Logo site Amarintv 34HD
logo duooneLogo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
เงินต่างชาติไหลออกจากหุ้นไทย 3 ปี 5 แสนล้าน ลุ้นโรดโชว์ช่วยดึงกลับ
โดย : กองบรรณาธิการ SPOTLIGHT

เงินต่างชาติไหลออกจากหุ้นไทย 3 ปี 5 แสนล้าน ลุ้นโรดโชว์ช่วยดึงกลับ

24 ก.ย. 69
18:27 น.
แชร์

นักลงทุนต่างชาติเป็นหนึ่งในกลุ่มผู้ลงทุนสำคัญของตลาดทุนไทย โดยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ตลาดหุ้นไทยเผชิญกับกระแสเงินทุนต่างชาติไหลออก ก่อนจะเริ่มเห็นสัญญาณของเงินลงทุนต่างชาติกลับเข้ามาในตลาดหุ้นไทยอีกครั้งในปีนี้

การออกไปพบปะนักลงทุนต่างประเทศจึงยังเป็นภารกิจที่ตลาดทุนไทยต้องเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง และล่าสุด ผู้บริหารในภาคตลาดทุน ได้แก่ นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และนายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) ได้ร่วมคณะเดินทางเยือนญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา และสหราชอาณาจักร ของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ระหว่างวันที่ 20-27 กันยายน 2569

การเดินทางเยือนทั้งสามประเทศมีเป้าหมายสำคัญ คือ การนำเสนอศักยภาพและทิศทางเศรษฐกิจไทย รวมถึงโอกาสในตลาดทุน ท่ามกลางสัญญาณที่เริ่มดีขึ้น จึงเป็นความหวังของคนในตลาดทุนไทยว่า แรงส่งจากโรดโชว์ครั้งนี้จะช่วยดึงเงินลงทุนจากต่างประเทศไหลเข้าสู่ตลาดทุนไทยมากขึ้น และช่วยให้ตลาดทุนไทยมีบรรยากาศที่คึกครื้นขึ้น

ไทยเอาอะไรไปเป็นจุดขาย

การโรดโชว์ไม่ได้มุ่งนำเสนอเฉพาะตัวเลขหรือผลตอบแทนของตลาดหุ้น แต่เป็นการสื่อสารภาพใหญ่ของเศรษฐกิจไทย เพื่อให้นักลงทุนเข้าใจทิศทางของประเทศก่อนพิจารณาการลงทุนในบริษัทจดทะเบียน

รัฐบาลนำเสนอเป้าหมายการพาประเทศไทยไปสู่ประเทศรายได้สูงภายในปี 2580 พร้อมกับการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างเศรษฐกิจไปสู่อุตสาหกรรมใหม่ โดยเฉพาะเศรษฐกิจดิจิทัล เทคโนโลยี ปัญญาประดิษฐ์ (AI) พลังงานหมุนเวียน และอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มสูง ขณะเดียวกันยังนำเสนอศักยภาพด้านโครงสร้างพื้นฐาน การผลิต และห่วงโซ่อุปทานที่มีอยู่เดิม

ในการพบปะนักลงทุนในญี่ปุ่น นายกรัฐมนตรีนำเสนอแนวทางการต่อยอดความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจจากฐานการลงทุนเดิม โดยมองว่าความร่วมมือไทย-ญี่ปุ่นควรพัฒนาไปสู่การเป็น ‘หุ้นส่วน’ และเปลี่ยนจาก ‘การผลิตให้’ เป็น ‘การผลิตร่วมกัน’ พร้อมต่อยอด supply chain เดิมไปสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคต โดยเฉพาะดิจิทัล อิเล็กทรอนิกส์ และเทคโนโลยี รวมถึงการลงทุนโดยตรงจากญี่ปุ่น

ฝั่งตลาดทุน อัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย นำเสนอปัจจัยบวกของตลาดทุนไทยให้นักลงทุนต่างชาติเห็นใน 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ (1) ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนไทยที่กลับมาเติบโตอย่างแข็งแกร่งเป็นครั้งแรกในรอบ 3-4 ปี (2) การเปลี่ยนผ่านเครื่องยนต์เศรษฐกิจไทยสู่อุตสาหกรรมใหม่ ซึ่งเป็นเรื่องราวการเติบโตระยะยาว (Long-Term Story) ที่นักลงทุนสถาบันให้ความสนใจ และ (3) การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ตามนโยบายที่นายกรัฐมนตรีและรองนายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญ

