
วันที่ 8 พ.ย. 2569 สถานการณ์ในพื้นที่อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ยังคงน่าห่วง หลังแม่น้ำสายเกิดวิกฤติน้ำขุ่นมัว จนกลายเป็นสีแดงเข้มอย่างน่ากลัว โดยผลการตรวจสอบจากสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 (เชียงใหม่) กรมควบคุมมลพิษ ยืนยันว่าคุณภาพน้ำในแม่น้ำสายมีการปนเปื้อนสารหนูสูงกว่าค่ามาตรฐาน ถึง 28 เท่าที่ผ่านมา คาดเกิดจากการชะล้างหน้าดินบริเวณต้นน้ำ และฝนตกหนัก อีกทั้งประจบน้ำประปาแห้งไม่พอผลิต ส่งผลให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเร่งนำรถน้ำออกแจกจ่ายช่วยเหลือชาวบ้านเพื่ออุปโภคบริโภคเป็นการชั่วคราว
นายจัตุวิชช์ ดอกไม้ ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านเหมืองแดง หมู่ 2 ต.แม่สาย เปิดเผยว่า ชาวบ้านต่างทราบกันดีว่า มลพิษตกค้างเหล่านี้สืบเนื่องมาจากเหตุการณ์ดินโคลนถล่มเมื่อปี 2567 ซึ่งพัดเอาสารพิษจากเหมืองแร่บริเวณต้นน้ำฝั่งท่าขี้เหล็ก เข้ามาทับถมในพื้นที่ ทำให้ปัจจุบันชาวแม่สายต้องตกอยู่ในสภาพ "จมกองมลพิษ" ทั้งในดิน และในน้ำ สิ่งที่ชาวบ้านกังวลที่สุดคือ การปนเปื้อนเข้าสู่พืชผักและข้าว เพราะทุกวันนี้ยังคงบริโภคผลผลิตที่ปลูกในพื้นที่ปนเปื้อน
แม้ทางการจะออกประกาศเตือน ให้งดรับประทานสัตว์น้ำในแหล่งน้ำธรรมชาติ แต่ในความเป็นจริง วิถีชีวิตของชาวบ้านยังคงผูกพัน กับการเกษตรและการหาเช้ากินค่ำ เช่น การเก็บหอยตามนาข้าว และการเก็บผักบุ้งไปขายในตลาด ซึ่งอาจมีสารพิษตกค้างส่งต่อไปยังผู้บริโภค โดยพื้นที่เกษตรกรรม ที่ต้องพึ่งพาน้ำสายครอบคลุมกว้างขวางถึง 5 ตำบล ชาวบ้านจึงอยากเรียกร้องให้ภาครัฐเร่งแก้ไขปัญหาระยะยาว ไม่ใช่เพียงแค่เข้ามาเก็บตัวอย่างน้ำ แล้วเงียบหายไปโดยไม่แจ้งผลลัพธ์ให้ประชาชนรับทราบ
นอกจากนี้ ความวิตกกังวลยังขยายวงกว้างไปถึงการใช้น้ำบาดาล โดยเกษตรกรรายหนึ่งในพื้นที่ ซึ่งปลูกกระเทียมห่างจากแม่น้ำสายไม่ถึง 50 เมตร ระบุว่า แม้ไม่ได้ใช้น้ำจากลำน้ำสายโดยตรง แต่น้ำบาดาลที่สูบขึ้นมารดแปลงเกษตรก็ไม่แน่ใจว่ามีการปนเปื้อนใต้ดินหรือไม่ ที่ผ่านมามีเจ้าหน้าที่เข้ามาขุดเจาะเก็บตัวอย่างน้ำเพียงครั้งเดียวเมื่อ 2-3 เดือนที่ผ่านมา แล้วเรื่องก็เงียบหาย ทำให้เกิดความคลางแคลงใจอย่างมาก
เช่นเดียวกับ นายสมาย มงคลคลี อายุ 65 ปี เกษตรกรผู้ปลูกกระเทียมส่งตลาดเช้าแม่สายมานานกว่า 30 ปี ซึ่งมีสวนห่างจากแม่น้ำสายราว 200 เมตร เผยด้วยความอัดอั้นว่า รู้สึกวิตกกังวล และหวาดกลัวว่าสารพิษจะแทรกซึมเข้าสู่ต้นกระเทียม แต่ก็ไม่รู้จะทำอย่างไรเพราะเป็นเพียงชาวบ้านตัวเล็กๆ ที่ไม่มีปากมีเสียง ไปเรียกร้องกับใคร จึงทำได้เพียงก้มหน้ารับกรรม และอยู่ร่วมกับน้ำปนเปื้อนต่อไป พร้อมหวังว่ารัฐบาลจะลงมาช่วยแก้ปัญหาอย่างจริงจังเสียที
Advertisement