
วันที่ 12 ตุลาคม 2026 ถือเป็นวันครบรอบ 4 ปีของตลาดกระทิง (bull market) รอบปัจจุบันของตลาดหุ้นสหรัฐฯ หลังดัชนี S&P 500 ปิดที่ระดับต่ำสุดของรอบเมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2022 ก่อนจะเข้าสู่ขาขึ้นที่ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน
ช่วง 4 ปีที่ผ่านมา กระแสปัญญาประดิษฐ์ (AI) เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของตลาดหุ้นสหรัฐฯ การลงทุนมหาศาลเพื่อขยายโครงสร้างพื้นฐาน AI ช่วยหนุนการเติบโตของกำไรบริษัทจดทะเบียน ขณะที่เศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ยังมีพื้นฐานแข็งแกร่งก็เป็นอีกปัจจัยสนับสนุนความเชื่อมั่นของนักลงทุน ส่งผลให้ตลาดหุ้นปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม การปรับตัวขึ้นของตลาดไม่ได้หมายความว่าความเสี่ยงจะลดลงตามไปด้วย เมื่อการลงทุน AI กลายเป็นหัวใจสำคัญของตลาด นักลงทุนย่อมต้องการเห็นผลตอบแทนที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น ขณะเดียวกัน การกระจุกตัวของหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่และปัจจัยกดดันทางเศรษฐกิจยังอาจทำให้ตลาดเผชิญความผันผวนได้ แม้ตลาดกระทิงรอบนี้จะเดินทางมาไกลแล้ว แต่ยังมีความหลายเสี่ยงที่นักลงทุนต้องจับตา
ตลาดกระทิงรอบปัจจุบันของดัชนี S&P 500 เริ่มต้นขึ้นหลังดัชนีปิดที่ระดับต่ำสุดของรอบในวันที่ 12 ตุลาคม 2022 จากนั้นมาจนถึงช่วงใกล้ครบรอบ 4 ปี ดัชนีปรับตัวขึ้นสะสม 117% นับเป็นตลาดกระทิงที่ทำผลงานดีที่สุดเป็นอันดับ 6 และมีระยะเวลายาวนานเป็นอันดับ 8 เมื่อเทียบกับตลาดกระทิงนับตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2
แรงขับเคลื่อนสำคัญของตลาดรอบนี้คือ AI โดยการเปิดตัว ChatGPT เกิดขึ้นหลังจากตลาดกระทิงเริ่มต้นได้ประมาณหนึ่งเดือน และนับจากนั้น การลงทุนเพื่อขยายโครงสร้างพื้นฐาน AI ก็เข้ามามีบทบาทสำคัญต่อการเติบโตของบริษัทและเศรษฐกิจสหรัฐฯ
กำไรของบริษัทในดัชนี S&P 500 มีแนวโน้มเติบโตมากกว่า 35% ในปีนี้ โดยได้รับแรงหนุนจากการลงทุนด้านเงินทุน (CapEx) ของบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ (hyperscaler) เพื่อสร้างศูนย์ข้อมูล (data center) รองรับการขยายตัวของ AI
Oxford Economics ประเมินว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในช่วงที่ผ่านมา ราวหนึ่งในสามมีที่มาจาก AI ซึ่งรวมทั้งผลโดยตรงจากการลงทุนเพื่อขยายโครงสร้างพื้นฐาน AI และผลจากความมั่งคั่งที่เพิ่มขึ้นเมื่อราคาหุ้นปรับตัวสูงขึ้น จนช่วยสนับสนุนการใช้จ่ายของผู้บริโภค
หุ้นเทคโนโลยีและบริษัทที่เกี่ยวข้องกับ AI มีบทบาทโดดเด่นกว่าตลาดโดยรวม ในบรรดา 11 กลุ่มอุตสาหกรรมของ S&P 500 มีเพียงกลุ่มเทคโนโลยีและกลุ่มบริการสื่อสาร ซึ่งรวมบริษัทขนาดใหญ่อย่าง Alphabet และ Meta Platforms ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าดัชนีในช่วงตลาดกระทิงรอบนี้
