Logo site Amarintv 34HD
logo duooneLogo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
มท.4 ยันไร้สวมสิทธิ์พ่อแม่ทิพย์ -ตม. สั่งเข้มด่าน รวบจีนเทา "อี้หลง"

มท.4 ยันไร้สวมสิทธิ์พ่อแม่ทิพย์ -ตม. สั่งเข้มด่าน รวบจีนเทา "อี้หลง"

9 ต.ค. 69
13:07 น.
แชร์

มท.4 ยันปราบขบวนการสวมสิทธิ์พ่อแม่ทิพย์ ย้ำยุคนี้เกิดไม่ได้กระทบมั่นคง ด้านตม.สั่งทุกด่านเข้มครอบครัวข้ามแดน เผยไทม์ไลน์รวบ "อี้หลง" จีนเทา มีเจ้าหน้าที่รัฐเอี่ยวตั้งแต่กระบวนการแจ้งเกิดถึงสวมสิทธิ์

หลังการปฏิบัติการ “เผยเงาเหนือ” โดยพลตำรวจโทนพศิลป์ พลูสวัสดิ์ ผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจตรวจคนเข้าเมือง นำทีมเจ้าหน้าที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าบุกเข้าจับกุม นายวุฒิชัย ศรีรักษา อายุ 40 ปี สัญชาติไทย ผู้ต้องหาสวมสิทธิ์พ่อทิพย์ นายอี้หลง แซ่จาง อายุ 40 ปี อ้างตัวเป็นชาวไทยชายขอบ นางสาวจินกุ้ย หลี่ สัญชาติจีน ผู้ต้องหาหมายจับศาลอาญาในข้อหา ให้ข้อมูลเท็จ , ยื่นเอกสารอันเป็นเท็จ และเป็นคนไม่มีสัญชาติ ได้ที่หมู่บ้านหรูในพื้นที่สน.วังทองหลาง หลังพบพฤติการณ์สวมสิทธิ์คนไทย ฟอกเงิน และใช้นอมินีในการซื้อทรัพย์สิน มูลค่าประมาณ 500 ล้านบาท

ล่าสุด นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท.4) พร้อมด้วยพลตำรวจโทนพศิลป์ พลูสวัสดิ์ ผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจตรวจคนเข้าเมือง , กองบัญชาการตำรวจนครบาล กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ปปช. ปปง. และ ฝ่ายปกครอง ร่วมกันแถลงข่าว

โดยนายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ ได้ตอบคำถามนักข่าว ในประเด็นและกระบวนการจับกุมพ่อทิพย์แม่ทิพย์ ถึงห้วงที่ผ่านมามันเป็นความเสียหายเรื่องความมั่นคงของประเทศ ซึ่งเรื่องนี้ไม่ใช่เพิ่งเกิดมันเกิดมาเป็น 10 ปีแล้ว เหตุใดจึงไม่มีการตรวจสอบหรือดำเนินการใดๆ นายวรศิษฎ์ ระบุว่าก่อนหน้านี้เป็นมายังไง ตนไม่ทราบเพราะว่าตั้งแต่ตนเข้ามาทำงานได้ประมาณ 5-6 เดือน ขอย้ำว่านโยบายของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ชัดเจนว่าการเรื่องเป็นกำแพงกั้นสิทธิ์คนไทยไม่ใช่เป็นช่องโหว่ เพราะฉะนั้นเรากำลังทำจะเห็นว่าเรามีปฏิบัติการลักษณะนี้บ่อยขึ้นเรื่อย ๆ โดยเป็นการบูรณาการร่วมกันจากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อจะกวาดล้างสิ่งที่เคยหมักหมมมานาน

