
Meta กำลังขยับครั้งใหญ่จากการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในรูปแบบซอฟต์แวร์ ไปสู่การสร้างอุปกรณ์ที่ทำให้ผู้ใช้เข้าถึง AI ได้ตลอดเวลา หลังเปิดตัว Muse ผู้ช่วย AI ส่วนตัว (personal AI agent) เมื่อวันที่ 8 กันยายนที่ผ่านมา และได้รับความสนใจอย่างรวดเร็ว จนแอปขึ้นอันดับ 1 บน App Store ในสหรัฐฯ ภายในเวลาเพียง 2 สัปดาห์ แซงหน้า ChatGPT และดันให้หุ้น Meta ปรับตัวขึ้นมากกว่า 20% นับจากเปิดตัว Muse
Meta ต่อยอด Muse ด้วยผลิตภัณฑ์ฮาร์ดแวร์หลายรายการที่เปิดตัวในงาน Meta Connect 2026 ทั้งแว่น VR รุ่นใหม่ แว่นอัจฉริยะรุ่นใหม่ และอุปกรณ์พกพาที่สร้างขึ้นมาเพื่อใช้งาน Muse โดยเฉพาะ โดยผลิตภัณฑ์ที่เปิดตัวและอัปเดตในครั้งนี้ล้วนถูกวางให้เชื่อมโยงกับการใช้งาน AI มากขึ้น
มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก (Mark Zuckerberg) ซีอีโอ Meta กล่าวในงาน Meta Connect 2026 ว่า Muse คือศูนย์กลางของความพยายามที่จะทำให้ AI เข้าถึงคนทั่วไป และคาดว่าในอนาคต Muse จะพัฒนาไปเป็น ‘personal superintelligence’ ที่ผู้คนหลายพันล้านทั่วโลกเลือกใช้เพื่อบรรลุเป้าหมายและทำให้ชีวิตดีขึ้น
ทิศทางดังกล่าวสะท้อนการขยับของ Meta จากบริษัทที่เติบโตมากับแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียและเคยทุ่มน้ำหนักไปกับเมตาเวิร์ส (metaverse) ไปสู่การสร้างระบบนิเวศที่เชื่อม AI เข้ากับฮาร์ดแวร์มากขึ้น และที่สำคัญ ความเคลื่อนไหวครั้งนี้ไม่ได้กระทบเฉพาะตลาด AI แต่เริ่มส่งแรงสั่นสะเทือนไปยังตลาดอื่น ๆ ทั้งค้าปลีก การเงิน และการท่องเที่ยวด้วย
ในงาน Meta Connect 2026 ครั้งนี้ Meta ได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์และอัปเดตฮาร์ดแวร์ชุดใหญ่ โดยแบ่งเป็น สินค้าเปิดตัวใหม่ และการขยายไลน์อัปเกรดฟีเจอร์ เพื่อรองรับการใช้งานของ Muse ดังนี้
กลุ่มสินค้าเปิดตัวใหม่
Meta VR Glasses : แว่น VR/Spatial Computing ระดับพรีเมียมรุ่นใหม่ที่ Meta ปรับดีไซน์ครั้งใหญ่ด้วยสถาปัตยกรรมแยกส่วน (split architecture) ย้ายชุดประมวลผลและแบตเตอรี่ไปไว้ในกล่องภายนอก (compute puck) ทำให้ตัวแว่นเบาลงเหลือเพียง 100 กรัม ทำหน้าที่เป็นทั้งโรงภาพยนตร์ส่วนตัว หน้าจอทำงานหลายจอ คอนโซลเกม และที่นั่งชมกีฬาสดแบบ immersive ตั้งราคาไว้ที่ 1,299 ดอลลาร์ เตรียมวางจำหน่ายในฤดูใบไม้ผลิปี 2027
