Logo site Amarintv 34HD
logo duooneLogo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
เอลนีโญป่วนตลาดน้ำตาลโลก ไทยเสี่ยงผลผลิตลด–ส่งออกหด ดันต้นทุนอาหารพุ่ง
โดย : กองบรรณาธิการ SPOTLIGHT

เอลนีโญป่วนตลาดน้ำตาลโลก ไทยเสี่ยงผลผลิตลด–ส่งออกหด ดันต้นทุนอาหารพุ่ง

4 ต.ค. 69
13:54 น.
แชร์

เมื่อต้นปี 2026 ตลาดน้ำตาลโลกยังมีอุปทานล้นตลาด แต่เพียงไม่กี่เดือนต่อมา สถานการณ์กลับเปลี่ยนทิศอย่างรวดเร็ว หลังเอลนีโญเริ่มส่งผลกระทบต่อประเทศผู้ผลิตน้ำตาลรายใหญ่หลายแห่งพร้อมกัน จนเกิดความกังวลว่าในฤดูกาลผลิตใหม่ ปริมาณน้ำตาลอาจเริ่มไม่เพียงพอกับความต้องการ

ราคาน้ำตาลดิบล่วงหน้าปรับขึ้นมากกว่า 25% นับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ขณะที่ Bloomberg ระบุว่า น้ำตาลเป็นหนึ่งในสินค้าเกษตรที่ได้รับผลกระทบจาก เอลนีโญได้ชัดเจนเป็นพิเศษ เนื่องจากผลผลิตของโลกกระจุกตัวอยู่ในไม่กี่ประเทศ โดยเฉพาะบราซิล อินเดีย และไทย ซึ่งขณะนี้ต่างกำลังเผชิญปัญหาสภาพอากาศคนละรูปแบบ

ความกังวลยิ่งเพิ่มขึ้นเมื่อองค์การอุตุนิยมวิทยาโลก หรือ WMO ประเมินล่าสุดว่าเอลนีโญรอบนี้ยังมีแนวโน้มรุนแรงขึ้น โดยมีโอกาสเกือบ 100% ที่จะดำเนินต่อไปจนถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2027 และอาจพัฒนาเข้าสู่ระดับ “รุนแรงมาก” ก่อนแตะจุดสูงสุดในช่วงปลายปี 2026

แบบจำลองของ WMO ยังประเมินว่า อุณหภูมิผิวน้ำทะเลบริเวณตอนกลางของมหาสมุทรแปซิฟิก หรือ Niño 3.4 อาจสูงกว่าค่าปกติประมาณ 3.6 องศาเซลเซียสในช่วงเดือนกันยายนถึงพฤศจิกายน นั่นหมายความว่า ผลกระทบที่เริ่มเกิดขึ้นกับภาคเกษตรในขณะนี้อาจยังไม่ใช่จุดรุนแรงที่สุดของเอลนีโญรอบนี้

บราซิลเจอฝนหนัก อินเดีย-ไทยเจอฝนน้อย

บราซิล ซึ่งเป็นผู้ผลิตน้ำตาลรายใหญ่ที่สุดของโลก กำลังเผชิญปัญหาฝนตกมากเกินไป โดยบางพื้นที่เพาะปลูกสำคัญมีปริมาณฝนสูงถึง 4 เท่าของระดับปกติในช่วงเดือนที่ผ่านมา ส่งผลให้ทั้งการเก็บเกี่ยวและการหีบอ้อยของโรงงานล่าช้า

ความล่าช้านี้อาจทำให้การส่งออกน้ำตาลของบราซิลลดลงราว 2 ล้านตัน เพราะโรงงานอาจไม่สามารถยืดฤดูหีบอ้อยออกไปจนถึงปลายปีได้เหมือนในปีปกติ เนื่องจากยังมีฝนที่คาดว่าจะกลับมาอีกในช่วงเดือนธันวาคม

ขณะที่อินเดียกลับเผชิญปัญหาคือ หลังฤดูมรสุมล่าสุดอ่อนแอที่สุดนับตั้งแต่ปี 2015 ส่งผลให้ผลผลิตน้ำตาลของประเทศ ซึ่งเป็นผู้ผลิตอันดับสองของโลก ถูกคาดว่าจะลดลงเหลือประมาณ 30 ล้านตัน

ส่วนประเทศไทย ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งเป็นพื้นที่ปลูกอ้อยสำคัญที่สุดของประเทศ มีปริมาณฝนเพียงประมาณสองในสามของค่าเฉลี่ยในรอบ 30 ปี สถานการณ์อาจทำให้ผลผลิตน้ำตาลของไทยในฤดูกาลใหม่ลดลงอย่างน้อย 17% เหลือต่ำกว่า 10 ล้านตัน ขณะที่เกษตรกรบางพื้นที่ยังต้องเผชิญทั้งภัยแล้งและโรคอ้อยในเวลาเดียวกัน

