
ผลประกอบการ 10 ธนาคารพาณิชย์ไทยในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2569 สะท้อนภาพการดำเนินธุรกิจท่ามกลางความท้าทายจากภาวะเศรษฐกิจและการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ย โดยผลการดำเนินงานมีทั้งธนาคารที่ยังขยายกำไรได้และธนาคารที่กำไรลดลง สะท้อนความแตกต่างของโครงสร้างรายได้ การเติบโตของสินเชื่อ และความสามารถในการรับมือกับแรงกดดันทางเศรษฐกิจ
ภาวะเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 3 ปี 2569 แม้มีแรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐ การลงทุนภาคเอกชน และการส่งออก โดยเฉพาะสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่เกี่ยวข้องกับวัฏจักรปัญญาประดิษฐ์ (AI) รวมถึงการลงทุนในธุรกิจดิจิทัลและศูนย์ข้อมูล (Data Center) แต่การฟื้นตัวยังคงกระจุกตัวอยู่ในบางภาคธุรกิจ ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ และภาคการผลิตบางส่วนยังเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้าง ขณะเดียวกัน ภาระหนี้ครัวเรือนและค่าครองชีพยังเป็นข้อจำกัดต่อกำลังซื้อในประเทศ
เมื่อรายได้ดอกเบี้ยเผชิญแรงกดดัน รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยจึงมีบทบาทต่อผลประกอบการมากขึ้น ทั้งรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการ ธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง การจัดการกองทุน ประกันภัย และธุรกิจตลาดเงินตลาดทุน อย่างไรก็ตาม รายได้จากเงินลงทุนและเครื่องมือทางการเงินยังผันผวนตามภาวะตลาด ทำให้ผลประกอบการของแต่ละธนาคารแตกต่างกัน แม้จะดำเนินธุรกิจภายใต้สภาพแวดล้อมเดียวกัน
ไตรมาส 3 ปี 2569 ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) (KBANK) มีรายได้จากการดำเนินงาน 47,641 ล้านบาท ลดลง 3.26% จากปีก่อนหน้า กำไรสุทธิ 12,720 ล้านบาท ลดลง 3.98% จากไตรมาสก่อน และลดลง 2.21% จากปีก่อนหน้า กำไรสุทธิต่อหุ้นอยู่ที่ 5.41 บาท เพิ่มขึ้นจาก 5.35 ในไตรมาสเดียวกันของปีก่อนหน้า
รายได้ดอกเบี้ยสุทธิอยู่ที่ 31,602 ล้านบาท ลดลง 7.48% จากปีก่อนหน้า ส่วนรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยอยู่ที่ 16,039 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.30% จากปีก่อนหน้า
ช่วง 9 เดือนแรกของปี 2569 KBANK มีกำไรสุทธิ 40,635 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.43% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน อย่างไรก็ตาม หากไม่รวมรายได้จากค่าชดเชยมูลค่าเงินลงทุนที่เกิดขึ้นครั้งเดียว 1,455 ล้านบาท กำไรสุทธิจะอยู่ที่ 39,311 ล้านบาท ซึ่งใกล้เคียงกับปีก่อน สะท้อนแรงกดดันจากรายได้ดอกเบี้ยที่ลดลง แม้ธนาคารจะได้รับแรงหนุนจากรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยที่เติบโตอย่างแข็งแกร่ง
รายได้ดอกเบี้ยสุทธิในช่วง 9 เดือนอยู่ที่ 94,992 ล้านบาท ลดลง 8.87% จากปีก่อน จากทิศทางอัตราดอกเบี้ยขาลงและการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อช่วยลดภาระทางการเงินให้ลูกค้า ส่งผลให้ส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) อยู่ที่ 2.89% ขณะที่รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยอยู่ที่ 51,894 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 21.51% จากการเติบโตของบริการบริหารความมั่งคั่ง การจัดการกองทุน การลงทุน และธุรกิจประกันภัย ช่วยชดเชยแรงกดดันจากรายได้ดอกเบี้ยได้บางส่วน