Ray-Ban Meta Audio : แว่นตา AI อัจฉริยะรุ่นแรกของ Meta ที่ ไม่มีกล้องถ่ายภาพ (camera-free) ออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาความเป็นส่วนตัว ตัวแว่นบางและเบาที่สุดเท่าที่เคยทำมา (43 กรัม) เน้นระบบเสียงคุณภาพสูงสำหรับฟังเพลง คุยโทรศัพท์ และพูดคุยสั่งงาน Muse AI แบบแฮนด์ฟรีโดยไม่ปิดกั้นเสียงบรรยากาศรอบตัว แบตเตอรี่ใช้งานได้สูงสุด 12 ชั่วโมง ราคาเริ่มต้น 349 ดอลลาร์
Meta Charm (Muse Charm) : อุปกรณ์ AI แบบพกพาขนาดประมาณเคส AirPods มาพร้อมหน้าจอสัมผัส OLED ราว 2 นิ้ว การเชื่อมต่อ 5G ในตัว และกล้องหน้า-หลังสำหรับให้ AI วิเคราะห์ภาพสิ่งแวดล้อม ออกแบบมาเพื่อให้ผู้ใช้เข้าถึงตัวตนเสมือนของ Muse ได้โดยตรงโดยไม่ต้องพึ่งสมาร์ตโฟน มีกำหนดจัดส่งในเดือนธันวาคม 2026 เพื่อเจาะกลุ่มแฟนคลับ Muse โดยเฉพาะ
ทั้งนี้ Charm ถูกพัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็วภายในเวลาประมาณ 9 เดือน และ Meta มองว่าเป็นการทดลองรูปแบบอุปกรณ์ใหม่สำหรับกลุ่มผู้ใช้ที่ชื่นชอบ Muse มากเป็นพิเศษ โดยแอนดรูว์ บอสเวิร์ท (Andrew Bosworth) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยีของ Meta ย้ำว่า Charm ไม่ใช่ศูนย์กลางของกลยุทธ์อุปกรณ์ AI เพราะคาดว่าผู้คนจะใช้ Muse ผ่านโทรศัพท์และแว่นตามากกว่า
กลุ่มสินค้าที่อัปเกรดและขยายไลน์
การขยายไลน์ AI Glasses : Meta ประกาศขยายตัวเลือกกรอบและเลนส์ของแว่นตา AI รวมกันมากกว่า 100 สไตล์ ครอบคลุมทั้งแบรนด์ Ray-Ban, Oakley และ Meta Glasses (รวมถึงรุ่นคอลเลกชันพิเศษ) พร้อมปรับราคาเริ่มต้นให้จับต้องได้ง่ายที่สุดด้วยรุ่นใหม่อย่าง Meta Adventurer เริ่มต้นเพียง 249 ดอลลาร์
การอัปเกรด Meta Ray-Ban Display : แว่นรุ่นมีหน้าจอได้รับการอัปเกรดซอฟต์แวร์เพิ่มฟังก์ชันใหม่ ได้แก่ ระบบนำทางปั่นจักรยานแบบ turn-by-turn, การรองรับสายวิดีโอโฮโลแกรมเสมือนจริง (photorealistic hologram) สำหรับการประชุม และระบบบันทึกเสียงรอบทิศทาง (Dolby Atmos Capture)
ทั้งนี้ นักวิเคราะห์จาก Mizuho มองว่าการเปิดตัวสินค้าในงาน Meta Connect 2026 ช่วยเชื่อม Muse เข้ากับธีม AI โดยเฉพาะตลาดอุปกรณ์สวมใส่ และการนำ Muse ไปใช้งานผ่านแว่นอัจฉริยะอาจช่วยสร้างรูปแบบการใช้งาน AI สำหรับผู้บริโภคที่ชัดเจนขึ้น