ส่วนใหญ่เคสที่เห็นก็จะเป็นเคสที่เกิดขึ้นในอดีต สิ่งที่เราทำก็คือ 1.กวาดล้าง 2.ดำเนินการและ 3.ป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นอีก ส่วนใครจะเข้าไปรู้เห็นก่อนหน้านี้ทุกเคสที่เรามีการไปดำเนินปฏิบัติการก็ต้องมีการขยายผลต่ออยู่แล้วเพราะว่าบุคคลเหล่านี้เขาไม่สามารถทำด้วยตัวเองได้ซึ่งเจ้าหน้าที่รัฐคือตัวแปรสำคัญส่วนใหญ่จะประกอบไปด้วยคน 3 กลุ่มคือ 1.ผู้มาสวมสิทธิ์ 2.กลุ่มนายหน้า 3.เจ้าหน้าที่รัฐ โดยขั้นตอนคือในหน้ามีหน้าที่เชื่อมผู้มาสวมกับเจ้าหน้าที่รัฐที่สามารถคุยกันได้หรืออำนวยความสะดวกให้ได้เพราะฉะนั้นในส่วนนี้คนที่เกี่ยวข้องมันจะอยู่เป็นวงไปขึ้นอยู่ว่าตรงไหนจับได้ก็เจาะไป เพราะสุดท้ายไม่ว่าใครที่เกี่ยวข้องจากการขยายผลตามข้อเท็จจริงก็จะต้องมีการดำเนินการอยู่แล้ว

ส่วนที่การทำงานของเจ้าหน้าที่ชุดนี้สามารถตรวจเจอแต่ชุดก่อนก่อนแสดงว่าไม่ได้ตรวจหรือไม่เจอความผิดปกติหรือไม่นั้น นายวรศิษฎ์เปิดเผยว่า อันนี้ตนคงให้คำตอบไม่ได้ เพราะว่าเรื่องที่เกิดขึ้นมานี้มันเกิดมา 10 ถึง 20 ปี ตอนนั้นตนยังเรียนอยู่มหาวิทยาลัยอยู่ แต่อันนั้นก็เป็นเรื่องหนึ่งแต่ ณ ปัจจุบันนี้ยังไงก็ต้องไม่ได้และต้องไม่มีแล้ว รวมถึงต้องป้องกันด้วย

พลตำรวจโทนพศิลป์ เปิดเผยถึง การจับกุมตัว นายอี้หลง และพวก ว่า หลังจากนี้ทางตำรวจตรวจคนเข้าเมืองเข้า ได้เน้นย้ำไปยังด่านตรวจคนเข้าเมืองทั่ว ประเทศให้มีการสังเกต ลักษณะการเดินทางของครอบครัว ที่มีพ่อแม่ลูก เป็นต่างชาติ ต้องตั้งข้อสังเกต และตรวจสอบว่ามีความสัมพันธ์เป็นพ่อแม่ลูกกันจริงหรือไม่ รวมทั้งตรวจสอบว่า ผู้ปกครองได้มีการยินยอมให้เด็ก อายุต่ำกว่า 18 ปี เดินทาง ข้ามประเทศนั้นได้ได้รับความยินยอมจากผู้ปกครองที่แท้จริงหรือไม่ ซึ่งเป็นเป็นมาตรฐานเชิงรุกในการขยายผลปฏิบัติการกวาดล้างจับกุมพ่อทิพย์แม่ทิพย์

โดยการดำเนินการในครั้งนี้นับว่าเป็นการร่วมปฏิบัติการกับกลุ่มเครือข่าย เห็นว่าต่างด้าวพยายามเข้าอยู่ในไทย คือการพยายามสวมสิทธิ์ ให้มีสิทธิ์เป็นคนไทยเพื่ออยู่ในที่ของประเทศไทย หวังทำมาหากินแย่งสิทธิทำกินของคนไทย ตลอดจนการครอบครองที่ดิน และเปิดบริษัทหาผลประโยชน์จากผืนแผ่นดินไทย

ดังนั้นในครั้งผ่านมาที่ดำเนินการกวาดล้าง ทางเครือข่ายเห็นหลายมิติของอาชญากรรมข้ามชาตินับตั้งแต่การทุจริตทางทะเบียน การเปิดบริษัทเป็นนอร์มินิคนไทยที่เป็นส่วนหลงผิดหลงเชื่อและได้รับประโยชน์ และเป็นตัวแทนนอร์มินี เพื่อให้ต่างชาติเปิดบริษัท จากนั้นบริษัทดังกล่าวที่เป็นนิติบุคคลถือครองที่ดินมาซื้ออสังหาริมทรัพย์และทำธุรกิจในไทย