ตัวอย่างที่สะท้อนการเติบโตของกระแส AI ได้ชัดเจนคือ Nvidia ผู้ผลิตชิป AI ซึ่งมีมูลค่าตลาดเพิ่มขึ้นจาก 286,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ณ วันที่ 12 ตุลาคม 2022 เป็น 5.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปัจจุบัน ก้าวขึ้นเป็นบริษัทที่มีมูลค่าตลาดสูงที่สุดในโลก ขณะที่ 11 จากบริษัทสหรัฐฯ 13 บริษัทที่มีมูลค่าตลาดอย่างน้อย 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ อยู่ในกลุ่มเทคโนโลยีหรือมีความเกี่ยวข้องกับ AI อย่างมีนัยสำคัญ
แม้ตัวเลขต่าง ๆ ที่ว่ามาสะท้อนความแข็งแกร่งของตลาด แต่การปรับตัวขึ้นอย่างมากก็ทำให้ความคาดหวังของนักลงทุนสูงขึ้นตามไปด้วย และเมื่อ AI เป็นแรงขับเคลื่อนหลักของตลาด ความเสี่ยงจากการเติบโตที่อาจไม่เป็นไปตามคาดจึงกลายเป็นประเด็นสำคัญ
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ กำลังเข้าสู่ช่วงที่บริษัทเทคโนโลยีต้องพิสูจน์ให้เห็นว่า เงินลงทุนจำนวนมหาศาลเพื่อขยายธุรกิจ AI สามารถสร้างกำไรกลับมาได้จริงมากน้อยเพียงใด หลังจากช่วงแรกของกระแส AI ที่นักลงทุนตอบรับโอกาสการเติบโตอย่างคึกคัก
แอนโทนี ซากลิมเบนี (Anthony Saglimbene) หัวหน้านักกลยุทธ์ตลาดของ Ameriprise Financial บริษัทให้บริการทางการเงินและที่ปรึกษาการลงทุนในสหรัฐฯ มองว่า ตลาดได้ผ่านช่วงที่สร้างผลตอบแทนได้ง่ายจากกระแส AI มาแล้ว ต่อจากนี้ บริษัทเทคโนโลยีจะเผชิญแรงกดดันมากขึ้นในการพิสูจน์ว่าเงินที่ใช้ลงทุนในปัจจุบันจะเปลี่ยนเป็นกำไรในอนาคตได้จริง
ประเด็นสำคัญจึงอยู่ที่ความสามารถในการสร้างรายได้และกำไรให้สอดคล้องกับเม็ดเงินลงทุน โดยเฉพาะ CapEx ที่ใช้สร้าง data center และโครงสร้างพื้นฐาน AI หากบริษัทไม่สามารถแสดงให้เห็นผลตอบแทนที่คุ้มค่ากับเงินลงทุนได้ ความคาดหวังของนักลงทุนที่เคยช่วยผลักดันราคาหุ้นก็อาจกลายเป็นแรงกดดันแทน
ความเสี่ยงนี้ยิ่งมีความสำคัญเมื่อพิจารณาว่า AI เป็นแรงขับเคลื่อนทั้งผลประกอบการของบริษัทและการเติบโตทางเศรษฐกิจสหรัฐฯ หากแนวโน้มดังกล่าวเริ่มแสดงสัญญาณอ่อนแรง ตลาดก็อาจตอบสนองในทางลบอย่างรุนแรง
อีกหนึ่งความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นพร้อมกับการเติบโตของหุ้นเทคโนโลยีและ AI คือ การกระจุกตัวของตลาด โดยตามข้อมูลของ J.P. Morgan Asset Management หุ้น 10 บริษัทที่มีมูลค่าตลาดสูงที่สุดในดัชนี S&P 500 มีน้ำหนักรวมกันเพิ่มขึ้นจากประมาณ 28% ในเดือนตุลาคม 2022 เป็นเกือบ 40% ในปัจจุบัน
การเพิ่มขึ้นของน้ำหนักหุ้นขนาดใหญ่สะท้อนทั้งความแข็งแกร่งของพื้นฐานธุรกิจและผลประกอบการที่โดดเด่น แต่ในอีกด้านหนึ่งก็ทำให้ทิศทางของดัชนีพึ่งพาบริษัทกลุ่มนี้มากขึ้นด้วย
