่ปัญหาใหญ่ แต่เมื่อสต็อกอยู่ในระดับต่ำ การสูญเสียน้ำมันเพียง 5-10 ล้านบาร์เรลต่อสัปดาห์ก็เพียงพอที่จะทำให้ราคายังอยู่ในระดับสูง

ข้อมูลจากสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานสหรัฐ หรือ EIA ที่เผยแพร่วันพุธ ระบุว่า สต็อกน้ำมันดิบเชิงพาณิชย์ของสหรัฐในสัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 16 ตุลาคม ลดลง 3.1 ล้านบาร์เรล เป็นการลดลงติดต่อกันสัปดาห์ที่สาม ส่งผลให้สต็อกรวมเหลือประมาณ 412.5 ล้านบาร์เรล

ปี 2570 เบรนท์อาจลงถึง 74 ดอลลาร์ หรือขึ้นสู่ 130 ดอลลาร์

แม้การฟื้นตัวในปัจจุบันยังเปราะบาง แต่ไมเคิล ซู (Michael Hsueh) นักวิเคราะห์สินค้าโภคภัณฑ์จาก Deutsche Bank Research มองว่า หากการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซกลับสู่ภาวะปกติมากขึ้น ตลาดน้ำมันอาจพลิกไปมีอุปทานส่วนเกินจำนวนมาก และทำให้ราคาลดลงได้ในที่สุด

เขาระบุในบทวิเคราะห์ถึงลูกค้าเมื่อวันพุธว่า กรณีฐานของธนาคารยังเป็นการเจรจาหยุดยิงที่นำไปสู่การหารือในวงกว้างขึ้น ซึ่งรองรับคาดการณ์ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ที่ 74 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในปี 2570 แต่หากสงครามยืดเยื้อตลอดปี 2570 ราคาเบรนท์อาจขยับสูงขึ้นไปใกล้ 130 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

ระหว่างที่ผลลัพธ์ยังไม่ชัดเจน ซูมองว่าการส่งออกน้ำมันที่ฟื้นกลับมายังอยู่ในภาวะเปราะบาง และส่วนต่างราคาการกลั่น หรือ Crack Spread มีแนวโน้มอยู่ในระดับสูงต่อไป โดยส่วนต่างนี้หมายถึงส่วนต่างระหว่างราคาน้ำมันดิบหนึ่งบาร์เรลกับราคาผลิตภัณฑ์ที่กลั่นได้จากน้ำมันดิบปริมาณนั้น เช่น น้ำมันเบนซินหรือดีเซล

ที่มา: MarketWatch

แชร์
ส่งออกน้ำมันฟื้นเกือบปกติ แต่ราคายังพุ่งเกือบ 10% สงครามไม่จบ ขนส่งแพง