จากนั้นตรวจตรวจสอบพบอีกว่าคนต่างด้าว เมื่อเข้ามามาอยู่ในไทยแล้วมีภรรยา ก็จะมีบุตร ซึ่งเกิดในคนไทยหรือคนจีนก็พยายามสวมสิทธิ์ให้เป็นเด็กไทยให้ได้ จนมีกระบวนการเกิดขึ้นจากความร่วมมือโรงพยาบาล และตัวคนไทยที่เป็นพ่อทิพย์

โดยคดีของนายอี้หลง ครั้งนี้ตำรวจร่วมปฏิบัติการกับกรมการปกครอง และ DSI ในการปฏิบัติการเครือข่าย ซึ่งได้แจ้งไปยังสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองทุกพื้นที่ จับตาพิเศษว่า “ ถ้าบุคคลต่างด้าวเดินทางโดยมีบุตรตามไปด้วยให้ตรวจสอบเชิงลึกว่าบุตรนั้นมีสูจิบัตรที่เกิด และบุใครเป็นบิดา ใครเป็นมารดาและการเดินทางต้องได้รับการยินยอมจากผู้ปกครองบิดามารดา”

ซึ่งทามไลน์เคสนี้ เริ่มตั้งแต่วันที่ 2 สิงหาคม 2569 พบนายอี้หลง พร้อมกับตัวภรรยา และเด็กจะเดินข้ามประเทศไปยังประเทศจีน ทางสนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิ โดยเจ้าหน้าที่พบพิรุธจึงขอตรวจสอบ จนพบว่าบิดาชื่อนายวุฒิชัย เป็นคนไทยแต่ไม่ได้ความยินยอมให้เด็กเดินทางจึงเป็นจุดเริ่มต้น จึงมีการพิสูจน์ตัวตน และการตรวจดีเอ็นเอ พร้อมติดตามตัวมาตั้งแต่วันนั้นมา

ปรากฎว่า ผลออกมาว่าครอบครัวนี้ ทั้ง 3 คนเป็นครอบครัวเดียวกัน โดยนายวุฒิชัย เป็นพ่อไทยทิพย์ตำรวจจึงเอาหมายจับ

ทั้งนี้ตำรวจและเครือข่าย ทำการเจาะลึกลงไปก็พบว่านอกจากมีการสวมตัวเด็กแล้ว หลังจากนั้นพบพ่อแท้ชาวจีน มีการสวมบัตรประจำตัวประชาชนเป็นหัวเลข 5 จนประสานฝ่ายปกครองในการตรวจสอบไปพบว่า นับตั้งแต่เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2529 มีเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปเกี่ยวข้อง กระบวนการปลอมแปลงเอกสารตั้งแต่การแจ้งเกิด ของตัวนายอี้หลง ที่เป็นพ่อแท้ของเด็ก โดยแจ้งเกิดที่บ้านอรุโณทัย ตำบลเวียงแก่น อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ โดยบิดาไม่มีสัญชาติ มารดาเป็นคนไทย ซึ่งบิดาเพิ่มชื่อเข้าทะเบียนบ้านภงด. 98 กำหนดเลขประจำตัวประชาชน ณ จังหวัดเชียงราย ในวันที่ 6 ตุลาคม

รวม 37 ปี พึ่งเข้าเพิ่มชื่อ (คนจีนมูเชอร์ คนชายขอบ แม่บุญธรรม 2 ขวบ อ้างเพิ่มชื่อในห้วงเกินกำหนด หรือตกสำรวจ ปี 2532) ซึ่งปัจจุบันเจ้าตัวอ้างว่าพ่อกับแม่นั้นเสียชีวิตไปแล้ว

ต่อมานายอี้หลง ตอนอายุ 12 ปี มาเป็นพนักงานเสิร์ฟที่พัทยา โดยไม่มีบัตรประชาชน แต่ใช่เพียงทะเบียนบ้านในการทำงาน