ความน่าสนใจของ Muse อยู่ที่การเป็นมากกว่า AI ที่ตอบคำถาม เพราะ Meta วางให้เป็น ‘personal AI agent’ (AI ผู้ช่วยส่วนตัว) ที่สามารถรับงานไปทำแทนผู้ใช้ได้ ตั้งแต่จัดการงานและโครงการ ไปจนถึงวางแผนตามเป้าหมายระยะยาว และสามารถทำงานผ่านแอปพลิเคชันต่าง ๆ ที่ผู้ใช้ใช้งานอยู่ในชีวิตประจำวัน
ความสามารถแบบนี้ทำให้การมาของ Muse ไม่ได้เขย่าแค่การแข่งขันอุตสาหกรรมใน AI แต่ผลกระทบของ Muse ขยายออกไปยังตลาดอื่นในเวลาอันรวดเร็ว
ตลาดที่เห็นผลกระทบจาก Muse ชัดที่สุดในตอนนี้ คือ E-Commerce เพราะ Muse สามารถค้นหาสินค้าจากเว็บไซต์และมาร์เก็ตเพลสต่าง ๆ เปรียบเทียบตัวเลือก และดำเนินการซื้อสินค้าแทนผู้ใช้ได้ รวมถึงเชื่อมต่อกับระบบชำระเงินอย่าง Shopify และ Stripe
ความมาแรงของ Muse ทำให้เกิดการเปิดศึกใหม่ในบริษัทยักษ์เทค เมื่อ Amazon แสดงจุดยืนชัดเจนว่าไม่อนุญาตให้ Muse เข้ามาทำรายการซื้อสินค้าบนแพลตฟอร์ม โดยระบุว่า การใช้งานดังกล่าวขัดต่อเงื่อนไขการให้บริการ อย่างไรก็ตาม Meta กลับมีพันธมิตรรายอื่นในตลาดค้าปลีก เช่น Walmart, Best Buy, Gap, Sephora และ Wayfair เปิดทางให้ Muse เชื่อมต่อกับประสบการณ์การช็อปปิ้งรูปแบบใหม่
แมทธิว แฮสเซ็ตต์ (Matthew Hassett) ซีอีโอของ Loftie และ Deliberate มองว่า Amazon ให้ความสำคัญอย่างมากกับการรักษาความสัมพันธ์โดยตรงกับลูกค้า ขณะที่ แม็กซ์ วิลเลนส์ (Max Willens) นักวิเคราะห์หลักของ eMarketer ซึ่งติดตามตลาดโซเชียลมีเดีย อีคอมเมิร์ซ และเทคโนโลยี ระบุว่า ผู้บริโภคเริ่มใช้ AI assistant เป็นจุดเริ่มต้นในการค้นหาและเลือกซื้อสินค้ามากขึ้น ทำให้ Amazon มีเหตุผลที่จะปกป้องช่องทางดังกล่าว
ขณะเดียวกัน Muse ส่งแรงกระเพื่อมถึงตลาดบริการทางการเงินและการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นธุรกิจที่มีขั้นตอนให้ผู้ใช้ต้องค้นหา เปรียบเทียบ และทำรายการด้วยตัวเอง
หุ้นของบริษัทให้บริการทางการเงินอย่าง Charles Schwab และ LPL Financial Holdings ปรับตัวลง ขณะที่หุ้นของบริษัทด้านท่องเที่ยวอย่าง Booking Holdings และ Expedia ก็ร่วงลงเช่นกัน เนื่องจากตลาดกังวลว่า AI agent อาจเข้ามารับช่วงงานบางอย่างที่ผู้บริโภคเคยทำเอง เช่น การจัดการเรื่องการเงิน หรือการค้นหาและจองบริการด้านการเดินทาง และเมื่อ AI สามารถทำงานต่อเนื่องข้ามหลายขั้นตอนได้ ความสัมพันธ์ระหว่างผู้บริโภคกับแพลตฟอร์มที่ให้บริการอาจเปลี่ยนไป