นอกจากนี้ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังนำเสนอโครงการ JUMP+ ซึ่งช่วยยกระดับมูลค่าบริษัทจดทะเบียน และโครงการ BOI to IPO ที่เปิดโอกาสให้บริษัทต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในไทยสามารถระดมทุนและเติบโตไปพร้อมกับเศรษฐกิจไทย รวมถึงการปรับหลักเกณฑ์ร่วมกับ BOI และสำนักงาน ก.ล.ต. เพื่อเปิดทางให้ธุรกิจใหม่หรือ New Economy สามารถระดมทุนในตลาดทุนไทยได้

นักลงทุนต่างชาติสนใจอะไร

หนึ่งในสัญญาณที่ถูกจับตา คือ การตอบรับจากนักลงทุนสถาบันในนิวยอร์ก ซึ่งกรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ระบุว่า ได้พบปะนักลงทุนสถาบันกว่า 30 ราย ทั้งการประชุมกลุ่มและการหารือรายบริษัท ขณะที่ธนาคารแห่งอเมริกา (BofA) ระบุว่า มีกองทุนชั้นนำประมาณ 25 รายเข้าร่วม โดยกองทุนเหล่านี้มีสินทรัพย์ภายใต้การบริหารรวมประมาณ 40 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และผู้เข้าร่วมเป็นผู้บริหารระดับสูง ซึ่งหลายรายได้ขอพบกับนายกรัฐมนตรีเป็นการส่วนตัว

อรกัญญา พิบูลธรรม กรรมการผู้จัดการใหญ่ สาขาประเทศไทย ธนาคารแห่งอเมริกา เนชั่นแนล แอซโซซิเอชั่น (BofA) กล่าวว่า คำถามที่ได้รับจากนักลงทุนครอบคลุมทั้งเรื่องโลจิสติกส์ โครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูล พลังงาน และสังคมสูงวัย โดยมองว่า คำถามเหล่านั้นสะท้อนว่านักลงทุนมีความเข้าใจประเทศไทยเป็นอย่างดี

อรกัญญายังบอกอีกว่า นักลงทุนรายใหญ่มองว่าเงินทุนทั่วโลกกระจุกตัวอยู่ในสหรัฐฯ มากเกินไป ทำให้เอเชียเป็นตลาดที่น่าสนใจในระยะยาว

อีกประเด็นที่นักลงทุนต่างชาติให้ความสนใจ คือ สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ โดยอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ SET เปิดเผยว่า นักลงทุนต่างประเทศส่วนใหญ่มองความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ในปัจจุบันเป็นโอกาสของประเทศไทย หากไทยสามารถรักษาสมดุลได้ ก็มีโอกาสดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากหลายประเทศ

โรดโชว์ถูกจังหวะ หวังช่วยดึงเงินไหลกลับ

ไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการ FETCO มองว่า การเดินทางครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่เหมาะสมในการสื่อสารศักยภาพและโอกาสทางเศรษฐกิจของประเทศไทยกับนักลงทุนต่างประเทศ หลังปีนี้เริ่มเห็นสัญญาณเงินลงทุนจากต่างประเทศไหลกลับเข้ามาชัดเจนขึ้น ตอกย้ำถึงความเชื่อมั่นที่นักลงทุนต่างชาติมีต่อเศรษฐกิจไทย

อัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ก่อนที่นักลงทุนสถาบันต่างประเทศจะตัดสินใจลงทุนในบริษัทจดทะเบียน จำเป็นต้องเข้าใจทิศทางของประเทศนั้น ๆ ก่อน ดังนั้น การที่นายกรัฐมนตรีนำเสนอทิศทางการขับเคลื่อนประเทศด้วยตัวเอง ทั้งเป้าหมายการก้าวสู่ประเทศรายได้สูงภายในปี 2580 และการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานหมุนเวียน จึงช่วยสร้างความเข้าใจและความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน

นอกจากนั้น กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์ฯ กล่าวว่า เป้าหมายสำคัญของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในการเดินทางครั้งนี้ คือ การสื่อสารและสร้างความเข้าใจเพื่อส่งเสริมการลงทุนระยะยาวในตลาดทุนไทย ซึ่งจะส่งผลบวกต่อเศรษฐกิจโดยรวมด้วย