ณ สิ้นเดือนกันยายน 2569 สินทรัพย์รวมอยู่ที่ 4.61 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.22% จากสิ้นปี 2568 โดยมีแรงหนุนจากสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่และเงินลงทุนสุทธิที่เพิ่มขึ้น ด้านคุณภาพสินทรัพย์ อัตราส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพ (NPL) อยู่ที่ 3.18% ส่วนอัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงของกลุ่มธุรกิจทางการเงินอยู่ที่ 19.77%
ไตรมาส 3 ปี 2569 ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) (KTB) มีกำไรสุทธิ 12,582 ล้านบาท ลดลง 13.9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่เพิ่มขึ้น 3.8% จากไตรมาสก่อน รายได้จากการดำเนินงานรวมอยู่ที่ 37,129 ล้านบาท ลดลง 12.7% จากปีก่อน
รายได้ดอกเบี้ยสุทธิอยู่ที่ 23,417 ล้านบาท ลดลง 9.5% ตามทิศทางอัตราดอกเบี้ยขาลงและการลดดอกเบี้ยเพื่อช่วยเหลือลูกหนี้ ขณะที่ส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) อยู่ที่ 2.44% ด้านรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย รายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิอยู่ที่ 6,185 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.2% จากปีก่อน โดยมีธุรกิจ Wealth Management เป็นแรงขับเคลื่อนหลัก ส่วนรายได้จากการดำเนินงานอื่นอยู่ที่ 7,527 ล้านบาท ลดลง 30.5% จากธุรกิจตลาดเงินและตลาดทุน รวมถึงกำไรจากเงินลงทุนที่เปลี่ยนแปลงตามภาวะตลาด
ช่วง 9 เดือนแรกของปี 2569 มีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของธนาคาร 37,145 ล้านบาท ลดลง 0.8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน รายได้จากการดำเนินงานรวมอยู่ที่ 114,081 ล้านบาท ลดลง 7.2%
โดยรายได้ดอกเบี้ยสุทธิอยู่ที่ 70,116 ล้านบาท ลดลง 13.0% ตามทิศทางอัตราดอกเบี้ยขาลงและการลดดอกเบี้ยเพื่อช่วยเหลือลูกหนี้ ขณะที่ส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) อยู่ที่ 2.45% ส่วนรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิอยู่ที่ 18,527 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.0% จากการเติบโตของธุรกิจ Wealth
ณ วันที่ 30 กันยายน 2569 ธนาคารกรุงไทยมีสินเชื่อรวม 2.85 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.1% จากสิ้นปี 2568 จากสินเชื่อรายย่อย ธุรกิจขนาดใหญ่ และภาครัฐ ส่วนเงินรับฝากอยู่ที่ 2.86 ล้านล้านบาท ทรงตัวจากสิ้นปีก่อน และมีสัดส่วนเงินฝากกระแสรายวันและออมทรัพย์ต่อเงินฝากรวม (CASA) 79% ด้านเงินกองทุนยังอยู่ในระดับสูง โดยมีอัตราส่วนเงินกองทุนชั้นที่ 1 ส่วนที่เป็นของเจ้าของ (CET1) 18.66% และอัตราส่วนเงินกองทุนทั้งสิ้น (CAR) 20.70%
ไตรมาส 3 ปี 2569 บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) (SCBX) บริษัทแม่ของธนาคารไทยพาณิชย์ รายงานกำไรสุทธิอยู่ที่ 10,677 ล้านบาท ลดลง 11.4% จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อนหน้า และลดลง 4% จากไตรมาสก่อน โดยรายได้ดอกเบี้ยสุทธิอยู่ที่ 27,452 ล้านบาท ลดลง 6.7% จากปีก่อนหน้า ส่วนรายได้ค่าธรรมเนียมและอื่น ๆ อยู่ที่ 11,498 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.2% จากปีก่อนหน้า