เมื่อรวมผลกระทบที่เกิดขึ้นในบราซิล อินเดีย ไทย และพื้นที่ผลิตอื่น ๆ Bloomberg ระบุว่า พื้นที่ที่กำลังเผชิญความเสี่ยงรวมกันคิดเป็นมากกว่าครึ่งหนึ่งของผลผลิตน้ำตาลโลก

ไทยไม่ได้เสี่ยงแค่ผลผลิตลด แต่ยังเจอแรงกดดันเรื่องราคาอ้อยและการส่งออก

สำหรับไทย ความเสี่ยงของตลาดน้ำตาลไม่ได้มีเพียงเรื่องฝนน้อยเท่านั้น เพราะโครงสร้างของอุตสาหกรรมยังขึ้นอยู่กับทั้งราคาอ้อย ต้นทุนของเกษตรกร และความต้องการจากตลาดส่งออก

ข้อมูลจาก กระทรวงเกษตรสหรัฐฯ หรือ USDA (United States Department of Agriculture) ซึ่งติดตามและจัดทำประมาณการผลผลิต การบริโภค และการค้าสินค้าเกษตรในหลายประเทศทั่วโลก ระบุว่า ไทยผลิตน้ำตาลได้ประมาณ 11.26 ล้านตันในฤดูกาล 2025/26 คิดเป็นราว 6% ของผลผลิตโลก และยังเป็นหนึ่งในผู้ผลิตน้ำตาลรายใหญ่ของโลก

แต่ในฤดูกาล 2026/27 USDA คาดว่าผลผลิตของไทยอาจลดลงเหลือประมาณ 9.5 ล้านตัน ขณะที่การส่งออกอาจลดลงเหลือราว 6 ล้านตัน สะท้อนว่า หาก เอลนีโญกระทบผลผลิตมากกว่าที่คาด ไทยอาจมีน้ำตาลเหลือสำหรับส่งออกน้อยลงในช่วงที่ตลาดโลกกำลังต้องการอุปทานจากประเทศผู้ผลิตรายใหญ่พอดี

อีกปัจจัยที่ต้องจับตาคือรายได้ของชาวไร่อ้อย โดยราคาอ้อยหน้าโรงงานในฤดูกาล 2025/26 อยู่ที่ประมาณ 890 บาทต่อตัน ลดลงจาก 1,126 บาทต่อตันในฤดูกาลก่อนหน้า ขณะที่ USDA คาดว่าฤดูกาล 2026/27 อาจขยับขึ้นเล็กน้อยเป็นประมาณ 940 บาทต่อตัน

ราคาที่ลดลงในช่วงที่ผ่านมาอาจกระทบแรงจูงใจของเกษตรกรในการปลูกอ้อย โดยเฉพาะหากต้องเผชิญต้นทุนสูงควบคู่กับผลผลิตที่ลดลงจากภัยแล้งหรือโรคพืช นั่นหมายความว่า ต่อให้ราคาน้ำตาลโลกปรับขึ้นในอนาคต ผลประโยชน์ก็อาจไม่ได้ส่งผ่านกลับไปถึงเกษตรกรได้ทันที หากผลผลิตอ้อยในประเทศลดลงไปแล้ว

อีกด้านหนึ่ง ตลาดน้ำตาลไทยยังเผชิญแรงกดดันจากการค้ากับจีนด้วย หลังจีนห้ามนำเข้าน้ำเชื่อมจากไทยตั้งแต่ปลายปี 2024 และขยายมาตรการไปยังผลิตภัณฑ์น้ำตาลบางประเภทเพิ่มเติมในปี 2025 โดยก่อนหน้านั้นจีนเคยคิดเป็นประมาณ 96% ของการส่งออกน้ำเชื่อมของไทยในฤดูกาล 2023/24

แม้มาตรการดังกล่าวไม่ได้กระทบการส่งออกน้ำตาลทรายโดยตรง แต่ทำให้ความต้องการใช้น้ำตาลในภาคอุตสาหกรรมภายในประเทศลดลง เพราะผู้ผลิตน้ำเชื่อมที่เคยผลิตเพื่อส่งออกไปจีนลดกำลังการผลิตตามไปด้วย USDA ประเมินว่าการบริโภคน้ำตาลในประเทศของไทยในฤดูกาล 2025/26 อาจลดลงอีกประมาณ 6% จากปีก่อน

ในด้านการส่งออก ไทยยังพึ่งพาตลาดเอเชียเป็นหลัก โดยในปี 2025 ไทยส่งออกน้ำตาลรวมประมาณ 6.16 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 13.3% จากปีก่อนหน้า อินโดนีเซียเป็นตลาดใหญ่ที่สุดที่ราว 1.61 ล้านตัน ตามด้วยกัมพูชาและเกาหลีใต้