จนกระทั่งปี 2550 นางสาวจินกุ้ย หลี่ สัญชาติจีน เข้าไทย โดยศึกษาที่ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ 1 ปี และกลับจีน จนปี 2555 ได้ทำงานย่านนวลจันฯ มารู้จักนายวุฒิชัย ที่ตัวเขานั้นทำงานก่อสร้างรู้จักกันห้วง 2555

นางสาวจินกุ้ย อ้างว่ามีการคบซ้อนกับชายชาวจีน จนปี 2556 จนให้กำเนิดลูกชายมา 1 คน ซึ่งเกิดมาปรากฏว่าอ้างว่าไม่รู้เป็นลูกใคร แต่คิดว่าเป็นลูกของนายวุฒิชัย จึงบอกนายวุฒิชัยขอให้มาจดทะเบียนรับรองบุตร ซึ่งนายวุฒิชัยไม่รู้เธอเอาสำเนาบัตรประจำจัวประชาชนไปทำอะไร เพราะไม่มีความสัมพันธ์กับลูกเลย ทั้งที่ผู้หญิงอยู่กับนายอี้หลงตลอด

-วันที่ 23 มิถุนายน 2557 นายอี้หลง ก็เริ่มทำบัตรประชาชนใบแรกที่ ตำบลปอ อำเภอเวียงแก่น จังหวัดเชียงราย

-วันที่ 12 ตุลาคม 2563 ตัวเด็กทำประชาชนครั้งแรก

-วันที่ 23 กันยายน 2564 ทำบัตรประชาชนครั้งที่ 2

ทันทีที่ล่าสุดที่อำเภอเวียงแก่นเชียงราย นายอี้หลง ได้ตัวตนเป็นคนไทยได้บัตรเลข 5 ก็ได้เปิดบริษัทเป็นนิติบุคคล หรือในนามคนไทย บริษัทดังกล่าวนี้มีตัวเองถือหุ้นอยู่ 50% ภรรยาเป็นคนจีนถือหุ้น 49% ดังนั้นนิติบุคคลทะเบียนก็เป็นบริษัทคนไทย ถือครองที่ดินทำประโยชน์ต่างๆ จึงเป็นการสอดไส้

ขณะเดียวกันพบว่ามีการตั้งทุนจดทะเบียนบริษัท 5 ล้านบาท ครอบครองอสังหาริมทรัพย์และบ้าน มูลค่าเกือบ 17 ล้านบาท ดังนั้นเด็กที่เกิดมาสู่พ่อคนไทยทิพย์ ก็สามารถครอบครองทรัพย์สินได้หมดทุกอย่าง จึงกระทบต่อความมั่นคงอย่างมาก

พร้อมกันนี้บริษัทที่เป็นนิติบุคคล ได้ตรวจสอบพบว่ามีเงินหมุนเวียนของตัวนายอี้หลงจำนวน 100 ล้านบาท ตัวผู้หญิงหรือนางสาวจินกุ้ย 481 ล้านบาท ซึ่งมูลค่าความเสียหายเยอะมาก โดยบริษัทนั้นเปิดบริษัทเหมือน ทัวร์ศูนย์เหรียญและขายวัตถุมงคล

นอกจากนี้จากการตรวจสอบข้อมูลในโทรศัพท์มือถือ โดยนายอี้หลง เป็นนายหน้า พบหลักฐานการรับทำบัตรหัวศูนย์ในราคา 120,000 บาท โดยกลุ่มผู้ต้องหาขับรถเดินทางไปทำ มีการจ่ายมัดจำ 25% (30,000 บาท) ไปถ่ายรูปรอบแรกที่ อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ แล้วรอรับบัตรจริงอีกประมาณ 6 เดือน ก่อนจ่ายส่วนที่เหลืออีก 120,000 บาท เมื่อได้รับบัตรมาแล้วก็นำไปทำใบขับขี่ ซื้อรถ และใช้ชีวิตในไทยได้อย่างเสรี ซึ่งขณะนี้ สตม. ได้ประสานกรมการปกครองเพื่อขยายผลดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องในพื้นที่ อ.ฝาง ต่อไป

Advertisement

แชร์
มท.4 ยันไร้สวมสิทธิ์พ่อแม่ทิพย์ -ตม. สั่งเข้มด่าน รวบจีนเทา "อี้หลง"