ช่วง 9 เดือนแรก SCBX มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 31,989 ล้านบาท ลดลง 14.3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า แม้ธุรกิจหลักยังมีเสถียรภาพ แต่ได้รับผลกระทบจากตลาดตราสารหนี้ที่ผันผวน หลังอัตราผลตอบแทนพันธบัตรปรับสูงขึ้น ส่งผลให้เกิดผลขาดทุนจากการวัดมูลค่ายุติธรรมของเงินลงทุนในตราสารหนี้ ทั้งนี้ รายได้ดอกเบี้ยสุทธิ 81,539 ล้านบาท ลดลง 10.3% จากปีก่อนหน้า ขณะที่รายได้ค่าธรรมเนียมและอื่น ๆ 34,825 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12.8%
ด้านคุณภาพสินทรัพย์ SCBX ระบุว่า เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวไม่ทั่วถึง ธนาคารจึงเดินหน้าปรับโครงสร้างหนี้ ขายสินเชื่อด้อยคุณภาพ และตัดหนี้สูญอย่างคัดสรร ส่งผลให้อัตราส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพ (NPL) ของธนาคารไทยพาณิชย์ลดลงต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 6 มาอยู่ที่ 2.95% ส่วน NPL ของกลุ่มอยู่ที่ 3.21% เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก 3.17% จากการปรับพอร์ตสินเชื่อของ AutoX ตามแผน การตั้งสำรองลดลง 13.8% จากไตรมาสก่อน
ไตรมาส 3 ปี 2569 ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (BBL) และบริษัทย่อยมีรายได้จากการดำเนินงานรวม 40,675 ล้านบาท ลดลง 14.6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน กำไรสุทธิ 9,489 ล้านบาท ลดลง 31.2% จากปีก่อนหน้า และกำไรสุทธิต่อหุ้นอยู่ที่ 4.97 บาท ลดลงจาก 7.22 บาทในปีก่อน แม้กำไรใกล้เคียงไตรมาสก่อนหน้า แต่ยังได้รับแรงกดดันจากรายได้ที่ลดลง โดยเฉพาะกำไรจากเงินลงทุนและเครื่องมือทางการเงินตามภาวะตลาด
รายได้ดอกเบี้ยสุทธิอยู่ที่ 29,041 ล้านบาท ลดลง 5.6% จากปีก่อนหน้า แต่เพิ่มขึ้น 4.6% จากไตรมาสก่อนหน้า โดยมีแรงหนุนจากผลตอบแทนสินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้และสินเชื่อเฉลี่ยที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะสินเชื่อลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่และสินเชื่อผ่านเครือข่ายต่างประเทศ ส่วน NIM อยู่ที่ 2.50% ลดลงจาก 2.72% ในปีก่อน แต่เพิ่มขึ้นจาก 2.42% ในไตรมาสก่อน
รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยอยู่ที่ 11,634 ล้านบาท ลดลง 31.2% จากปีก่อน และ 7.5% จากไตรมาสก่อน สาเหตุหลักมาจากกำไรจากเครื่องมือทางการเงินที่วัดมูลค่ายุติธรรมผ่านกำไรหรือขาดทุน (FVTPL) ซึ่งลดลง 52.9% จากปีก่อน และกำไรจากเงินลงทุนที่ลดลง 77.9%
อย่างไรก็ตาม รายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิเพิ่มขึ้น 3.2% จากปีก่อน มาอยู่ที่ 6,761 ล้านบาท โดยได้รับแรงหนุนจากธุรกิจประกันผ่านธนาคาร กองทุนรวม และธุรกิจหลักทรัพย์ ค่าใช้จ่ายดำเนินงานลดลง 0.9% และผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นลดลง 17.8% จากปีก่อน
งวด 9 เดือนแรก ปี 2569 ธนาคารกรุงเทพมีกำไรสุทธิ 29,981 ล้านบาท ลดลง 21.6% โดยมีสาเหตุหลักจากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิที่ลดลงตามการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารเพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและช่วยลดภาระต้นทุนทางการเงินของลูกค้า ขณะที่กำไรสุทธิต่อหุ้นอยู่ที่ 15.71 บาท ลดลงจาก 20.04 บาทในปีก่อน