โลกยังไม่ได้ขาดน้ำตาล แต่สมดุลระหว่างอุปสงค์กับอุปทานเริ่มตึงตัว

International Sugar Organization หรือ ISO ประเมินว่า ในฤดูกาล 2025/26 โลกยังมีน้ำตาลส่วนเกินประมาณ 1.1 ล้านตัน แม้จะลดลงจากประมาณการก่อนหน้าที่ 2.2 ล้านตัน ส่วนฤดูกาล 2026/27 คาดว่าจะพลิกเป็นภาวะขาดดุลประมาณ 200,000 ตัน เมื่อเทียบกับการบริโภคทั่วโลกที่คาดว่าจะอยู่ที่ 180.4 ล้านตัน

ตัวเลขขาดดุลดังกล่าวยังถือว่าเล็กมากเมื่อเทียบกับขนาดของตลาดทั้งหมด แต่สิ่งที่น่าจับตาคือ ส่วนต่างระหว่างปริมาณที่ผลิตได้กับความต้องการกำลังแคบลงเรื่อย ๆ

ISO ระบุว่า เอลนีโญเป็นหนึ่งในความเสี่ยงสำคัญต่อแนวโน้มผลผลิตในช่วงหลายเดือนข้างหน้า และหากผลผลิตในฤดูกาล 2026/27 ต่ำกว่าที่คาดไว้เพียงเล็กน้อย ภาวะขาดดุลก็อาจขยายตัวขึ้นได้อย่างรวดเร็ว

อีกด้านหนึ่ง ISO ยังเตือนว่า ราคาน้ำตาลที่ปรับขึ้นในช่วงที่ผ่านมาอาจเพิ่มขึ้นเร็วเกินกว่าปัจจัยพื้นฐานบางส่วน เนื่องจากนักลงทุนเข้ามาเก็งกำไรมากขึ้นจากความกังวลเรื่องสภาพอากาศ

ดังนั้น สิ่งที่ตลาดกำลังจับตาไม่ได้มีเพียงปริมาณน้ำตาลที่มีอยู่ในขณะนี้ แต่รวมถึงความเสี่ยงว่า หากสภาพอากาศเลวร้ายลงอีก ผลผลิตในช่วงถัดไปจะเพียงพอกับความต้องการหรือไม่

ไม่ใช่แค่น้ำตาล สินค้าเกษตรอื่นก็เริ่มถูกจับตา

น้ำตาลจึงถูกมองว่าเป็นหนึ่งในสัญญาณแรก ๆ ที่สะท้อนว่าเอลนีโญอาจเริ่มส่งผลต่อระบบอาหารในวงกว้าง เพราะสินค้าเกษตรอื่นก็มีความเสี่ยงเช่นเดียวกัน

ข้าวอาจได้รับผลกระทบจากปริมาณฝนที่ลดลงในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ขณะที่พื้นที่ปลูกโกโก้ในแอฟริกาตะวันตกเสี่ยงต่อภาวะแห้งแล้ง ส่วนกาแฟและปาล์มน้ำมันก็เป็นสินค้าอีกกลุ่มที่ต้องจับตาจากความผันผวนของฝนและอุณหภูมิ

ต้นทุนน้ำตาลทั่วโลกเพิ่มขึ้นประมาณ 18% ในปีนี้ และเป็นหนึ่งในองค์ประกอบที่ปรับขึ้นมากที่สุดในดัชนีราคาสินค้าอาหารขององค์การสหประชาชาติ

ผลกระทบจึงไม่ได้จำกัดอยู่ที่ราคาน้ำตาลที่ผู้บริโภคซื้อโดยตรง เพราะน้ำตาลเป็นวัตถุดิบของเครื่องดื่ม ขนม เบเกอรี และอาหารแปรรูปจำนวนมาก หากราคาวัตถุดิบยังสูงขึ้นต่อเนื่อง ต้นทุนก็อาจถูกส่งผ่านไปยังผู้ผลิต และท้ายที่สุดสะท้อนออกมาในราคาอาหารที่ผู้บริโภคต้องจ่าย

หากในช่วงเดียวกัน ข้าว กาแฟ โกโก้ หรือปาล์มน้ำมันได้รับผลกระทบตามไปด้วย ความกังวลก็อาจขยายจากราคาสินค้าชนิดใดชนิดหนึ่ง ไปสู่แรงกดดันต่อราคาอาหารในวงกว้างมากขึ้น

อ้างอิง : Bloomberg , USDA , ISO, WMO

แชร์
เอลนีโญป่วนตลาดน้ำตาลโลก ไทยเสี่ยงผลผลิตลด–ส่งออกหด ดันต้นทุนอาหารพุ่ง