แม้ Muse จะได้รับความสนใจอย่างรวดเร็ว แต่การผลักดัน AI agent เข้าไปอยู่ในแว่นและอุปกรณ์ที่อยู่ใกล้ตัว จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของผู้คน ยังมีโจทย์ที่ Meta ต้องเผชิญ โดยเฉพาะเรื่องข้อมูลส่วนบุคคล ความเป็นส่วนตัว และความไว้วางใจของผู้บริโภค
หนึ่งในประเด็นที่เห็นชัดจากการเปิดตัว Ray-Ban Meta Audio คือ แม้การตัดกล้องออกจะช่วยลดข้อกังวลบางส่วนเกี่ยวกับอุปกรณ์ที่สามารถบันทึกภาพคนรอบข้าง แต่แว่นรุ่นนี้ยังสามารถบันทึกเสียงได้ และ Reuters รายงานว่ายังไม่มีสัญญาณที่ชัดเจนสำหรับคนรอบข้างว่าอุปกรณ์กำลังบันทึกเสียงอยู่
จิเทช อูบรานี (Jitesh Ubrani) ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยอุปกรณ์ผู้บริโภคของ IDC บริษัทวิจัยตลาดเทคโนโลยี มองว่า ประเด็นสำคัญอยู่ที่การยินยอม (consent) เพราะแม้จะไม่มีการบันทึกภาพ แต่การบันทึกเสียงโดยที่คนรอบข้างไม่รู้ตัวก็ยังเป็นประเด็นที่ต้องจัดการ และอาจจำเป็นต้องมีสัญญาณเตือนว่าอุปกรณ์กำลังบันทึกเสียงอยู่
ขณะที่ Meta เองระบุว่า การไม่มีโหมดกล้องไม่ได้เกิดจากเหตุผลด้านความเป็นส่วนตัวเพียงอย่างเดียว แต่ยังมองว่ามีตลาดสำหรับแว่นที่เน้นการฟังเสียงโดยไม่มีกล้อง
นอกจากเรื่องความเป็นส่วนตัวแล้ว Meta ยังต้องเผชิญคำถามเรื่องความไว้วางใจของผู้บริโภค เพราะ Muse สามารถเข้าถึงข้อมูลและทำงานแทนผู้ใช้ได้ในหลายด้าน ตั้งแต่การค้นหาข้อมูล การซื้อสินค้า ไปจนถึงการจัดการงานต่าง ๆ จึงเผชิญโจทย์เรื่องความเชื่อมั่นในฐานะผู้ดูแลข้อมูลของผู้ใช้
โจเซฟ ทิวโรว (Joseph Turow) ศาสตราจารย์กิตติคุณด้าน Media Systems and Industries จาก Annenberg School for Communication มหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย ซึ่งศึกษาประเด็นข้อมูลส่วนบุคคลและความเป็นส่วนตัวในโลกดิจิทัล มองว่า ผู้บริโภคจำนวนหนึ่งยังมีความระมัดระวังในการให้ข้อมูลส่วนตัวกับ Meta แม้กลุ่มผู้ใช้ช่วงแรกอาจมีความไว้วางใจต่อบริษัทหรือผลิตภัณฑ์บางประเภทเป็นพิเศษก็ตาม
อีกประเด็นที่ต้องจับตา คือ ทิศทางของตลาดอุปกรณ์ AI ซึ่งยังไม่มีคำตอบชัดเจนว่าอุปกรณ์รูปแบบใดจะกลายเป็นอุปกรณ์หลักของผู้บริโภคในอนาคต Meta กำลังเพิ่มช่องทางการเข้าถึง AI ผ่านแว่นและอุปกรณ์พกพาหลายรูปแบบ นอกเหนือจากสมาร์ทโฟน ขณะที่อุตสาหกรรมเทคโนโลยีกำลังมองหารูปแบบอุปกรณ์ที่จะเข้ามารับบทบาทต่อจากสมาร์ทโฟน
อ้างอิง : Meta [1], Bloomberg [1], Bloomberg [2], Reuters และ CNBC