รายได้ดอกเบี้ยสุทธิอยู่ที่ 84,785 ล้านบาท ลดลง 10.2% จากปีก่อน ส่วน NIM อยู่ที่ 2.47% ลดลงจาก 2.81% แม้สินเชื่อที่เติบโตอย่างมีคุณภาพจะช่วยสนับสนุนรายได้และบรรเทาผลกระทบจากภาวะดอกเบี้ยขาลง
ส่วนรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยอยู่ที่ 37,025 ล้านบาท ลดลง 14.6% จากปีก่อน จากกำไรเงินลงทุนและกำไรจากเครื่องมือทางการเงินที่ลดลง แม้รายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิเพิ่มขึ้น 2.4% มาอยู่ที่ 20,711 ล้านบาท จากธุรกิจประกันผ่านธนาคาร กองทุนรวม และธุรกิจหลักทรัพย์
สำหรับฐานะการเงิน ณ วันที่ 30 กันยายน 2569 มีสินทรัพย์รวม 4.73 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.6% จากสิ้นปี 2568 สินเชื่ออยู่ที่ 2.69 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.2% โดยเติบโตจากสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่และสินเชื่อผ่านเครือข่ายต่างประเทศ เงินฝากอยู่ที่ 3.22 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.8% ส่วน NPL อยู่ที่ 3.2% และมีสำรองต่อ NPL ในระดับ 322.1% ขณะที่อัตราส่วนเงินกองทุนรวมอยู่ที่ 21.5% สูงกว่าข้อกำหนดขั้นต่ำของธนาคารแห่งประเทศไทย
ไตรมาส 3 ปี 2569 ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) (BAY) มีรายได้จากการดำเนินงาน 41,865 ล้านบาท กำไรสุทธิ 8,660 ล้านบาท กำไรลดลง 1.4% จากปีก่อนหน้า เนื่องจากไตรมาส 3/2568 มีการบันทึกกำไรพิเศษจากการปรับมูลค่ายุติธรรมของเงินลงทุนใน TIDLOR ส่วนกำไรสุทธิต่อหุ้นอยู่ที่ 1.18 บาท
ช่วง 9 เดือนแรก มีรายได้จากการดำเนินงานรวม 126,862 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 25,572 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีแรงหนุนจากสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ สินเชื่อที่ให้ผลตอบแทนสูงในอาเซียน และการรับรู้ผลการดำเนินงานของพอร์ตสินเชื่อ TIDLOR รวมถึงการบริหารต้นทุนทางการเงินและค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ กำไรสุทธิต่อหุ้นอยู่ที่ 3.48 บาท
รายได้ดอกเบี้ยสุทธิได้รับแรงหนุนจากการเติบโตของสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่และสินเชื่อในอาเซียน ควบคู่กับการบริหารสินทรัพย์ หนี้สิน และต้นทุนทางการเงินอย่างมีวินัย โดยส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) อยู่ที่ 4.51% ขณะที่รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยในช่วง 9 เดือนแรกเพิ่มขึ้น 3.7% หรือ 1,444 ล้านบาทจากปีก่อน ได้รับแรงหนุนจากรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิที่เพิ่มขึ้น
ด้านคุณภาพสินทรัพย์ สัดส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพ (NPL) ลดลงจาก 3.26% ณ สิ้นปี 2568 เหลือ 3.19% ขณะที่อัตราส่วนสำรองต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพเพิ่มขึ้นจาก 126.9% เป็น 143.1% ส่วนอัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงอยู่ที่ 20.46% ลดลงเล็กน้อยจาก 20.69% ณ สิ้นปี 2568
สินเชื่อรวม ณ สิ้นเดือนกันยายน 2569 อยู่ที่ 1.94 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.8% หรือ 15,382 ล้านบาทจากสิ้นปี 2568 โดยสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่เติบโต 6.5% และสินเชื่อในอาเซียนเติบโต 7.7% ขณะที่สินเชื่อธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) และสินเชื่อรายย่อยในประเทศหดตัว ส่วนเงินรับฝากอยู่ที่ 1.71 ล้านล้านบาท ลดลง 1.7% หรือ 29,380 ล้านบาท จากเงินฝากประจำที่ลดลง แม้เงินฝากออมทรัพย์เพิ่มขึ้น
