
(9 ต.ค. 2569) ที่หน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำน้ำโขง เขตเชียงราย อ.เชียงแสน จ.เชียงราย จัดแถลงข่าวการตรวจยึดยาเสพติดรายสำคัญ มีการตรวจยึดของกลางเป็นยาบ้า 6.1 ล้านเม็ด พร้อมรถยนต์ที่ใช้ลำเลียงยาเสพติด 1 คัน โดยในการแถลงข่าวมี พลเรือตรี ณรงค์ เอมดี ผบ.นรข นายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รอง ผวจ.เชียงราย และตัวแทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมแถลงข่าว
พลเรือตรี ณรงค์ เอมดี ผู้บัญชาการหน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำแม่น้ำโขง (ผบ.นรข.) เปิดเผยระหว่างการแถลงข่าวว่า การปฏิบัติการสำเร็จได้ด้วยดีเนื่องจากได้รับข้อมูลข่าวสารและความร่วมมือจากพี่น้องประชาชนในพื้นที่ ซึ่งตรงตามนโยบายสำคัญของผู้บัญชาการทหารเรือ ที่เน้นย้ำให้หน่วยงานความมั่นคงตลอดแนวชายแดนบูรณาการร่วมกันสกัดกั้นยาเสพติดไม่ให้หลุดรอดเข้าไปยังพื้นที่ชั้นในอันจะสร้างความเสียหายต่อสังคมและประเทศชาติ พร้อมทั้งขอบคุณเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติงานทุกคนที่เสียสละ อดหลับอดนอน ตรากตรำทำงานเพื่อความปลอดภัยของประชาชนคนไทยทุกคน
ด้าน นายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย กล่าวว่า ในนามของจังหวัดเชียงราย ต้องขอแสดงความชื่นชมและขอบคุณการปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ นรข. ฝ่ายปกครอง ตลอดจนหน่วยงานบูรณาการทุกภาคส่วน ที่ร่วมกันเข้มงวดกวดขันจนนำไปสู่การตรวจยึดยาเสพติดล็อตใหญ่ในครั้งนี้ ถือเป็นผลงานสำคัญในการสกัดกั้นภัยคุกคามก่อนที่จะแพร่ระบาดเข้าสู่พื้นที่ชั้นใน จังหวัดเชียงรายยังคงพยายามเดินหน้าวางมาตรการต่างๆ อย่างเข้มข้น ทั้งการดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดน และการเฝ้าระวังป้องกันปัญหายาเสพติดระดับชุมชนและหมู่บ้าน เนื่องจากพื้นที่จังหวัดเชียงรายยังคงเป็นหนึ่งในเส้นทางหลักที่มีขบวนการค้ายาพยายามลักลอบนำเข้าในปริมาณมาก หลังจากนี้ทุกหน่วยงานจะต้องเพิ่มความเข้มข้นในการปฏิบัติงาน และบูรณาการความร่วมมือกันอย่างต่อเนื่องต่อไปเพื่อความปลอดภัยของประชาชน
ทางด้าน นาวาโท วรวิทย์ นพเก้า หัวหน้าสถานีเรือเชียงแสน ได้บรรยายสรุปรายละเอียดขั้นตอนการปฏิบัติการต่อหน้าแผนที่สังเขปว่า การสกัดกั้นในครั้งนี้สืบเนื่องมาจาก นรข.เขตเชียงราย ได้รับการประสานข้อมูลข่าวสารจากกองกำลังผาเมืองและสายลับในพื้นที่ว่า จะมีการลักลอบขนส่งยาเสพติดล็อตใหญ่ข้ามมาจากประเทศเพื่อนบ้าน เข้าสู่บริเวณบ้านหัวกว๊าน ต.บ้านแซว อ.เชียงแสน ในช่วงวันที่ 7-9 ตุลาคม ทาง ผบ.นรข.เขตเชียงราย จึงสั่งการให้ตนจัดชุดปฏิบัติการข่าวลงพื้นที่ซุ่มเฝ้าระวังตามแนวชายแดนแม่น้ำโขงอย่างใกล้ชิด