แองเจโล กัวร์กาฟาส (Angelo Kourkafas) นักกลยุทธ์การลงทุนระดับโลกอาวุโสจากบริษัทบริการทางการเงิน Edward Jones มองว่า การกระจุกตัวนี้สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของธุรกิจขนาดใหญ่และผลประกอบการที่เติบโตโดดเด่น แต่ก็เพิ่มความเสี่ยงให้ตลาด เพราะหากธีมการลงทุนที่กำลังได้รับความนิยมสูญเสียความน่าสนใจ พอร์ตการลงทุนก็อาจได้รับผลกระทบมากกว่าปกติ
กล่าวคือ หากความคาดหวังต่อ AI ลดลง หรือบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่รายใดรายหนึ่งรายงานผลประกอบการที่อ่อนแอกว่าที่ตลาดคาด ผลกระทบอาจส่งผ่านไปยังดัชนี S&P 500 ในวงกว้าง เนื่องจากหุ้นเหล่านี้มีน้ำหนักรวมกันสูงมาก
นอกจากความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับ AI แล้ว ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังต้องเผชิญแรงกดดันจากปัจจัยทางเศรษฐกิจมหภาค โดยเฉพาะทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (bond yield) สหรัฐฯ ที่ปรับตัวสูงขึ้น
การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อควบคุมเงินเฟ้ออาจทำให้เศรษฐกิจชะลอตัวลง และเพิ่มต้นทุนทางการเงิน ขณะเดียวกัน อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ขยับขึ้นจนทำระดับสูงสุดในรอบ 24 ปี ในช่วงต้นเดือนตุลาคม 2026
เมื่อผลตอบแทนจากตราสารหนี้เพิ่มขึ้น นักลงทุนก็มีทางเลือกในการลงทุนที่น่าสนใจมากขึ้นนอกเหนือจากตลาดหุ้น ทำให้เกิดการแข่งขันดึงดูดเงินลงทุนระหว่างหุ้นกับพันธบัตร และอาจลดแรงส่งที่ตลาดหุ้นได้รับ
นอกจากนี้ วัฏจักรการขึ้นดอกเบี้ยที่เข้มงวดยังอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในวงกว้าง โดยตลาดหมี (bear market) รอบก่อนหน้าซึ่งนำไปสู่จุดต่ำสุดของดัชนีในเดือนตุลาคม 2022 ก็เกิดขึ้นในช่วงที่ Fed ปรับขึ้นดอกเบี้ยอย่างรวดเร็วเช่นกัน
แม้ Edward Jones ยังคงให้น้ำหนักการลงทุนในหุ้นมากกว่าระดับปกติ แต่ปรับคำแนะนำให้ระมัดระวังมากขึ้นเมื่อเทียบกับก่อนหน้า สะท้อนว่า ความน่าสนใจของตราสารหนี้ที่เพิ่มขึ้นกำลังเป็นอีกปัจจัยที่นักลงทุนต้องนำมาประกอบการตัดสินใจ
ความเสี่ยงอีกด้านที่ต้องติดตาม คือ ความไม่แน่นอนทางการเมือง โดยเฉพาะช่วงการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ในเดือนพฤศจิกายน ซึ่งอาจทำให้ตลาดเงินและตลาดทุนเผชิญความผันผวนในระยะสั้น
แม้ความผันผวนจากเหตุการณ์ทางการเมืองจะไม่ได้หมายความว่าตลาดกระทิงจะสิ้นสุดลงทันที แต่ก็เป็นอีกปัจจัยที่อาจส่งผลต่อบรรยากาศการลงทุนในช่วงที่ตลาดมีความคาดหวังสูง และต้องประเมินความเสี่ยงหลายด้านพร้อมกัน ทั้งผลประกอบการของบริษัทเทคโนโลยี ทิศทางดอกเบี้ย และความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจ
อ้างอิง : Reuters