ณ สิ้นเดือนกันยายน กรุงศรีมีสินทรัพย์รวม 2.62 ล้านล้านบาท และเงินกองทุน 339,510 ล้านบาท คิดเป็น 20.46% ของสินทรัพย์เสี่ยง
ไตรมาส 3 ปี 2569 ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) (TTB) มีรายได้จากการดำเนินงานรวม 16,786 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.9% จากปีก่อน แต่ลดลง 3.2% จากไตรมาสก่อน มีกำไรสุทธิจำนวน 5,457 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.0% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ลดลง 1.0% จากไตรมาสก่อน
รายได้ดอกเบี้ยสุทธิไตรมาส 3 อยู่ที่ 12,763 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.9% จากปปีก่อนหน้า แม้รายได้ดอกเบี้ยรวมลดลง 4.7% YoY มาอยู่ที่ 16,881 ล้านบาท แต่ค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยลดลง 22.5% เหลือ 4,117 ล้านบาท ส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) อยู่ที่ 3.09% เพิ่มขึ้นจาก 3.03% ในไตรมาส 2/2569 และ 2.97% ในไตรมาส 3/2568
รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยไตรมาส 3 อยู่ที่ 4,023 ล้านบาท ลดลง 20.8% QoQ แต่เพิ่มขึ้น 2.9% YoY โดยรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิอยู่ที่ 2,933 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12.4% YoY แต่ลดลง 6.7% QoQ ส่วนรายได้จากการดำเนินงานอื่น ๆ อยู่ที่ 1,090 ล้านบาท ลดลง 16.1% YoY และ 43.6% QoQ
สำหรับ 9 เดือนแรก ทีทีบีมีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นธนาคาร 16,139 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.8% YoY โดยมีรายได้จากการดำเนินงานรวม 50,862 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.3%
รายได้ดอกเบี้ยสุทธิ 9 เดือนอยู่ที่ 37,179 ล้านบาท ลดลง 3.1% YoY โดยรายได้ดอกเบี้ยรวมลดลง 9.0% เหลือ 49,943 ล้านบาท ขณะที่ค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยลดลง 22.8% เหลือ 12,764 ล้านบาท ส่วนรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยอยู่ที่ 13,683 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 25.7% YoY โดยมีรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิ 8,941 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 24.0% และรายได้จากการดำเนินงานอื่น ๆ 4,742 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 29.1% ส่วน NIM อยู่ที่ 3.04% ลดลงจาก 3.07% ในช่วงเดียวกันของปีก่อน ตามผลกระทบจากอัตราผลตอบแทนสินทรัพย์ที่ชะลอตัวในภาวะดอกเบี้ยขาลง แม้การบริหารต้นทุนทางการเงินจะช่วยจำกัดผลกระทบดังกล่าว
ด้านฐานะการเงิน ณ วันที่ 30 กันยายน 2569 มีสินทรัพย์รวมตามงบการเงินรวม 1.70 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.7% จากไตรมาสก่อน แต่ลดลงเล็กน้อย 0.1% เมื่อเทียบกับสิ้นปี 2568 ด้านสินเชื่อเติบโต 0.3% QoQ จากสินเชื่อธุรกิจและสินเชื่อรายย่อยกลุ่มเป้าหมาย ขณะที่สัดส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ลดลงจาก 2.93% ในไตรมาส 2 เหลือ 2.88% ในไตรมาส 3 และมีอัตราส่วนเงินสำรองต่อหนี้เสีย (LLR coverage ratio) อยู่ที่ 159% โดยยังตั้งสำรองส่วนเพิ่มเพื่อรองรับความไม่แน่นอนในอนาคต
