
การย่อตัวของราคาทองคำโลกกว่า 6.5% ในเดือนกันยายนที่ผ่านมา สร้างความกังวลว่าในเดือนตุลาคมจะเกิดการพักฐานต่อเนื่องหรือไม่ ทว่าผ่านมาจนถึงวันที่ 21 ตุลาคม ทองคำย่อตัวมาเพียงราว 1% และพยายามทรงตัว Sideway ออกด้านข้างเอาไว้ แรงซื้อพยุงส่วนหนึ่งมาจากความต้องการตามฤดูกาล (Seasonal Demand) ของประเทศอินเดีย ซึ่งเป็นประเทศผู้บริโภคทองคำรายใหญ่ของโลก เนื่องจากในช่วงไตรมาส 4 อินเดียจะเข้าช่วงเทศกาลสำคัญและฤดูกาลแต่งงาน (Festive & Wedding Season) โดยจะเริ่มต้นการจับจ่ายเครื่องประดับตั้งแต่เทศกาลนวราตรี ตลอดจนถึงเทศกาลดิวาลี และฤดูกาลแต่งงานรอบปลายปี
นอกจากนี้ โครงสร้างดีมานด์ในรอบนี้ ยังมีมาจากรายย่อยและนักลงทุนสถาบันในประเทศ ผ่านหลากหลายช่องทาง ทั้งกองทุน ETF ที่มีเงินทุนไหลเข้าสุทธิสูงสุดในรอบ 7 เดือน แตะ 4.45 หมื่นล้านรูปี หรือ 466.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในเดือนกันยายน ดันการถือครองสะสมขึ้นสู่ระดับ 124 ตัน สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปิดรับการลงทุนใน Digital Gold ที่ขยายตัวกว่า 83% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ขณะที่ผู้ค้าปลีกเครื่องประดับรายใหญ่ทำยอดขายเติบโตสูงถึง 20-30% ตามข้อมูลของ World Gold Council (WGC)
การฟื้นตัวของดีมานด์ทั้งหมดนี้ โดยเฉพาะกองทุน ETF ที่มีเงินทุนไหลเข้า ชี้ให้เห็นว่านักลงทุนมองว่าการลดลงของราคาในเดือนกันยายนเป็นโอกาส “Buy on Dip” สะสมทองคำในฐานะสินทรัพย์เชิงยุทธศาสตร์ และตัวกระจายความเสี่ยงในพอร์ตการลงทุน จนเกิดปรากฏการณ์ราคาทองคำในประเทศอินเดียที่มี Discount แคบลงอย่างรวดเร็วจาก 66 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เหลือเพียง 8 ดอลลาร์ต่อออนซ์ จึงสะท้อนชัดเจนว่าความต้องการทองคำในประเทศฟื้นตัวได้ดีในช่วงเวลานี้
อย่างไรก็ดี ปัจจัยในประเทศยังมีอุปสรรคอยู่เช่นกัน เนื่องจากรัฐบาลและธนาคารกลางอินเดียออกมาตรการเพื่อแก้ปัญหาการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดและเพื่อสร้างเสถียรภาพให้ค่าเงินรูปีที่อ่อนค่า ด้วยการจำกัดคำสั่งซื้อบางประเภทใน ETF ทองคำ ซึ่งคือกองทุนรวมที่ไปลงทุนในกองอื่น หรือ Fund of Funds (FoFs) ซึ่งอยู่ในหนึ่งในสาม หรือ 6.63 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ของ AUM รวม 1.95 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐจาก ETF ทองคำทั้งหมด ส่งผลให้ยอดการนำเข้าทองคำในเดือนกันยายน ลดลงอย่างมากเหลือเพียงราว 20 ตัน ตามการประเมินของ WGC ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวที่ 58 ตัน
ดังนั้น ดีมานด์ระลอกนี้ของอินเดีย จึงมีผลเพียงในแง่ของ "เบาะรองรับ (Price Floor)" สำหรับช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2026 แต่ยังไม่ใช่ "ตัวจุดชนวน (Catalyst)" ที่จะดันราคาทองคำกลับมาเป็นเทรนด์ขาขึ้นอย่างแข็งแกร่ง โดยยังต้องพึ่งพาปัจจัยมหภาคระดับโลกเป็นหลัก เช่น ทิศทางอัตราดอกเบี้ย นโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ ความเสี่ยงต่างๆ ที่หนุนทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย รวมถึงการเข้าซื้อของธนาคารกลางทั่วโลก

ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท YLG Bullion And Futures จำกัด