
(15 ต.ค. 2569) พ.ต.อ.วิชัย ไชยอิ่นคำ ผกก.สภ.พาน จ.เชียงราย พ.ต.ท.อธิวัฒน์ อินนันชัย รอง ผกก.ป. พ.ต.ท.สุรพัศ ธรรมปัญญา สวป.นำเจ้าหน้าที่ตำรวจสายตรวจ, จราจร สภ.พาน ควบคุมตัวชาวไทยจำนวน 2 คน และชาวจีนจำนวน 10 คน ดำเนินคดีตามกฎหมาย หลังจากเย็นวันที่ 14 ต.ค. ที่ผ่านมา ขณะเจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่ตำรวจได้ปฏิบัติที่ตรวจตราในพื้นที่ ต่อมาได้พบรถยนต์ส่วนบุคคลยี่ห้อ มาสด้า สีขาว และยี่ห้อฮอนด้า สีขาว ป้ายทะเบียน จ.เชียงราย เหมือนกันขับผ่านมาในพื้นที่บริเวณหน้า สภ.พาน เจ้าหน้าที่เห็นมีพิรุธจึงได้เรียกตรวจสอบ
จากการตรวจดูภายในรถพบมีคนขับเป็นคนไทยขับมาคนละคันคือ นายนัธทวัฒน์ (สงวนนามสกุล) อายุ 39 ปี และ น.ส.วิรากานต์ (สงวนนามสกุล) อายุ 28 ปี แต่ผู้โดยสารที่นั่งแออัดมากับรถปรากฎว่ามีรูปพรรณสันฐานไม่ใช่คนไทยและสื่อสารด้วยภาษาไทยไม่ได้ จึงได้เชิญลงจากรถพบทั้งหมดเป็นชาวจีนรวมจำนวน 10 คนแต่ละคนไม่มีเอกสารเข้าออกประเทศ และทั้งหมดมีโทรศัพท์มือถือรวมกันถึง 20 เครื่อง กำลังเดินทางออกจากพื้นที่ จ.เชียงราย เพื่อจะไปทางพื้นที่ภาคกลาง เจ้าหน้าที่จึงดำเนินคดีกับคนไทยทั้ง 2 คน ข้อหา "ร่วมกันช่วยเหลือซ่อนเร้นหรือช่วยเหลือด้วยประการใดๆ เพื่อให้บุคคลต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรโดยผิดกฎหมายให้พ้นจากการจับกุม" ส่วนชาวจีนทั้ง 10 ตั้งตั้งข้อหา "เป็นบุคคลต่างด้าว อยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต ตาม ม.81 พ.ร.บ.คนเข้าเมือง ตามกฎหมาย"
รายงานข่าวแจ้งว่าสำหรับพื้นที่ จ.เชียงราย เคยมีการจับกุมชาวจีนลักลอบหลบหนีเข้าเมืองได้หลายครั้ง เนื่องจากตั้งอยู่ติดกับเขตเศรษฐกิจพิเศษใน จ.ท่าขี้เหล็ก ประเทศเมียนมมา และสามเหลี่ยมทองคำ เมืองต้นผึ้ง แขวงบ่อแก้ว สปป.ลาว ซึ่งเคยเป็นแหล่งของเครือข่ายหลอกลวงหรือแก๊งคอลเซ็นเตอร์-สแกมเมอร์ แต่นับตั้งแต่ประเทศจีนได้ปราบปรามแก๊งเหล่านี้ในประเทศเมียนมา สปป.ลาว และกัมพูชาอย่างหนักในปี 2566 เป็นต้นมาโดยเฉพาะใน จ.เมียวดี ประเทศเมียนมา ทำให้ชาวจีนที่ทำงานตามจุดต่างๆ ในแต่ละประเทศมีการเคลื่อนไหวหลบหนีออกจากจุดที่ถูกปราบปรามหรือกดดันและมักลักลอบเดินทางผ่านประเทศไทยที่มีเส้นทางคมนาคมสะดวกเพื่อไปยังแหล่งที่ไม่ถูกปราบปรามหรือกดดันในฝั่งประเทศเพื่อนบ้าน
Advertisement