ไตรมาส 3 ปี 2569 ธนาคารเกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) (KKP) และบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิรวม 2,388 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 43% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่กำไรเบ็ดเสร็จรวมอยู่ที่ 2,655 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 28% โดยมีแรงหนุนจากรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยซึ่งเติบโตต่อเนื่อง และรายได้ดอกเบี้ยสุทธิที่กลับมาขยายตัว สะท้อนการฟื้นตัวของธุรกิจหลักหลายด้านและความสามารถในการกระจายแหล่งรายได้ ท่ามกลางคุณภาพสินเชื่อที่ยังอยู่ในระดับบริหารจัดการได้
รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ โดยไตรมาส 3 เพิ่มขึ้น 28.3% จากปีก่อน จากธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง แพลตฟอร์มการเงินและการลงทุนดิจิทัล Dime! การจัดการกองทุน ธุรกิจวาณิชธนกิจ และบริการนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ ซึ่งบริษัทหลักทรัพย์เกียรตินาคินภัทรยังครองส่วนแบ่งตลาดอันดับ 1 ต่อเนื่อง ขณะที่รายได้ดอกเบี้ยสุทธิเพิ่มขึ้น 6.5% จากปีก่อน โดยได้แรงหนุนจากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยที่ดีขึ้นและต้นทุนทางการเงินที่ลดลง
สำหรับงวด 9 เดือนแรกของปี 2569 KKP มีกำไรสุทธิรวม 6,466 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 56.1% จากปีก่อน และกำไรเบ็ดเสร็จรวม 6,925 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 37.8% โดยรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยเติบโต 40.2% จากธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง Dime! การจัดการกองทุน วาณิชธนกิจ และนายหน้าขายประกัน รวมถึงกำไรจากเครื่องมือทางการเงินและเงินปันผลที่เพิ่มขึ้น อีกทั้งผลขาดทุนจากการขายรถยึดลดลงตามคุณภาพสินเชื่อที่ดีขึ้น
ด้านฐานะการเงิน ณ สิ้นไตรมาส 3/2569 สินเชื่อรวมเพิ่มขึ้น 3.7% จากสิ้นปี 2568 โดยเติบโตหลักจากสินเชื่อธุรกิจและสินเชื่อบรรษัท ตามแนวทางเน้นสินเชื่อที่ให้ผลตอบแทนเหมาะสมและมีคุณภาพสูง ขณะที่คุณภาพสินทรัพย์ปรับตัวดีขึ้น โดย NPL ลดลงมาอยู่ที่ 3.4% จาก 4.3% ณ สิ้นปี 2568 และมีอัตราส่วนสำรองต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพ 154.7%
ไตรมาส 3 ปี 2569 บริษัท ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) (TISCO) มีกำไรสุทธิจากงบการเงินรวม 1,804.70 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แม้รายได้รวมจากการดำเนินงานลดลง 2.3% โดยได้รับแรงหนุนจากค่าใช้จ่ายสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (ECL) ซึ่งลดลงมาอยู่ที่ 0.8% ของสินเชื่อเฉลี่ย สอดคล้องกับคุณภาพสินทรัพย์ที่ควบคุมได้ดี ขณะที่กำไรต่อหุ้นอยู่ที่ 2.25 บาท และอัตราผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้นเฉลี่ย (ROAE) อยู่ที่ 17%
รายได้ดอกเบี้ยสุทธิอยู่ที่ 3,639.32 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.2% จากปีก่อน และ 3.3% จากไตรมาสก่อน แม้รายได้ดอกเบี้ยลดลง 2.2% จากปีก่อนตามการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย แต่ค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยลดลงมากกว่า โดยลดลง 26.2% จากต้นทุนเงินฝากที่ปรับลดลง ส่งผลให้ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) อยู่ที่ 5.00% ขณะที่ต้นทุนเงินทุนลดลงมาอยู่ที่ 1.47%