“การที่มีเงินลงทุนเข้ามา ทำให้ทุกครั้งที่ SET Index ปรับเพิ่มขึ้น 100 จุด จะมีมูลค่าหลักทรัพย์เพิ่มขึ้นประมาณ 1 ล้านล้านบาท ซึ่งมาจากการซื้อขายหลักทรัพย์ เมื่อผู้ขายมีกำไร จะทำให้เกิดการใช้จ่ายหมุนเวียนกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ ช่วยสร้างความแข็งแกร่งให้กับเศรษฐกิจไทยในระยะยาว และสร้างประโยชน์ต่อประเทศไทยในภาพรวม” อัสสเดชกล่าว

3 ปี Fund Flow ออก 5 แสนล้าน FETCO มองมีโอกาสไหลกลับอีกมาก

ประธานกรรมการ FETCO ระบุว่า ในปีนี้เป็นครั้งแรกในรอบ 3-4 ปีที่ตลาดหุ้นไทยมีกระแสเงินลงทุนจากต่างประเทศไหลเข้าเป็นบวกสุทธิ และเมื่อเทียบกับตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชียที่มีการประกาศตัวเลขในปีนี้ ไทยเป็นประเทศเดียวที่มีกระแสเงินไหลเข้าจากต่างประเทศ

ไพบูลย์บอกอีกว่า ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา มีเงินทุนต่างชาติไหลออกจากตลาดหุ้นไทยราว 5 แสนล้านบาท และปีนี้ไหลกลับมาแล้วประมาณ 10% เท่านั้น จึงยังมีโอกาสที่เงินทุนจะไหลกลับเข้ามาได้อีก ขณะที่ตลาดหุ้นไทยมีหุ้นขนาดใหญ่ที่นักลงทุนสถาบันสามารถลงทุนได้มากกว่า 65 บริษัท รวมถึงมีกองทุนโครงสร้างพื้นฐานเป็นเครื่องมือรองรับ

นอกจากนี้ ไพบูลย์ระบุว่า SET Index ปรับขึ้นมาแล้วเกือบ 30% ขณะที่ตลาดหุ้นโลกโดยรวมปรับขึ้นประมาณ 10-12% ทำให้ปีนี้เป็นปีแรกในรอบ 4 ปีที่ตลาดหุ้นไทยให้ผลตอบแทนสูงกว่าตลาดโลก

แต่ขณะเดียวกัน ไพบูลย์บอกว่า ไทยจำเป็นต้องสร้างฐานนักลงทุนในประเทศควบคู่กันไปด้วย โดยยกตัวอย่างการผลักดันบัญชีออมเพื่อการลงทุนรายบุคคล หรือ TISA ให้เกิดผลจริง

พิพัฒน์ KKP มองหุ้นไทยกลับมาอยู่ในเรดาร์นักลงทุน

ด้าน ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์และผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) ในฐานะพันธมิตร BofA กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยกลับมาอยู่ในความสนใจของนักลงทุนในฐานะหนึ่งในตลาดที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุด โดยปัจจัยที่ช่วยหนุนความเชื่อมั่น ได้แก่ การเมืองที่มีเสถียรภาพมากขึ้นและมุมมองเชิงบวกจาก Moody’s

ดร.พิพัฒน์บอกอีกว่า สิ่งที่ต้องทำต่อ คือ บริษัทจดทะเบียนต้องแสดงให้เห็นถึงการเติบโตของกำไร ขณะที่เป้าหมายเพิ่มสัดส่วนการลงทุนต่อ GDP เป็น 30% และความมุ่งมั่นในการปฏิรูปผ่านการเข้าเป็นสมาชิก OECD จะช่วยเพิ่มความน่าสนใจของตลาดไทย นอกจากนี้ อัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่าต่างประเทศช่วยให้ต้นทุนการกู้ยืมของไทยอยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ แต่ไทยต้องรักษาวินัยการเงินการคลังและเสถียรภาพไว้ เพื่อรักษาความเชื่อมั่นของนักลงทุนในระยะยาว

แชร์
เงินต่างชาติไหลออกจากหุ้นไทย 3 ปี 5 แสนล้าน ลุ้นโรดโชว์ช่วยดึงกลับ