
จากกรณีที่ นายภัทรพงศ์ ศุภักษร หรือ ทนายอั๋น บุรีรัมย์ เข้าแจ้งความกับกองบังคับการปราบปรามเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2569 อ้างว่าถูกข่มขู่และติดตั้ง GPS เพื่อติดตามความเคลื่อนไหว จากกรณีที่เดินทางไป จ.อำนาจเจริญ เพื่อรับทราบข้อกล่าวหาในคดี พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558 เมื่อวันที่ 12 ตุลาคมที่ผ่านมา จากกรณีกิจกรรมไฮด์ปาร์กในปฏิบัติการที่ใช้ชื่อว่า "ไล่หนู จับฮั้วอำนาจเจริญ" บริเวณหอนาฬิกาเทศบาลเมืองอำนาจเจริญ และจัดชุมนุมสาธารณะหน้าสถานีตำรวจภูธรเมืองอำนาจเจริญ เมื่อวันที่ 16 ส.ค. 69 แต่กลับถูกกลุ่มชาวบ้านรวมตัวโห่ไล่ ก่อนพบว่ามีบุคคลถ่ายภาพบริเวณหน้าบ้านและนำข้อมูลการเดินทางไปเผยแพร่ในเพจท้องถิ่น
จนกระทั่งในวันที่ 22 ตุลาคม มีหนังสือแจ้งผลการดำเนินการ ที่ 0026.23/3957 ลงวันที่ 22 ตุลาคม 2569 ไม่รับคดีว่าดำเนินการโดยอ้างเพียงว่า "คดีไม่มีความซับซ้อนยุ่งยาก จึงไม่เข้าเงื่อนไขที่จะรับไว้เป็นคดี" โดยทางตำรวจกองปราบมีการตีคดีไปที่ สภ.เมืองนครราชสีมา เนื่องจากเป็นท้องที่ที่เกิดเหตุ จึงมองว่าทาง กองบังคับการปราบปรามเปลี่ยนไปหรือไม่ ซึ่งถูกตั้งขึ้นมาเพื่อสืบสวนสอบสวนในคดีพิเศษเช่นคดีของตน จึงมองเหมือนถูกเตะกลับเข้าไปในซอยเปลี่ยวที่มีแต่โจร
วันนี้จึงทำหนังสือคัดค้านคำสั่งทางคดีดังกล่าว ให้กลับมาเป็นคดีพิเศษ ยืนยันว่า การเดินทางมาร้องเรียนครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อหาความจริง ไม่ใช่การท้าทายหน่วยงานใด พร้อมระบุว่า หากกองปราบปรามไม่สามารถช่วยตรวจสอบข้อเท็จจริงได้ จะเดินหน้าร้องต่อผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง รวมถึงถ้ายังไม่รับเรื่องอีกก็จะร้องเรียนไปยัง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และหากยังไม่ได้รับการดำเนินการ จะยื่นเรื่องต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ เพื่อให้มีการตรวจสอบตามกระบวนการต่อไป
โดย ทนายอั๋น ระบุว่าคดีของตนเองก็ถือว่าเป็นคดีที่ใหญ่ แต่คนที่เซ็นหนังสือมียศเพียงแค่รองผู้กำกับเท่านั้น ทั้งที่คดีของตนไม่ใช่คดีแค่ขโมยรองเท้า มันเป็นคดีหมายปองเอาชีวิต หรือว่ากองปราบเดี๋ยวนี้ทำแต่คดีเน็ตไอดอล รับใช้ทางการเมืองเหมือนดีเอสไอหรือเปล่า
ทนายอั๋น ยังเปิดเผยกรณีพบอุปกรณ์ต้องสงสัยติดตั้งอยู่ใต้รถยนต์ของตัวเอง โดยระบุว่า ก่อนหน้านี้เดินทางไปที่จังหวัดอำนาจเจริญ และหลังออกจาก สภ.เมืองอำนาจเจริญ พบประชาชนมาโห่ไล่ พร้อมตะโกนข้อความเชียร์ "เจ๊รวย" และขับไล่ให้ออกจากพื้นที่ จากนั้น เมื่อเดินทางกลับบ้านเกิด พบว่ามีบุคคลแอบถ่ายภาพบริเวณหน้าบ้าน ก่อนนำภาพไปเผยแพร่ในเพจเฟซบุ๊ก โดยระบุเวลาที่เดินทางถึงบ้านว่าเป็นช่วง 22.00 น. ทำให้เกิดความสงสัยว่ามีบุคคลติดตามความเคลื่อนไหวของตัวเองหรือไม่
ทนายอั๋น ระบุว่า ได้นำเรื่องที่เกิดขึ้นเข้าแจ้งความที่ตำรวจภูธรภาค 3 ก่อนเดินทางไปแถลงข่าวในวันถัดมา และพบว่ามีชายสวมเสื้อสีดำ รูปร่างผอม ผมสั้น ถ่ายภาพตัวเองในมุมเดียวกับภาพที่ปรากฏในเพจฮักนะอำนาจเจริญ นอกจากนี้ ในวันเดียวกันยังพบภาพลักษณะคล้ายมีบุคคลขี่รถติดตามและถ่ายภาพด้านหลังรถของตัวเอง ก่อนนำไปเผยแพร่ในเพจดังกล่าวถึง 3 ครั้ง จึงเกิดข้อสงสัยว่าอาจมีอุปกรณ์ติดตามตำแหน่ง GPS ติดตั้งอยู่ในรถ
ทนายอั๋น บุรีรัมย์ กล่าวว่า วันถัดมาได้เดินทางเข้ากรุงเทพ และแวะนำรถเข้าตรวจสอบที่อู่แห่งหนึ่งในจังหวัดนครราชสีมา ก่อนพบอุปกรณ์ต้องสงสัย 2 ชิ้น ติดตั้งอยู่ใต้รถ จึงนำออกมาตรวจสอบและบันทึกภาพเหตุการณ์ไว้ทั้งหมด โดยระบุว่าเข้าใจว่าเป็นอุปกรณ์ GPS แต่ต้องการให้มีการตรวจพิสูจน์ข้อเท็จจริงอย่างชัดเจน ส่วนสาเหตุที่ไม่ได้แจ้งตำรวจเข้าตรวจสอบในขณะนั้น ทนายอั๋น ชี้แจงว่า ก่อนหน้านี้ได้ขอตรวจสอบกล้องวงจรปิดจากตำรวจภูธรภาค 3 แต่ถูกปฏิเสธ ทำให้สูญเสียความเชื่อมั่นต่อการดำเนินการของเจ้าหน้าที่
ทนายอั๋น บุรีรัมย์ ยังตั้งข้อสังเกตถึงการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเรียกร้องให้กองปราบปรามร่วมตรวจสอบข้อเท็จจริง ทั้งเรื่องภาพจากกล้องวงจรปิด บุคคลที่ปรากฏในภาพ และอุปกรณ์ต้องสงสัยที่พบใต้รถ พร้อมขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาพิสูจน์ข้อเท็จจริงร่วมกัน
ทนายอั๋น ยังเรียกร้องไปยัง นางสุขสมรวย วันทนียกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่ง ทนายอั๋น บุรีรัมย์ ระบุว่ากำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้เข้ามาช่วยประสานให้มีการตรวจสอบกล้องวงจรปิดและพิสูจน์ทราบอุปกรณ์ที่พบใต้รถ
Advertisement