รายได้ค่าธรรมเนียมและบริการอยู่ที่ 1,475.81 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.6% จากปีก่อน จากธุรกิจตลาดทุนที่ฟื้นตัว โดยรายได้ค่านายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์เพิ่มขึ้น 24% และค่าธรรมเนียมธุรกิจจัดการกองทุนเพิ่มขึ้น 9.4% อย่างไรก็ตาม รายได้ค่าธรรมเนียมธุรกิจธนาคารพาณิชย์ลดลง 2.1% ขณะที่กำไรจากเครื่องมือทางการเงินที่วัดมูลค่ายุติธรรมผ่านกำไรหรือขาดทุน (FVTPL) ลดลงเหลือ 11.86 ล้านบาท จาก 364.31 ล้านบาทในปีก่อน เป็นปัจจัยกดดันรายได้รวม ส่วนค่าใช้จ่ายดำเนินงานเพิ่มขึ้น 5.3%
สำหรับงวด 9 เดือนแรก TISCO มีกำไรสุทธิ 5,302.18 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.7% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ตามรายได้รวมจากการดำเนินงานที่เติบโต 4.4% โดยรายได้ดอกเบี้ยสุทธิเพิ่มขึ้น 5.2% จากต้นทุนเงินฝากที่ลดลงต่อเนื่อง ส่วนรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น 2.7% จากการขยายตัวของค่าธรรมเนียมธุรกิจธนาคารพาณิชย์ นายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ และธุรกิจจัดการกองทุน ขณะที่ค่าใช้จ่ายดำเนินงานเพิ่มขึ้น 3.9% และ ECL อยู่ที่ 1% ของสินเชื่อเฉลี่ย โดยกำไรต่อหุ้นอยู่ที่ 6.62 บาท และ ROAE อยู่ที่ 16.4%
ด้านฐานะการเงิน ณ วันที่ 30 กันยายน 2569 บริษัทมีสินทรัพย์รวม 296,431.53 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.2% จากไตรมาสก่อน สินเชื่ออยู่ที่ 238,492.65 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.1% รายการระหว่างธนาคารและตลาดเงินอยู่ที่ 41,828.38 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6% และเงินลงทุนสุทธิอยู่ที่ 8,486.70 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 19% จากไตรมาสก่อน
ไตรมาส 3 ปี 2569 ธนาคารไทยเครดิต จำกัด (มหาชน) (CREDIT) มีกำไรสุทธิ 1,239 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 22.2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 25.2% จากไตรมาสก่อน
รายได้ดอกเบี้ยสุทธิอยู่ที่ 4,398.4 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 20.5% จากปีก่อน ส่วนต่างอัตรารายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) เพิ่มขึ้นจาก 7.6% เป็น 7.8% สะท้อนการฟื้นตัวต่อเนื่องจากจุดต่ำสุดในไตรมาสแรกของปี ส่วนรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น 20.4% จากปีก่อน โดยมีแรงหนุนจากเงินชดเชยกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF) ภายใต้มาตรการ “คุณสู้ เราช่วย” และมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยภาคใต้
ช่วง 9 เดือนแรก มีกำไรสุทธิ 3,392.9 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 19.4% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า รายได้ดอกเบี้ยสุทธิอยู่ที่ 11,965 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11.0% อย่างไรก็ตาม NIM ลดลงจาก 7.7% ในช่วงเดียวกันของปีก่อน เหลือ 7.3% เนื่องจากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อตามทิศทางดอกเบี้ยนโยบายและมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ รวมถึงค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น 5.6% ตามการเติบโตของเงินรับฝาก