น.ท.วรวิทย์ บอกด้วยว่า กระทั่งเวลาประมาณ 19.20 น. ของวันที่ 8 ตุลาคม ชุดปฏิบัติการแกะรอยพบเรือต้องสงสัยแล่นลอยลำข้ามมาจากฝั่งประเทศเพื่อนบ้านผ่านตอนเหนือของเกาะผาคำ ก่อนจะปล่อยเรือไหลตามกระแสน้ำมาจอดเทียบฝั่งไทยทางทิศใต้ของเกาะ จากนั้นพบชายฉกรรจ์ประมาณ 6-7 คน ช่วยกันแบกขนวัตถุต้องสงสัยขึ้นมาจากริมตลิ่งนำมาวางกองรวมกันไว้บนฝั่ง เมื่อขนย้ายเสร็จสิ้น กลุ่มคนร้ายได้ส่งสัญญาณให้รถยนต์นั่งส่วนบุคคลสีดำ ที่จอดรออยู่บนถนน ถอยหลังเข้าไปเตรียมลำเลียงของขึ้นรถ เจ้าหน้าที่จึงตัดสินใจแสดงตัวเข้าขอตรวจค้นทันที แต่กลุ่มคนร้ายอาศัยความมืดและความชำนาญเส้นทางวิ่งหลบหนีเข้าป่าข้างทางไปได้
จากการเข้าตรวจสอบจุดเกิดเหตุ พบกระสอบปุ๋ยหุ้มถุงพลาสติกสีดำวางอยู่ 21 กระสอบ ภายในบรรจุ ยาบ้ารวมประมาณ 6.1 ล้านเม็ด จึงทำการยึดของกลางพร้อมรถยนต์อเนกประสงค์ นำส่ง บก.นรข.เขตเชียงราย ตรวจนับอย่างละเอียด และดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมายต่อไป
พลเรือตรี ณรงค์ เอมดี ผู้บัญชาการหน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำแม่น้ำโขง (ผบ.นรข.) ระบุถึงอุปสรรคและทิศทางการปราบปรามยาเสพติดชายแดนแม่น้ำโขง ว่า ตลอดแนวชายแดนแม่น้ำโขงมีระยะทางยาวและมีสภาพพื้นที่เป็นป่าเขา ซึ่งเอื้อต่อการลักลอบลำเลียงยาเสพติดของกลุ่มขบวนการผิดกฎหมายเป็นอย่างมาก ขณะที่กำลังพลของหน่วยเมื่อเทียบกับพื้นที่รับผิดชอบที่ยาวเหยียดถือว่ายังคงตึงมือ
พลเรือตรี ณรงค์ กล่าวถึงกรณีสังคมมองว่าไทยเป็นเพียงทางผ่านของยาเสพติดว่า เป็นเรื่องจริงเนื่องจากปริมาณการผลิตและมหาศาลเกินกว่าจะใช้เพียงแค่ในประเทศ ที่ผ่านมาหน่วยงานความมั่นคงและเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายสามารถจับกุมได้จำนวนมาก ไม่ได้จับได้น้อยแต่อย่างใด โดย นรข. ทำหน้าที่เป็นปราการด่านแรกในการสกัดกั้นตามแนวชายแดนไม่ให้ขบวนการลักลอบขนเข้าสู่พื้นที่ชั้นใน ส่วนยาเสพติดที่หลุดรอดไปได้ก็จะมีเจ้าหน้าที่ตำรวจคอยสกัดจับกุมในพื้นที่ชั้นในต่อไป
นอกจากนี้ ผบ.นรข. ได้ฝากข้อคิดถึงสื่อมวลชนเกี่ยวกับการเสนอข่าวมูลค่ายาเสพติดว่า ไม่อยากให้เน้นการตีมูลค่าเป็นตัวเงินหรือเปรียบเทียบราคาที่สูงเกินจริง เพราะอาจกลายเป็นการสร้างแรงจูงใจให้ผู้ที่กำลังลำบากหรือไม่มีงานทำ หันเข้ามาเสี่ยงในวงจรอันตรายนี้ เนื่องจากขบวนการค้ายาเสนอค่าตอบแทนเป็นขั้นๆ เช่น ค่าแบกขนข้ามแม่น้ำโขงเที่ยวละ 10,000-15,000 บาท และจะเพิ่มขึ้นตามระยะทางและปริมาณยาเสพติดที่นำเข้าพื้นที่ชั้นใน ซึ่งการประโคมเรื่องมูลค่าอาจกลายเป็นการชักจูงให้คนอยากเข้ามาทำผิดกฎหมายโดยไม่รู้ตัว
Advertisement