ด้านรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย ได้รับเงินชดเชย FIDF จากมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้เพิ่มขึ้น 312.1 ล้านบาท ขณะที่รายได้ค่าธรรมเนียมสุทธิปรับดีขึ้นจากค่าธรรมเนียมนายหน้าประกันภัยที่เพิ่มขึ้น ส่วนค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานอยู่ที่ 5,236.2 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12.1% จากปีก่อน จากค่าใช้จ่ายพนักงาน การขยายสาขาและระบบสารสนเทศ รวมถึงการทำตลาดออนไลน์ที่เพิ่มขึ้น
ณ วันที่ 30 กันยายน 2569 สินเชื่อด้อยคุณภาพ (Gross NPL) อยู่ที่ 8,183 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.1% จากสิ้นปี 2568 แต่สัดส่วน NPL ลดลงจาก 4.2% เหลือ 4.0% ขณะที่อัตราส่วนสำรองต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพเพิ่มขึ้นเป็น 156.0% จาก 148.2% ณ สิ้นไตรมาส 2 สะท้อนการตั้งสำรองเพื่อรองรับความเสี่ยงอย่างรอบคอบ เงินรับฝากอยู่ที่ 185,328 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 19.1% จากสิ้นปี 2568 และส่วนของเจ้าของเพิ่มขึ้น 8.3% เป็น 28,489.5 ล้านบาท ส่วนอัตราส่วนเงินกองทุนทั้งสิ้นต่อสินทรัพย์เสี่ยงอยู่ที่ 16.8% สูงกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำของธนาคารแห่งประเทศไทยที่ 11.0%
ไตรมาส 3 ปี 2569 บริษัท แอล เอช ไฟแนนซ์เชียล กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) (LHFG) บริษัทแม่ของธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ มีกำไรสุทธิ 808.4 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16.1% จากไตรมาสก่อน แต่ลดลง 12.6% จากปีก่อนหน้า กำไรต่อหุ้นขั้นพื้นฐาน 0.038 บาทต่อหุ้น ลดลง 13.6% จากปีก่อนหน้า
รายได้ดอกเบี้ยสุทธิอยู่ที่ 1,976.3 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3% จากไตรมาสก่อน และ 13.8% จากปีก่อน ด้านรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยสุทธิอยู่ที่ 545.7 ล้านบาท ลดลง 30.6% จากปีก่อน โดยมีสาเหตุหลักจากกำไรเงินลงทุนที่ลดลง
ส่วนงวด 9 เดือน มีกำไรสุทธิ 2,347 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14.8% กำไรต่อหุ้นขั้นพื้นฐาน 0.111 บาทต่อหุ้น เพิ่มขึ้น 14.4% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า
รายได้ดอกเบี้ยสุทธิอยู่ที่ 5,665.3 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11.6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยสุทธิ 1,870.2 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14.4% จากปีก่อน จากกำไรสุทธิจากเครื่องมือทางการเงินที่วัดมูลค่ายุติธรรมผ่านกำไรหรือขาดทุน และรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการที่เพิ่มขึ้น
ณ วันที่ 30 กันยายน 2569 LHFG มีสินทรัพย์รวม 443,074.7 ล้านบาท โดยสินเชื่อสุทธิคิดเป็น 67.9% ของสินทรัพย์รวม และรายการระหว่างธนาคารและตลาดเงินสุทธิคิดเป็น 18.7% หนี้สินรวมอยู่ที่ 400,733.4 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12.5% จากสิ้นปี 2568 โดยเงินรับฝากคิดเป็น 81.4% ของหนี้สินรวม ส่วนของเจ้าของอยู่ที่ 42,341.3 ล้านบาท ลดลง 0.9% จากสิ้นปี 2568